|
สาเหตุที่สหรัฐเน้นแนวทางการค้าแบบเอฟทีเอมากขึ้น
เนื่องจากสหรัฐประสบปัญหาในการผลักดันการจัดระเบียบการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก(ดับเบิ
ลยูทีโอ) เพื่อเกื้อประโยชน์ให้ตัวเอง เนื่องจากติดขัดเพราะอำนาจต่อรองของสหภาพยุโรป(อียู)
และกลุ่มประเทศโลกที่สาม
----------------------------------------
รายงาน
หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.)
ร่วมกับกลุ่มศึกษาข้อตกลงทางการค้าเสรีภาคประชาชน(เอฟทีเอ วอตช์) ได้จัดเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง
"เอฟทีเอ กับปัญหาอธิปไตยของชาติ" โดยมีนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ร่วมอภิปราย
60 คน
ขณะนี้กระแสการทำการค้าแบบทวิภาคี หรือการทำเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ) กับประเทศต่างๆ
เริ่มเข้ามามีบทบาทมากกว่าการทำการค้าแบบพหุภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา
ที่ต้องการทำการค้าแบบทวิภาคีมากขึ้น โดยที่ผ่านมาได้มีข้อตกลงแบบทวิภาคีกับประเทศต่างๆ
มากมาย เช่น จอร์แดน อิสราเอล สิงคโปร์ ออสเตรเลีย โมร็อกโก ชิลี
รวมทั้งได้มีการทำการค้ากับประเทศในภูมิภาคใกล้เคียง
เช่น อเมริกาใต้ อเมริกากลาง และอเมริกาเหนือ
สาเหตุที่สหรัฐเน้นแนวทางการค้าแบบเอฟทีเอมากขึ้น
เนื่องจากสหรัฐประสบปัญหาในการผลักดันการจัดระเบียบการค้าพหุภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก(ดับเบิ
ลยูทีโอ)
เพื่อเกื้อประโยชน์ให้ตัวเอง เนื่องจากติดขัดเพราะอำนาจต่อรองของสหภาพยุโรป(อียู)
และกลุ่มประเทศโลกที่สาม
ภายใต้เอฟทีเอ สหรัฐสามารถมีความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงได้มากกว่า
เพราะต้นทุนในการเจรจาที่ต่ำกว่าพหุภาคี
มีอำนาจในการต่อรองสูงกว่า
และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในลักษณะการยื่นหมูยื่นแมวในกระบวนการเจรจาทำได้ง่าย
และที่สำคัญคือขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐที่ใหญ่ทำให้นานาประเทศในโลกที่สามต่อการทำข้อตกลงการ
ค้าเสรีกับสหรัฐ
ซึ่งประเทศที่ไม่เปิดเจรจาการเอฟทีเออาจจะคิดว่าประเทศตนเองอาจจะเสียประโยชน์
ลักษณะสำคัญของเกมการเจรจาการค้าพหุภาคีคือเป็นเกมที่เล่นต่อเนื่อง แต่ไม่มีความร่วมมือ
เพราะผลประโยชน์อาจจะขัดกันและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในลักษณะยื่นหมูยื่นแมวเป็นไปได้ยาก
ขณะที่การเจรจาทวิภาคีนั้นการเจรจาจบแล้วจบเลย
มีความร่วมมือกันอย่างชัดเจนแน่นอนและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์แบบยื่นหมูยื่นแมวทำได้ง่ายกว่า
มาก
ส่วนนโยบายการจัดตั้งเขตการค้าเสรีของไทยนั้น แนวคิดทางเศรษฐกิจของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญแก่ยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนา มากกว่าชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
หรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แม้ว่ารัฐบาลจะเน้นการพัฒนาสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์(โอท็อป)
แต่เป็นการเน้นเพื่อการส่งออก แต่ครัวเรือนต้องการกระจายการผลิตเพื่อการยังชีพมากกว่า
ต้องไปพิจารณาให้ดีว่าใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ในการส่งออกสินค้ากันแน่
รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณยกย่องจีนเป็นพี่เอื้อยแห่งเอเชียบูรพาและสยบต่อสหรัฐในฐานะแห่งสังคมโลก
โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณพยายามตะกายขึ้นเป็นผู้นำแห่งอุษาคเนย์ โดยใช้วัตถุดิบของแผ่นดินไทย
แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะพยายามแสดงว่าไม่เกรงกลัวสหรัฐ แต่ผมไม่เคยได้ยิน พ.ต.ท.ทักษิณพูดว่า
"กูไม่กลัวมึง" ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของสหรัฐ เห็นแต่เพียงพูดผ่านทางองค์การสหประชาชาติเท่านั้น
รัฐบาลชุดนี้เลือกแนวทางในการทำเขตการค้าเสรีเนื่องจากมองไม่เห็นว่าแนวทางพหุภาคีจะเป็นประ
โยชน์
และเกรงว่าไทยจะตกขบวนหากไม่ทำเขตการค้าเสรี
และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการทำเขตการค้าเสรีคือกิจกรรมการผลิตเพื่อส่งอ
อก
ซึ่งเป็นฐานการเมืองของพรรคไทยรักไทยและเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีวาระซ่อนเร้น(hidden
agenda) แต่ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน
