Advertisement
อัปเดทล่าสุด : อังคาร 10 ธันวาคม 2562 : carefor.org อัปเดททุกวัน
Carefor ใหม่ arrow ความรัก arrow อกหักไม่ยักตาย9
สื่อสารด้วยหัวใจ
สื่อสารด้วยหัวใจ
บ้านใส่ใจ Carefor.org
Carefor ใหม่
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
ติดต่อลุงริศ
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี19ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่ออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 104 ท่าน

ค้นหา-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

ท่านพุทธทาส-สวนโมกข์
กลุ่มค่ายนิสิตนักศึกษาอาสาพัฒนาฯ
นักศึกษาคาทอลิก
ฟังธรรม
พระไพศาล
จิตวิวัฒน์
สวนเจ็ดริน
สันติวนา
แก้วไดอารี่
ยุติธรรม&สันติ
เสมสิกขาลัย
เพื่อผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านนอก
ธนาคารจิตอาสา
อกหักไม่ยักตาย9 พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
การได้อยู่คนเดียวเงียบๆ อย่างนี้แหละที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ ความสนุกสดชื่นในการอยู่คนเดียวนี้เป็นพื้นฐานของการร่วมสนุกสดชื่นกับคนอื่น เป็นจริงตามนี้ทีเดียว ถ้าอยู่คนเดียวแล้วคุณไม่สามารถจะทำให้ตนเองรื่นเริงได้เลย คุณจะทำให้คนอื่นรื่นเริง หรือรื่นเริงกับคนอื่นได้อย่างไรเล่า?...


เปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตใหม่อย่างสร้างสรรค์

เป็นอย่างไรบ้างเล่า ดอกไม้ดอกไร่ใบไม้ใบหญ้า
มันดูมีสีสันมีชีวิตชีวาบ้างหรือเปล่า หรือว่ามันก็ยังแห้งแล้งแห้งเหี่ยวเหมือนเดิม
ไม่ดอกน่า..ถ้าคุณผ่านมาถึงตรงนี้เดี๋ยวนี้แล้ว
ก็น่าที่คุณจะหายใจหายคอคล่องขึ้นบ้างแล้วล่ะ

คงจะมองเห็นสีของดอกไม้ใบไม้ขึ้นบ้างแล้ว ไม่มืดมิด มืดมนมองไม่เห็นถนน
ไม่เห็นต้นไม้ใบหญ้าดังตะก่อนตอนแรกๆ
ตานี้ก็มาถึงข้อห้าสิบสอง

52. โดดเดี่ยวเดียวดายสบายอุรา

ถึงตอนนี้ควรจะเป็นตอนที่คุณรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวสบายหัวใจกับการอยู่คนเดียวได้แล้วอีกครั้ง
หลังจากที่คิดว่า "อยู่คนเดียวเมื่อไร กูตายแน่" มาระยะหนึ่ง
คุณอาจจะนั่งจมอยู่กับที่คนเดียวด้วยความรู้สึกที่ดีขึ้น และอาจรู้สึกได้ว่า การอยู่คนเดียวเงียบๆ
นี้ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน

อาจรู้สึกเลยไปถึงว่า ทำไมเราไม่ค้นพบความสุขนี้เสียตั้งแต่ต้น หลงกลัวแทบตาย
กลับสบายเป็นบ้า

นอกจากการออกไปข้างนอก ไปพบโลกและผู้คน ตลอดจนสรรพสิ่งที่วิ่งไปมาแล้ว
คุณควรจะได้ค้นให้พบความแจ่มใสสดชื่นของการอยู่เงียบๆ คนเดียวๆ ...มีน่ะ
ขอให้เชื่อเถอะว่ามี ไม่อย่างนั้นจะมีคนเป็นหมื่นเป็นแสนหรือที่ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ

มันยากอยู่หรอก ถึงบอกว่าต้องค้นให้พบไง เพราะเรามันพวกอึกทึกนิยมหรือพวกอึกทึกซึ่ม
มีความคิดว่าอยู่คนเดียวไม่ได้ ขอตายดีกว่ามาโดยตลอด

