ความจริงที่ว่าประเทศไทยคงเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ
หากต้องเผชิญกับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาแบบตัวต่อตัว ดังนั้น
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยจะต้องตื่นตัวและรู้เท่าทันว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น
---------------------------------------------------------------
โดย จักรชัย โฉมทองดี กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA WATCH)
หลายปีที่ผ่านมา เกือบทุกเวทีอภิปรายในประเด็นการค้าระหว่างประเทศ
ภายใต้กรอบพหุภาคีขององค์การการค้าโลก(WTO)
เรามักจะได้ยินจากหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านการค้าระหว่างประเทศอยู่เสมอว่า
การเจรจาการค้าภายใต้ WTO นั้นมีข้อดีประการสำคัญคือ
ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนสามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับประเทศมหาอำนา
จได้
และมากกว่าหนึ่งครั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐถึงกับฟันธงว่า
หากไทยไปเจรจาเพียงสองต่อสองกับประเทศมหาอำนาจ
โอกาสที่ประโยชน์จะเป็นของฝ่ายเรานั้นริบหรี่เต็มที
แม้ข้อด้อยและความอันตรายของ WTO จะมีอยู่มาก
ผมไม่แน่ใจนักว่าข้าราชการเหล่านี้ยังกล้าแสดงจุดยืนข้างต้นหรือไม่
นับแต่รัฐบาลประกาศเดินหน้าเจรจาการค้าทวิภาคี(FTA) กับมากกว่า 10 ประเทศในเวลาเดียวกัน
ซ้ำยังทำนายผลการเจรจาก่อนเริ่มการเจรจาเสียด้วยซ้ำว่าประเทศไทยจะได้ประโยชน์
อย่างไรก็ตาม
ความจริงที่ว่าประเทศไทยคงเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหากต้องเผชิญกับยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาแบบตัวต่
อตัว
ตามที่ผู้รู้ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันคงไม่สามารถถูกเปลี่ยนในเวลาเพียงข้ามคืนได้
สหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่เราจะเริ่มเจรจา FTA ด้วยในอนาคตอันใกล้นี้
ดังนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สังคมไทยจะต้องตื่นตัวและรู้เท่าทันว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่จะทำ FTA กับสหรัฐ นับแต่ปี พ.ศ.2527
สหรัฐได้ทำข้อตกลงทวิภาคีไปแล้วกับ
72 ระบบเศรษฐกิจทั่วโลก จึงน่าสนใจว่าเท่าที่ผ่านมาในอดีตนั้น
สหรัฐได้ใช้กลวิธีใดในการเจาะและครองตลาดประเทศคู่ค้า
รวมทั้งกระบวนการภายในประเทศสหรัฐเอง มีขั้นตอนอย่างไรในการเจรจาการค้า
โดยพื้นฐานแล้วรัฐธรรมนูญสหรัฐได้กำหนดให้เรื่องของการค้าถูกควบคุมโดยกลไกของฝ่ายนิติบัญ
ญัติ
กระนั้นก็ตาม จากความพยายามของฝ่ายบริหารที่ต้องการจะมีความคล่องตัวในการเจรจาจากการค้า
ได้มีการผลักดันผ่านกฎหมายส่งเสริมการค้า พ.ศ.2545(Trade Promotion Authority 2002)
หรือที่รู้จักกันดีในนามของกฎหมาย "fast track"
ซึ่งเป็นผลให้ทางรัฐสภามีอำนาจเพียงให้ผ่านหรือไม่ให้ผ่านข้อตกลง
FTA ที่เกิดขึ้น โดยไม่มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาของข้อตกลง
อย่างไรก็ดี ภายใต้กฎหมายนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติยังคงมีบทบาทพอสมควรในการติดตามการเจรจา
ฝ่ายบริหารโดยสำนักตัวแทนการค้า(USTR) จะต้องทำจดหมายแสดงความจำนง(Natification
letter) ระบุถึงเป้าหมายการเจราจาแจ้งต่อทั้งสภาบนและสภาล่างอย่างน้อย 90 วัน
ก่อนเริ่มการเจรจา
ในกรณีของประเทศไทย นายโรเบิร์ต โซลิก
ผู้แทนการค้าสหรัฐได้แจ้งต่อรัฐสภาไปแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่
12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
โดยเนื้อหาในการเจรจาจะต้องสอดคล้องกับกรอบหลักการที่มีการกำหนดไว้แล้ว(ดูรายละเอียดได้ที่
ftawatch.org)
ส่วนระหว่างการเจรจานั้น ทาง USTR จะมีการหารืออย่างต่อเนื่องกับทางกรรมาธิการหลัก
4 ชุด(การเกษตรและกรรมาธิการที่มีชื่อว่า "Ways & Means Committee"
ของสภาผู้แทนฯ ส่วนของวุฒิสภานั้นจะเป็นกรรมาธิการการเงิน การคลัง และกรรมาธิการการเกษตร)
รวมถึงฝ่ายบริหารต้องศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสิทธิแรงงาน รายงานต่อรัฐสภาด้วย
