Naris Manikhao : Photo
ผมถามเขาว่า ในช่วงที่เขากำลังเป็นทุกข์อยู่นี้...
กำลังใจของเขามาจากไหน เขามองตาผมและตอบว่า
มาจากคนอื่น... ก็เขาเป็นเหมือนกับเรา หันไปทางไหนก็มีคนที่เป็นเหมือนกับเรา เขาอยู่ได้
เราก็ต้องอยู่ได้... ถ้าไปอยู่ที่อื่น...ที่ไม่เจอแบบเดียวกับเรา ผมต้องตายแน่ๆ... เห็นเขาอยู่กับครอบครัว
กินข้าว หัวเราะ... ถ้ามีแต่ผมที่เป็นอย่างนี้อยู่คนเดียว ผมคงอยู่ไม่ได้... ผมต้องตายแน่ๆ...
ตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ เวลาจะหลับ เห็นหน้าลูกสาว... ไปที่ไหนที่เคยไปด้วยกันก็คิดถึง...
โดย
นริศ มณีขาว
ก่อนจะกลับจากการใช้ชีวิตร่วมกันกับพ่อแม่พี่น้องที่บ้านน้ำเค็ม บางม่วง ทุ่งหว้า จ.พังงา
น้องนักศึกษาคนหนึ่งได้รับจดหมายซึ่งเขียนโดยแม่บ้านผู้ประสบภัยสึนามิคนหนึ่ง
ที่จริงแล้วเธอเขียนหนังสือไม่ได้ แต่เธอบอกเล่าความในใจ
แล้วให้สามีของเธอช่วยเขียนจดหมายฉบับนี้ มอบให้กับนักศึกษาอาสาสมัคร :
เพื่อนร่วมทุกข์ผู้ประสบภัยสึนามิ...
เมื่อเราอ่านจดหมายฉบับนี้ให้นักศึกษาอาสาสมัครฟังในตอนค่ำวันหนึ่ง... ทุกคนฟังแล้วรู้สึกอึ้ง...
ต่างคนต่างพูดไม่ออกเลยทีเดียว
....................................................
จดหมายจากบางม่วง ตะกั่วป่า จ.พังงา
4 ทุ่ม ท่ามกลางสายฝน
ฉันรู้สึกเหงาและเศร้าใจ ฉันอยากให้คืนนี้ยาวนานที่สุด เมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้ เธอจะจากฉันไป
ตั้งแต่ฉันประสบภัย ได้สูญเสียหลายๆอย่าง สมบัติที่มีตีเป็นมูลค่าความเสียหายก็มากโขอยู่หรอก
ฉันไม่เสียดายเลย แต่สิ่งที่ฉันเสียใจ ที่สุดคือ
คนที่ฉันรักและนับถือได้ล้มหายตายจากไปหลายคนในวันเดียวกัน มันเกินที่จะยอมรับจริงๆ
ในบางครั้งฉันรู้สึกท้อแท้และเบื่อชีวิตเหมือนกัน เพราะฉันตระหนักดีว่า... ที่สุดแล้ว
เงินไม่ได้มีค่าที่สุดสำหรับชีวิตคนเรา ผู้ประสบภัยหลายคน...จนป่านนี้ยังไม่เจอศพญาติพี่น้องเลย
คิดดูว่าเขาจะเจ็บปวดใจเพียงใด ถึงจะมีเงินมากแค่ไหน
คงจะไม่สามารถทำให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมได้หรอก
แล้วความสุขอยู่ตรงไหน... คงจะไม่มีใครตอบได้ใช่ไหม...