การได้อยู่คนเดียวเงียบๆ นั้น อาจทำให้คุณรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจได้ เป็นการพักผ่อน
และก็อาจจะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น...อ้าว ก็เราเคยอยู่คนเดียวเสียที่ไหน พอจะอยู่คนเดียวทีไร
เราก็ระแวงว่าจะเอาตัวไม่รอดอยู่เรื่อย เพราะฉะนั้น
การได้อยู่คนเดียวในยามนี้จึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเหมือนกัน

การอยู่คนเดียว อาจจะสนุกสนานได้ อาจรื่นเริงได้ ก็การอยู่คนเดียว
ไม่ใช่อยู่แล้วนั่งฟังเสียงยุงบินหึ่งๆ อยู่ข้างหูเท่านั้นนี่ คุณอาจฟังเพลง อ่านหนังสือ
ดูนกกระจอกตีกัน ดูจิ้งจกจับแมลง ดูอะไรต่อมิอะไรที่ดูได้สนุกคนเดียว มีออกแยะไป

การได้อยู่คนเดียวเงียบๆ อย่างนี้แหละที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ
นั่งคิดนอนคิดกับความคิดที่จะลงมือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดใหม่ๆ

ความสนุกสดชื่นในการอยู่คนเดียวนี้เป็นพื้นฐานของการร่วมสนุกสดชื่นกับคนอื่น
เป็นจริงตามนี้ทีเดียว ถ้าอยู่คนเดียวแล้วคุณไม่สามารถจะทำให้ตนเองรื่นเริงได้เลย
คุณจะทำให้คนอื่นรื่นเริง หรือรื่นเริงกับคนอื่นได้อย่างไรเล่า?

แต่อย่างว่าแหละเนาะ เรามันพวกนกกระจอก เกาะอยู่ตัวเดียว ก็หงอยๆ อย่างนี้แหละ
อย่าให้เข้าฝูงเชียว

53. สร้างสรรค์

สร้างสรรค์คืออะไร ? ทำไฉน ชนิดใดที่เรียกว่าสร้างสรรค์
แล้วคุณทำอะไรที่เป็นการสรางสรรค์ได้บ้าง?

อะไรๆ ก็เรียกว่าเป็นการสรางสรรค์ได้ทั้งนั้นแหละ ถ้าการกระทำหรือการประดิษฐ์นั้น
ไม่ใช่การทำร้ายคนอื่นในทางใดทางหนึ่ง และไม่ใช่การทำร้ายตนเอง
แต่แหม...สิ่งที่ทำนั่นก็ควรจะเป็นการใช้สติปัญญา ความสามารถบ้างละนะ
อย่างกะการกวาดบ้าน ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ เก็บขยะ
อะไรอย่างนี้จะเรียกว่าเป็นการสร้างสรรค์ก็ดูกระไรอยู่

คุณทำอะไรที่สร้างสรรค์ได้บ้าง เขียนหนังสือ ร้องเพลง เต้นรำ
(รำไทยหรือรำอย่างอื่นที่ไม่ใช่การดิ้น) การแสดง (อะไรสักอย่าง) ทำขนม ทำกับข้าว

ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ อยากลองทำ...ทำแล้วคุณจะได้รู้สึกถึง
และพบว่าตัวเองได้สัมผัสกับพลังงานแห่งการสร้างสรรค์ (อันอาจซ่อนเร้นอยู่อย่างลึกลับ)
ของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง

จริงๆ นะจ๊ะ ธรรมชาติให้พลังงานการสร้างสรรค์มากับมนุษย์ทุกคน แต่อาจจะหลบๆ ซ่อนๆ
อยู่ในวอกใดวอกหนึ่ง หลายคนอาจบ่นว่าไม่มี ไม่มีเลยทีเดียว
หาแทบเป็นแทบตายแต่ไม่เคยพบว่าตัวเองมีเลยพลังงานสร้างสรรค์อะไรนั่น
แต่ขอให้เชื่อเถิดว่ามี เพียงแต่ประการแรกนั้น
จะต้องขจัดความขี้เกียจตัวเป็นขนของตัวเองเสียก่อน
แล้วเอาใจตั้งให้ตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวเองทำเท่านั้นแหละ

