ภาพและเรื่องโดย นริศ มณีขาว
"การเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ การไปอยู่กับเขา การรับฟังพวกเขาด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง... เราจะพบว่า ความทุกข์ของเราเล็กไปมาก... ความทุกข์ของพ่อแม่พี่น้องที่นี่ยิ่งใหญ่กว่ามากนัก... จนเรารู้สึกทนไม่ได้ และอยากทำอะไรๆที่ทำได้เพื่อบรรเทาความทุกข์ของพวกเขา... อาจเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยในสายตาของคนทั่วไป แต่เราก็ยินดีที่จะทำเพื่อพวกเขา... "
ชมภาพการเดินทางครั้งนี้ได้ที่ http://www.carefor.org/tsunamivolunteer
ผมลงมาที่เขาหลัก บ้านน้ำเค็ม บ้านคึกคัก และบ้านทับตะวัน ที่พังงา ด้วยความตั้งใจอยู่สองอย่าง คือ เพื่อลงมาเป็นเพื่อนทีมงานของน้องๆนักศึกษาเตรียมงาน " นักศึกษาอาสาสมัคร : เพื่อนร่วมทุกข์ผู้ประสบภัยสึนามิ " และเพื่อมาเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กับชาวบ้านผู้ประสบภัย ...
ความตั้งใจประการหลังนี้ มีมาตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุคลื่นยักษ์เข้าถล่มภาคใต้แล้ว เพียงแต่ว่าช่วงนั้นผมมีหน้าที่เป็นกองกลาง รับเป็นสื่อให้กับผู้ที่สนใจลงมาเป็นอาสาสมัครและผู้ที่จะบริจาคทุนทรัพย์ - สิ่งของต่างๆ ประกอบกับรู้ตัวว่าไม่ถนัดงานเก็บศพ ถนัดงานประสานอาสาสมัครและงานฟื้นฟูเสียมากกว่า
คงเป็นเพราะความรู้สึกสะเทือนใจที่สั่นไหวอยู่ภายในนี่เองครับ ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าต้องลงมาที่นี่ ผมเชื่อว่า เมื่อมาแล้วจะรู้เองว่า เราจะเป็น " เพื่อนร่วมทุกข์ " กับพ่อแม่พี่น้องชาวบ้านที่นี่ได้อย่างไรบ้าง ?
 ผมรู้สึกประหลาดใจกับความเสียหายที่ผมเห็นมากครับ แม้ว่าจะติดตามจากสื่อ รวมทั้งทำข่าวไว้ในเว็บไซต์ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ ... ผมเห็นพื้นที่ที่บ้านน้ำเค็มพังราบเป็นพื้นที่กว้างมาก เห็นเรือที่สูงกว่าหลังคาบ้านพัดมาเกยหน้าบ้านชาวบ้าน 2-3 ลำ เห็นบ่อน้ำใหญ่ๆหลายแห่งที่ชาวบ้านเชื่อว่ายังมีศพที่เก็บไม่ได้อีกมาก เพราะซากอาคารอาจพังทับศพเหล่านั้นอยู่ ... บางท่านบอกว่าคลื่นยักษ์ดึงศพลงไปฝังในทรายทำให้หาศพไม่พบ
แต่ความเสียหายที่ยิ่งใหญ่กว่าความเสียหายวัตถุสิ่งของภายนอกคือจิตใจของผู้คนครับ ... ผมกับน้องๆนักศึกษาพบกับผู้หญิงอายุราวสามสิบกว่าคนหนึ่งใกล้ๆชายหาดบางสัก อยู่ใกล้ๆกับบ้านทับตะวัน เธอถือไม้เดินอยู่คนเดียว หน้าตาเธอมีร่องรอยของความเศร้าเสียใจ เธอฝันว่าน้องสาวมาบอกเธอให้ลองใช้ไม้เขี่ยหาศพเธอในแหล่งน้ำ เธอเลยลงจากภูเขามาหาศพของน้องสาว แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ แม้เวลาผ่านมาเกือบสองเดือนแล้วก็ตาม ... เราฟังเธอด้วยความเห็นใจ ใจหนึ่งก็อยากให้เธอพบศพน้องสาว อีกใจหนึ่งก็อยากให้เธอทำใจได้ถ้าไม่พบศพน้องสาว เพราะเรารู้สึกลึกๆว่า โอกาสพบศพคงเป็นไปได้น้อยมาก ...