แต่ผมได้ติดตามในเรื่องดาวเทียมอยู่ว่ามีผลหรือไม่ในการทำเขตการค้าเสรี
กระบวนการทำเขตการค้าเสรีของไทยต่างๆ จากสหรัฐ
โดยสหรัฐจะมีการขอความเห็นจากรัฐสภาขณะที่ไทยไม่มีการดำเนินการดังกล่าวเลย
ทำให้เมื่อมีผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้น
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบและที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้เลือกใช้วิธี
"ขึ้นรถไฟไปตายเอาดาบหน้า" ซึ่งยังไม่มีการศึกษาผลกระทบที่ชัดเจน
อีกทั้งการเร่งเจรจาโดยที่ข้อมูลยังไม่ชัดเจนก็จะยิ่งทำให้ไทยจะเสียประโยชน์ในการทำเขตการค้าเสรีม
ากขึ้น
ซึ่งเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณชี้นำมาแล้ว ก็เป็นเรื่องของคณะผู้แทนที่ไปเจรจาต้องไปตายเอาดาบหน้าเอง
นอกจากนี้ คณะผู้แทนของไทยก็มีข้อจำกัดในด้านต่างๆ เช่น ทักษะในการเจรจา
ไทยยังไม่มีนักนิติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
และการเจรจาพร้อมกันหลายประเทศ ทำให้ประสิทธิผลในการเจรจาลดลง
กระบวนการในการเจรจาข้อตกลงของไทยขาดธรรมาภิบาล(good governance)
ไม่มีความโปร่งใสในการเลือกประเทศคู่สัญญา,
ประเด็นการเจรจา, จุดยืนการเจรจาในประเด็นต่างๆ, ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
ไม่มีความโปร่งใสว่าใครได้ประโยชน์ เสียประโยชน์ และใครรับภาระที่อาจจะเกิดขึ้นจากผลการเจรจา
และที่สำคัญคือเรื่องนี้เป็นการผิดรัฐธรรมนูญในมาตรา 224 ที่ระบุว่า
"หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตอำนาจแห่งรัฐหรือจะต้องออกพระราชบัญญัติ
เพื่อให้เป็นไปตามสัญญา
ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
โดยส่วนตัวแล้ว
ผมเห็นว่าการจะเจรจาการค้าแบบพหุภาคีหรือทวิภาคีนั้นต้องเป็นการตัดสินใจทางการเมือง
แต่ผมต้องการให้มีการปฏิรูปกระบวนการเจรจาใหม่และเสริมเขี้ยวเล็บในการเจรจา
ซึ่งเรื่องนี้มีการพูดมานานมากตั้งแต่สมัยรัฐบาล
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า
นายรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์
อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.
"แนวคิดทางเศรษฐกิจของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ความสำคัญแก่ยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์พัฒนา
มากกว่าชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
กิจกรรมที่ได้ประโยชน์จากการค้าเสรีคือกิจกรรมการผลิตเพื่อส่งออก
ซึ่งเป็นฐานการเมืองของพรรคไทยรักไทย"
นายสมบูรณ์ ศิริประชัย
อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.
ต้องเข้าใจว่าเอฟทีเอไม่ใช่เรื่องใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก
เอฟทีเอวันนี้เป็นการแปลงจากการเจรจาระหว่างประเทศของกลุ่มสหภาพยุโรป(อียู)
จนทำให้เกิดการรวมตัวกันในวันนี้ แต่เอฟทีเอภายใต้แรงผลักดันของสหรัฐ
ซึ่งมีแผนจะทำกับประเทศต่างๆ
ทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดถล่มเมื่อปี 2544
และรูปแบบการทำเอฟทีเอ ดูจะเป็นการตอบแทนต่อประเทศที่สนับสนุนสหรัฐ อย่างนิวซีแลนด์
ซึ่งอยากทำเอฟทีเอกับสหรัฐ แต่ก็ยังได้รับการปฏิเสธ
ขณะที่รัฐบาลไทยที่ส่งกำลังทหารเข้าไปในอิรักนั้น
เชื่อว่าจะมีผลต่อการสร้างสัมพันธ์ เพื่อการเจรจาเรื่องเอฟทีเอกับสหรัฐ
สหรัฐจะใช้เอฟทีเอเป็นเครื่องมือในการผลักดัน เรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเจรจาพหุภาคี
หรือดับเบิลยูทีโอ(องค์การการค้าโลก) คือเรื่องการลงทุน นโยบายการเปิดการแข่งขันเสรี
การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และการอำนวยความสะดวกทางการค้า
ผมยังไม่เห็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจาของไทย ดูเหมือนเป็นการเจรจาแบบดำน้ำ
และเป็นการตั้งรับ จะเห็นได้จากบทความหรือการทำวิจัยด้านเอฟทีเอของไทยมีน้อยมาก
ผมอยากเสนอให้วุฒิสภาจัดทำร่างกฎหมายเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เหมือนอย่างที่สหรัฐจัดทำ
และควรผลักดันการเจรจาตามกรอบดับเบิลยูทีโอ ซึ่งยังเชื่อว่าจะสร้างประโยชน์ได้มากกว่าทวิภาคี
หรือเอฟทีเอ เพราะพหุภาคีเป็นการใช้กติการ่วมกันที่ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ
และต้องเป็นฉันทามติเหมือนกันทุกประเทศ
---------------------------------------------------------
มติชน วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9506
|