อะไรที่จำเป็นจะต้องค้นหาก็ต้องค้น
ค้นให้พบว่าเราจะทำอะไรได้...และอะไรที่เราจะทำได้ดีกว่าคนอื่น
ยกตัวอย่าง...คุณรู้หรือเปล่าว่าคุณเป็นกวี คุณเรียงร้อยถ้อยคำได้ พิสูจน์กับตัวคุณเอง
หยิบดินสอกับกระดาษมา หยิบมาให้ครบ ปากกาก็ได้
แต่อย่าหยิบมาจำเพาะแต่ปากกาหรือดินสอโดยไม่มีกระดาษ เดี๋ยวข้างฝาจะเปรอะเสียหมด

นั่งนิ่งๆ ทำใจให้นิ่งๆ ค้นให้พบ รู้สึกให้ลึก ว่าคุณมีความรู้สึกอย่างไร
คุณมีความรู้สึกกับอะไร อย่างไร หากลุ่มคำและถ้อยความในภาษาที่จะเหมาะกับความรู้สึกนั้น
เขียนมันลงไป

เขียนมันลงไป...เขียนเถอะน่า เขียนเองอ่านเองอยู่คนเดียวแท้ๆ
ใช่ว่าไปเขียนอยู่หน้าชั้นหรือห้องประชุมที่ไหนกัน

จะบอกให้ว่า เขาสอนวิธีเขียนกวีแบบฝรั่งให้ด้วย ลองดูว่าเขาสอนอย่างไร
เขาเริ่มว่าแทนที่จะเขียนมันอย่างนี้ (เขียนต่อกันไปให้เต็มบรรทัด) ขอให้...
เขียน
มัน
อย่างนี้

เรียงร้อยถ้อยคำที่คุณปรารถนา
สื่อ
ความหาย
ในแต่ละบรรทัด
ลืม
ทุกสิ่ง
ทุกอย่าง
ที่เขาสอนคุณเกี่ยวกับ
บทกวี
ใน
โรงเรียน

เขียนอย่างนี้สี่ห้าหน เขียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ ในสิ่งที่คุณต้องการจะเขียน คุณจะได้บทกวี
ขอรับรองด้วยสัตย์จริง ว่าคุณจะได้บทกวี

กฎข้อที่หนึ่ง เขียนบรรทัดต่อบรรทัด (อย่างที่ยกตัวอย่างมานั่นแหละ บทกวีไม่ต้องการ
และไม่จำเป็นจะต้องสัมผัสคล้องจอง)

กฎข้อที่สอง
บทกวีคือเรื่องของการถ่ายทอดและแสดงออกถึงความรู้สึกจากประสบการณ์อย่างสุจริตใจ
มันก็เรื่อง "อะไรก็ได้ตามใจคุณ" นั่นแล

บอกอีกทีว่า นี่เป็นการสอนให้เขียนบทกวีของฝรั่งเขา
และเขาสอนให้กับคุณผู้ต้องการจะเขียนบทกวีในยามนี้...ยามที่ฟื้นไข้อย่างนี้ เพราะฉะนั้น
อย่าได้เข้าใจผิด ว่าถ้าเราเขียนไปอย่างที่เขาว่าแล้วจะไปเป็นกวีจริงๆ จังๆ ได้ แต่เขียนเถอะ
เขียนไป ทำอย่างที่เขาว่า คือลืมกฎอะไรเกี่ยวกับฉันทลักษณ์ของกาพย์กลอนให้หมด
แล้วเขียนไป ลืมสุนทรภู่ ลืมเจ้าฟ้ากุ้ง ลืมเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ลืมคมทวน คันธนูเสีย
แล้วเขียนไป