บางคนสรรค์สร้างมาเกือบทั้งชีวิตใช้เวลา 20 - 30 ปี แต่โดนคลื่นยักษ์ทำลายหมดตัว แค่ไม่กี่นาที
ซึ่งอนาถใจเสียเหลือเกิน
แต่ฉันก็ภูมิใจอยู่อย่าง หรือจะเรียกว่าโชคดีก็ได้... ที่ฉันได้เกิดมาเป็นคนไทย
เพราะคนไทยไม่ทิ้งกัน... ฉันคิดว่าคำคำนี้ ถึงทำให้ฉันได้พบเธอ เธอมากันหลายคน จากหลายจังหวัด
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ อยู่ที่ไหนๆก็เหมือนกัน ในเมื่อเรามีหัวใจความเป็นไทยเหมือนกัน
ขอให้เธอทุกคนจงภูมิใจเถิดนะที่เธอมาหาฉันในยามนี้ มันเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด...
ในเวลานี้สิ่งที่ฉันต้องการคือ กำลังใจ และคำปลอบใจ
เหมือนที่เธอกำลังปฏิบัติต่อฉันในตอนนี้นั่นแหละ...ใช่เลย ตลอดเวลาที่เธออยู่ให้กำลังใจ...
ทำให้ฉันมีความสุขมาก เพราะเธอเปรียบเสมือนยารักษาแผลใจ...
ฉันต้องขอขอบคุณในความเสียสละของเธอ ฉันคงได้อะไรหลายๆอย่างจากเธอ
อย่างน้อยๆก็กำลังใจ... มันทำให้ฉันรู้สึกว่า ชีวิตฉันยังมีค่าเสมอ ความรู้สึกที่ดีๆจากเธอ
ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำให้เธอผิดหวังในตัวฉัน...
แน่นอน หวังว่าเราคงจะได้พบกันอีก ขอให้เธอจงโชคดีตลอดไป...
" คิดถึงตลอดเวลา"
จากฉัน "ผู้ประสบภัย" (บ้านน้ำเค็ม)
ขวานผ่าซากน่ะใช่ ถึงไม่เคยอ่อนโยน แต่คนใต้ก็ไม่อ่อนแอ ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้
โดน "สึนามิ" ไม่ตาย... เสียดายอะไรกับ...ชีวิต
แด่เธอผู้มาเยือน
... คนด้ามขวาน...
ป.ล. อย่าให้เหลือแต่ความทรงจำ
--------------------------------------------------------
เวลาที่เราเริ่มรู้สึกตัวว่า เราเป็นที่รักของใครสักคน มีคนเป็นห่วงเรา รักเรา...
รู้สึกอาลัยเมื่อเราจะต้องจากกัน... ณ ช่วงเวลานั้น เรารู้สึกตัวว่า ชีวิตเรามีความหมาย...
ในขณะเดียวกันเราอาจรู้สึกร้าวรานใจ... โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรารู้สึกว่า
อีกฝ่ายหนึ่งรักและจริงใจกับความสัมพันธ์มากกว่าเรา... ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ผมอดรู้สึกร้าวรานใจไม่ได้...
ขณะที่ชาวบ้านน้ำเค็ม ชาวบางม่วง ชาวทุ่งหว้าหลายคนมีความสนิทสนมและจริงใจกับเรามากๆ
พวกเขาหวังจะได้พบกับพวกเราอีก... แต่ผมบอกไม่ได้ว่า ผมจะกลับมาพบกับพวกเขาอีกหรือไม่
และเมื่อไหร่... แม่บ้านบางคนพูดกับน้องๆนักศึกษาว่า พอเริ่มจะรัก ก็ต้องจากกันเสียแล้ว
ได้ยินแบบนี้แล้ว เราพูดไม่ออก รู้สึกจุกแน่นอยู่ที่หน้าอก จุกแน่นอยู่ที่คอครับ...
จดหมายจากบางม่วงฉบับนี้ ทำให้ผมเกิดความรู้สึกที่ลึกซึ้งหลายอย่างครับ ความทุกข์ ความสูญเสีย
ที่สำคัญคือ เมื่อหัวใจของเราพบกับหัวใจของใครคนหนึ่งอย่างจริงใจ เรารับรู้ได้ว่า
เรามีความหมาย... และเราเกิดการเปลี่ยนแปลงจากข้างในตัวเรา...