 เราเดินทางไปที่แหลมสน บ้านน้ำเค็มเป็นเวลาเย็นพอดีครับ เราก็เลยได้นั่งดูพระอาทิตย์ตกที่หาดแหลมสน ... สวยม๊ากมากเลยครับ ... ตอนที่เดินเข้าไปที่ชายหาด ได้ยินชายหนุ่มบ้านน้ำเค็มคนหนึ่งพูดว่า " วันนี้พระอาทิตย์ตกสวยมากเลย อยู่บ้านน้ำเค็มมาตั้งแต่เด็ก ก็เพิ่งเห็นวันนี้เอง ..." พอผมหันไปหาหนุ่มเจ้าของเสียงก็เห็นหนุ่มคนนี้ยืนอยู่กับหญิงสาวคนหนึ่ง คาดว่าเป็นแฟนสาวของเขานั่นเอง ผมก็เลยคิดในใจว่า มิน่าล่ะ ... สงสัยคนกำลังมีความรักมั๊ง มองอะไรๆก็สวยไปหมด ... ( พร้อมกับรู้สึกอิจฉาตาร้อนหนุ่มคนนี้ไปในตัวด้วยครับ จับที่ตาตัวเองดู ก็รู้สึกว่าร้อนจริงๆด้วยครับ …)
นอกจากการลงพื้นที่เตรียมงานนักศึกษาอาสาสมัครแล้ว เรายังมีโอกาสทำงานเป็นอาสาสมัคร เป็นล่ามให้กับชาวบ้านและหน่วยแพทย์อาสาสมัครที่มาจากโคโลราโด สหรัฐอเมริกา มาช่วยตรวจรักษาโรคทั่วไป ตรวจตาและทำฟัน ... ที่นี่ผมพบชาวบ้านที่ยังหาศพของภรรยา ... ลูก ... หลาน ... ไม่พบอีกมากมายจนคาดไม่ถึง ... แต่พวกเขายังคงหวังลึกๆว่า จะได้พบศพและทำพิธีทางศาสนาให้กับผู้ตาย ...
คุณยายชาวมุสลิมคนหนึ่ง ... หลานชาย หลานสะใภ้ และลูกอีก 2 คนตายทั้งครอบครัว ... ยังหาศพไม่พบ ... ยายพูดให้ผมและอาสาสมัครคนหนึ่งฟัง ... น้ำตาคลอเบ้าตา ... หลังจากที่ฟังความทุกข์ของคุณยายอยู่พักใหญ่ ผมถามยายว่า " ยายคิดว่าตอนนี้ทั้งสี่คน อยู่ที่ไหนแล้วละยาย " ยายบอกว่า " ก็ไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว " ผมพูดกับยายต่อไปว่า "... ทั้งสี่คนไปอยู่กับพระเจ้าแล้ว ... ถ้าอย่างนั้น ยายคิดว่าพระเจ้าก็ดูแลเขาแล้วซิครับ " " ใช่แล้วละ พระเจ้าดูแลเขาแล้ว " ยายตอบ "... เอ๊ะ ! แล้วยายคิดว่า พระเจ้าดูแลพวกเขาทั้งสี่คนได้ดีกว่าเราดูแล … อย่างนั้นหรือเปล่าครับ ?..." ยายยิ้มกว้างและตอบกลับทันทีว่า " ยายก็คิดอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน พระเจ้าดูแลเขาได้ดีกว่ายาย ... ยายก็คิดถึงเขาอยู่นะ ..." " ครับ ... ยายยังคิดถึงเขาอยู่ ..." ผมพูดตามคุณยาย ... ในใจรู้สึกเห็นใจและดีใจที่เห็นคุณยายยิ้ม พร้อมดวงตาที่สดใส ... คุณยายขอตัวไปหาคุณตาที่รออยู่ ... เป็นคุณตาใจดี เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ที่น่ารักของคุณยาย ... คุณตาคนนี้เองที่คุณยายเล่าว่า คุณตาพาคุณยายซ้อนมอเตอร์ไซด์ไปที่ต่างๆ เพื่อให้คุณยายคลายทุกข์และหายเศร้า ... อืมมม ซึ้งใจจริงๆครับ ...