แต่ถ้าไม่ต้องการจะลืมสี่นามที่ยกตัวอย่างมานั่นละก็ มาคุยกันอีกที

54. อภิเชษฐ์

มาจากคำว่าแอพพรีชิเอชั่นจ้ะ แปลเป็นไทยได้ว่า สำนึกในพระคุณ ทำนองนั้นแหละ
แปลได้หลายอย่างอยู่หรอก แปลว่ารู้คุณค่า ชื่นชม เล็งเห็น อะไรทำนองนี้ก็ได้
แปลได้เยอะนักก็เลยแทนเสียด้วยคำว่าอภิเชษฐ์เสียเลย ไม่ได้คิดใช้คำนี้ขึ้นเองหรอกจ้ะ
เห็นว่าเฮียเทิ่งแกคิดใช้ขึ้นมาเป็นคนแรก

เขาว่าช่วงนี้...ช่วงที่คุณเติบโตขึ้นนี้ (ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น การเติบโตของคุณชะงักไป)
ความรู้สึกในการรับรู้ชื่นชมบางสิ่งบางอย่าง
ความรู้สึกเกรงขามบางสิ่งบางอย่างของคุณจะกลับมาแน่นอนละ ช่วงที่ผิดหวังพลั้งพลาดนั้น
หัวใจระบมของคุณจะรู้สึกอะไรได้นอกจากความขมขื่น คุณไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งนั้นแหละ
รู้สึกแต่ว่า...โอย ทำไมมันเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงทำกับฉันได้
อะไรที่เป็นความงามก็ไม่รับรู้ อะไรที่ปกติดูน่ากลัว คุณก็ไม่กลัว..ไม่กลัวอะไรแล้ว
ขออย่างเดียวให้เขากลับมา

ความรู้สึกทึ่ง ตื่นใจแบบเด็กๆ ซึ่งหายจากคุณไประยะหนึ่ง (ระยะเวรกรรมนั่นแหละ) จะกลับมา
ความรู้สึกประหลาดใจแบบเด็กๆ ก้อย่างกะว่า
คุณประหลาดใจว่าทำไมดอกไม้จึงต้องสวยอย่างนั้น ทำไมต้องมีสีเหลือบสลับเหลืองแดงอย่างนั้น
ทำไมฟ้าถึงสวย ทำไมน้ำทะเลถึงซัดคลื่นเกิดฟองสวยประหลาดอย่างนั้นได้ อะไรทำนองนี้แหละ
ตอนที่คุณอกหักหัวปักหัวปำอยู่นั้น คุณเคยตื่นใจกับอะไรพวกนี้ไหมเล่า

เมื่อมันกลับมาก็ดีแล้ว สุขสันต์บันเทิงเริงร่าสำราญกับมัน

ดูนั่นซี พระอาทิตย์ อาทิตย์อัสดง สุริยนย่ำสนธยา หัวเราะรื่นเริงเหมือนครั้งที่เราเยาว์วัย
ถนนอัดแน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ในเมือง และโน่น...ถนนเงียบๆ ในชนบท
น่าชื่นชมตื่นตาตื่นใจน้อยไปหรือ ความชื่นชมตื่นใจครั้งนี้แหละ ที่เราจะเรียกมันว่าชีวิต

ชีวิตเป็นอย่างนี้ มีสิ่งที่งดงามชวนให้สดชื่นเช่นนี้

คุณกำลังก้าวไปกับกาลเวลา และก้าวไปอย่างทันเวลากับสรรพสิ่งที่เคลื่อนไหวไปในจักรวาล

55. งอกงามและเติบโต

หลังจากได้ผ่านพายุกล้าแห่งวิกฤตการณ์
ขอให้คาดหวังและรู้ไว้ว่าคุณจะค้นพบบางสิ่งบางอย่างอันเกี่ยวกับตัวคุณ คือ
คุณจะเป็นคนแข็งแกร่งขึ้น เป็นคนใหม่ที่ต่างไปจากเดิม
และเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงงอกงามพัฒนามากขึ้นจากเดิม

คุณอาจเคยปวกเปียก เหยาะแหยะ ดูเป็นที่น่ารำคาญสำหรับคนอื่น อย่าว่าแต่คนอื่นเลย
บ่อยทีเดียวที่กระทั่งตัวเองก็ยังรำคาญตัวเอง แต่ตอนนี้ล่ะ ตอนนี้ที่คุณจะเข้มแข็งขึ้น
คุณพิสูจน์กับตัวคุณเองแล้วว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่แกร่งพอ คุณรอดมาได้ (ทั้งๆ ที่คิดว่าจะไม่รอด)

ความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของคุณเป็นผู้ใหญ่ขึ้น คุณได้เรียนรู้สิ่งที่เป็นจริงจากประสบการณ์จริง
และสิ่งนี้แหละที่เรียกว่าความงอกงามและพัฒนาของตัวคุณ

คุณจะเปลี่ยนแปลงและเติบโตไปเป็นคนที่มีความสุขกว่าเดิม ร่าเริงกว่าเดิม และเป็นอิสระ

ไหนๆ เขาก็มีการสอนเขียนกวีแล้ว ขอส่งท้ายตอนนี้ด้วยบทกวีสักบทเถิดน่า
เอาบทกวีแบบมีฉัทลักษณ์เถิดนะ สมมุติว่าเราเป็นนกน้อยผู้บอบบางและน่าสงสาร
ต้องพายุกระหน่ำเสียจนแทบจะเอาตัวไม่รอด ตอนนี้เราฟื้นแล้ว ฟื้นเพราะเราไม่ยอมแพ้พ่าย
ไม่ยอมให้พายุร้ายนั้นโหมพาเราไปตามยถากรรม

เมื่อสมมุติได้แล้วว่าเราเป็นนกน้อยแล้ว เราก็ว่าของเราไป

เหมือนปักษากลางพายุอันดุร้าย
เมื่อความรักลับละลายสลายผ่าน
ผ่านไปเหมือนใบไม้ล่องสายธาร
มีแต่การแตกดับมิกลับคืน

ดังนกน้อยบาดเจ็บและเหน็บหนาว
ขยับปีกปวดร้าวทุกคราวตื่น
มิเคยคิดชีวิตหวังจะยั่งยืน
หนาวจนชื้นจนชาน้ำตาตน

ทึบท้องฟ้าแห่งชีวีไม่มีแสง
กลางลมแรงโหมกล้ามืดฟ้าฝน
เส้นด้ายเดียวกำหนดไว้อดทน
มีหลายหนเจียนขาดอนาจใจ

รู้ก็รู้ว่าพรุ่งนี้ยังมีอยู่
ไม่อยากรู้ว่ายังมีพรุ่งนี้ไหน
รู้เพียงวันนี้ว่าอัปราชัย
ไม่มีเขา ไม่มีใครไหนทั้งนั้น

ขอบเขตมืดขลิบแสงสว่างใส
ฟ้ามิมืดตลอดไปเหมือนใจหวั่น
เส้นด้ายเดียวทนทานผ่านวารวัน
มิขาดคราวคับขันเคยหวั่นใจ

จึงนกน้อยผ่านพายุกล้านั้น
มาพบวันฟ้ากว้างสว่างใสว
ยิ้มให้กับวิกฤติการณ์ที่ผ่านไป
แล้วนกน้อยตัวใหม่ก็โผบิน

เป็นไงบ้างล่ะ พอจะสื่อความหมายตามเรื่องที่คุยมาได้บ้างไหมเล่า...ชุ่ยๆ นะเนี่ย

_____________________________________
จาก อกหักแต่ไม่ยักตาย โดย วานิช จรุงกิจอนันต์

อกหักแต่ไม่ยักตายมีทั้งหมด 9 ตอน คลิกอ่านได้จาก Link ด้านล่างนี้ครับ

อกหักไม่ยักตาย1
อกหักไม่ยักตาย2
อกหักไม่ยักตาย3
อกหักไม่ยักตาย4
อกหักไม่ยักตาย5
อกหักไม่ยักตาย6
อกหักไม่ยักตาย7
อกหักไม่ยักตาย8
อกหักไม่ยักตาย9
อกหักไม่ยักตาย10

เชิญแสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวข้อ:
ความคิดเห็น:



กรุณาใส่รหัสที่เห็น:* Code

ความคิดเห็น

ขับเคลื่อนโดย อโกคอมเม้นท์ ๒.๐!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License