เหมือนกันหัวใจของแม่บ้านบางม่วงคนนี้ที่มาพบกับหัวใจของนักศึกษาอาสาสมัคร...
นักศึกษาอาสาสมัครคนหนึ่งค้นพบว่า เขาไม่ได้มาเป็นผู้ให้...
เมื่อหัวใจของเขาพบกับหัวใจของชาวบ้าน ชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน...
เมื่อก่อนผมเที่ยวบ่อยมาก เที่ยวทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์... มาเป็นอาสาสมัครแล้วชีวิตเปลี่ยนไป
เหมือนชำระล้างตัวเองใหม่ ผมรู้สึกโล่ง เบา มีความสุขได้โดยไม่ต้องไปเที่ยว... เห็นตัวเองว่าที่ผ่านมา
ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย ชาวบ้านเป็นทุกข์...ลำบากกว่าเรามาก สูญเสียทุกอย่าง...
--------------------------------------------------------
เรื่องสุดท้ายที่ผมนำมาแบ่งปันทุกท่าน เป็นเรื่องที่ผมรู้สึกทั้งสะเทือนใจและประทับใจมากที่สุด
ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เป็นเรื่องของชายหนุ่มผู้ประสบภัยคนหนึ่ง เขาสูญเสียทั้งครอบครัว ภรรยา ลูกสาว
พ่อ... เหลือตัวเองรอดมาคนเดียว... ชายผู้นี้เศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก เพื่อนของเขาบอกว่า
เวลาเขาอยู่คนเดียวเขายังร้องไห้และยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...
วันหนึ่งเมื่อผมมีโอกาสคุยกับเขา ผมถามเขาว่า ในช่วงที่เขากำลังเป็นทุกข์อยู่นี้...
กำลังใจของเขามาจากไหน เขามองตาผมและตอบว่า
มาจากคนอื่น... ก็เขาเป็นเหมือนกับเรา หันไปทางไหนก็มีคนที่เป็นเหมือนกับเรา เขาอยู่ได้
เราก็ต้องอยู่ได้... ถ้าไปอยู่ที่อื่น...ที่ไม่เจอแบบเดียวกับเรา ผมต้องตายแน่ๆ... เห็นเขาอยู่กับครอบครัว
กินข้าว หัวเราะ... ถ้ามีแต่ผมที่เป็นอย่างนี้อยู่คนเดียว ผมคงอยู่ไม่ได้... ผมต้องตายแน่ๆ...
ตอนนี้ยังทำใจไม่ได้ เวลาจะหลับ เห็นหน้าลูกสาว... ไปที่ไหนที่เคยไปด้วยกันก็คิดถึง...
กำลังใจของชายหนุ่มคนนี้เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมด้วยเช่นกัน เมื่อผมฟังเขาตอบ
มองไปที่ดวงตาเศร้าๆของเขา ผมรู้สึกนับถือน้ำใจและความจริงใจของเขามากครับ... และผมพบว่า
เราทุกคนต่างเป็นกำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆได้ แม้ว่า เรายังมีความทุกข์
เรายังมีเรื่องราวที่ทำใจไม่ได้อยู่... ชีวิตเรานั้นสั้นนัก... เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่...
เพียงได้เดินเคียงข้างไปกับคนที่เราพบในแต่ละวัน... อยู่และทำวันนี้ให้ดีเท่าที่เราจะทำได้...
โดยหวังให้ผู้คนที่เราพบได้รับรู้ว่า... เขาไม่ได้โดดเดี่ยว ยังมีคนอีกมากมายที่ต้องการเขา...
บนหนทางของถนนที่เรียกว่าชีวิตแห่งนี้เอง..
ไต่ตามโค้งตะวัน พฤษภาคม 2548 |