นี่แหละครับคือเรื่องราวที่ผมพบ ถือเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความทุกข์ที่พ่อแม่พี่น้องผู้ประสบภัยกำลังเยียวยาและต่อสู้อยู่ ... ยังไม่รวมไปถึงความทุกข์ในเรื่องการทำมาหากิน ที่อยู่อาศัย การดูแลลูกหลานที่กำพร้าพ่อ กำพร้าแม่ หรือไม่ก็กำพร้าทั้งพ่อและแม่ … เรื่องราวของความทุกข์มีมากอย่างคาดไม่ถึง มากกว่าที่รับรู้จากสื่อ ... มากมายยิ่งนัก ...
ผมเชื่อว่า การเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ การไปอยู่กับเขา การรับฟังพวกเขาด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ... เราจะพบว่า ความทุกข์ของเราเล็กไปมาก ... ความทุกข์ของพ่อแม่พี่น้องที่นี่ยิ่งใหญ่กว่ามากนัก ... จนเรารู้สึกทนไม่ได้ และอยากทำอะไรๆที่ทำได้เพื่อบรรเทาความทุกข์ของพวกเขา … อาจเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อยในสายตาของคนทั่วไป แต่เราก็ยินดีที่จะทำเพื่อพวกเขา … แม้ผมจะมั่นใจว่า ในที่สุดพวกเขาจะก้าวพ้นความทุกข์จากการสูญเสีย ... แม้ว่าอาจไม่มีวันพบศพภรรยา ลูก หลานที่รักของพวกเขาก็ตาม ... ที่สุดพวกเขาจะพบสะพานเชื่อมระหว่างความเชื่อ ความศรัทธากับความทุกข์ใจที่เกิดขึ้น ... จนเกิดสันติสุขภายในได้อย่างแน่นอน ...
หลายท่านบอกผมมาว่า รู้สึกว่าอยากทำอะไรมากกว่าการบริจาคเงินและสิ่งของต่างๆ อยากไปเป็นอาสาสมัคร อยากไปเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กับพ่อแม่พี่น้องผู้ประสบภัย แต่ติดที่การงานและครอบครัว ... ผมเข้าใจดีครับในความรู้สึกของท่านครับ ...
การมาที่นี่ของผมครั้งนี้ ทำให้ผมได้คำตอบมาฝากทุกท่าน จากคุณสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือคุณหนูหริ่ง มูลนิธิกระจกเงาครับ ... คุณหนูหริ่งบอกว่า " ขอให้เราก้าวพ้นพื้นที่และเนื้อหาในการเป็นอาสาสมัคร " หมายความว่า ให้เราเป็นอาสาสมัครในพื้นที่ไหนก็ได้ ในประเด็นปัญหาอะไรก็ได้ ... เราอาจให้ความช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่อยู่ในชุมชน ในจังหวัดของเราก็ได้ ... เราอาจให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง เราอาจช่วยเหลือชาวบ้าน ชาวเขา ฯลฯ ทำให้ผมคิดต่อไปว่า … ใช่แล้ว ที่เราก้าวพ้นพื้นที่และเนื้อหาในการเป็นอาสาสมัคร ก็เพราะว่า เขาก็เป็นผู้ประสบภัยเหมือนกัน ... พวกเขามีความทุกข์และต้องการความช่วยเหลือ ต้องการเพื่อนร่วมทุกข์เฉกเช่นเดียวกัน จิตใจของความเป็นอาสาสมัครอยู่ได้ในทุกที่ ... ทุกหนแห่ง ...
ได้ยิน ได้ฟังอย่างนี้แล้ว คงทำให้ท่านสบายใจและ เห็นหนทางอีกมากมายที่ท่านจะเป็น " เพื่อนร่วมทุกข์ " กับผู้คนที่อยู่รอบข้างท่าน ตามความสามารถ ตามความถนัด ตามความสนใจ ตามกำลัง และเวลาที่ท่านจะทำได้ .... นะครับ
............................
" ความสูญเสียเมื่อเกิดขึ้นกับเรา หากไม่จ่อมจมอยู่กับความทุกข์ของตนมากเกินไป เราย่อมเห็นได้ว่าผู้อื่นก็ทุกข์ไม่น้อยไปกว่าเรา
ความตระหนักดังกล่าวช่วยบรรเทาความทุกข์ในใจเรา ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เห็นใจผู้อื่นมากขึ้น ... " พระไพศาล วิสาโล
------------------------
|