นอกจากนั้น ภายใต้กฎหมาย fast track ยังได้มีการตั้งคณะทำงานของรัฐสภาที่มีชื่อว่า
"Congressional Oversight Group (COG)" เพื่อสังเกตการณ์การเจรจา
อย่างไรก็ตาม คณะทำงานชุดนี้
เท่าที่ผ่านมาไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการติดตามตรวจสอบตามที่คาดหวังไว้
รวมทั้งการรายงานต่อคณะกรรมาธิการต่างๆ มักจะเป็นไปในรูปแบบการรายงานปากเปล่า
ไม่ได้มีการสรุปเนื้อหาออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด
ด้านภาคเอกชนและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ สามารถแจ้งจุดยืน ท่าทีและข้อห่วงใยกับทาง
USTR เป็นลายลักษณ์อักษรได้ แต่จะได้รับการให้ความสำคัญหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับทาง
USTR เอง
เรียกได้ว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว ซึ่งไม่ต่างกับในกรณีที่ USTR หารือกับกรรมาธิการชุดต่างๆ
ที่กล่าวถึงมาแล้วข้างต้น
เมื่อจบกระบวนการเจรจาประธานาธิบดีต้องแจ้งต่อทางรัฐสภาอย่างน้อย 90 วัน
ก่อนการลงนามอย่างเป็นทางการ
ในช่วงเวลาเดียวกัน ร่างความตกลงจะถูกส่งไปยังกรรมาธิการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า
ซึ่งนี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะผลักดันให้มีการปรับแก้หากมีความเห็นขัดแย้ง
เนื่องจากเมื่อเรื่องถูกส่งเข้าสภาอย่างเป็นทางการแล้ว
ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเพียงมีมติให้ผ่านหรือไม่ให้ผ่านเท่านั้น
โดยทั้งสองสภาต้องมีมติให้ผ่านจึงจะมีผลบังคับใช้ได้
ซึ่งในกรณีของชิลีและสิงคโปร์นั้น ข้อตกลงผ่านทั้งสองสภาไปได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
หากมีแนวโน้มว่าจะมีปัญหาหรืออาจจะไม่ผ่าน ฝ่ายบริหารอาจจดหมายแนบ(side letter)
เพื่อสร้างความมั่นใจ เช่น ฝ่ายบริหารอาจให้คำมั่นว่าหากเกิดผลกระทบร้ายแรงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ฝ่ายบริหารจะแก้ไขหรือแม้กระทั่งฝ่าฝืนข้อตกลงที่จะเกิดขึ้น
ซึ่งในประเด็นนี้ทางประเทศไทยควรต้องพึงระวังให้ดี
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีกฎระเบียบและกลไกเพื่อติดตามการเจรจาของฝ่ายบริหาร
แต่ในทางปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์
11 กันยายน ฝ่ายนิติบัญญัติเองและภาคส่วนต่างๆ ของสังคม
ไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เนื่องจากกระแสทางการเมืองภายในที่ไม่เอื้ออำนวย กระบวนการทั้งฝ่ายสหรัฐ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่เจรจาเองถูกปิดลับมาโดยตลอด
ในกรณีของชิลีที่เพิ่งบรรลุข้อตกลง และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2547
ที่ผ่านมา ตลอดจนการเจรจาฝ่ายนิติบัญญัติของชิลีไม่สามารถรับรู้รายละเอียดต่างๆ
ได้เลย มีการนำเข้าสภาก็ภายหลังจากที่ได้มีการลงนามไปแล้ว
อีกทั้งทางรัฐบาลยังปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อตกลงต่อสาธารณะ จนถึงสองเดือนหลังการลงนาม
บทเรียนสำคัญก็คือจากการที่เนื้อหาถูกปิดเป็นความลับ ทำให้สื่อมวลชน ภาคประชาชน
และสังคมโดยส่วนรวมไม่สามารถมีส่วนร่วมและตรวจสอบการเจรจาได้
สหรัฐเองเดินหน้าเจรจาระดับทวิภาคีอย่างเต็มที่ ก็ด้วยสาเหตุเรื่องความลับเป็นเหตุผลสำคัญ
ทางสหรัฐสามารถผลักดันประเด็นที่จะเป็นผลประโยชน์ของตนเองในระดับทวิภาคีได้ง่ายและรวดเร็วกว่
าระดับพหุภาคี
นอกจากนั้น เมื่อได้ตามความต้องการในระดับทวิภาคีกับหลายประเทศแล้ว
ก็ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นในการผลักดันในระดับพหุภาคี
น่าแปลกใจมากที่ผลการเจรจาระหว่างสหรัฐกับประเทศต่างๆ มีความคล้ายคลึงกันมาก
ทั้งกับของสิงคโปร์
ชิลี กลุ่มประเทศอเมริกากลาง(CAFTA)
และที่กำลังผลักดันอยู่ในเขตเศรษฐกิจเสรีแห่งทวีปอเมริกา(FTAA)
จนมีการวิจารณ์กันว่า เป็นพิมพ์เขียวที่ทางสหรัฐ
จัดทำขึ้นมากกว่าเป็นผลจากการเจรจาที่คู่เจรจาพอที่จะมีอำนาจต่อรองจริง
โดยส่วนใหญ่สหรัฐจะใช้ตลาดสินค้าเกษตรของตนมาเป็นสิ่งล่อใจเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อบังคับด้านทรัพย์
สินทางปัญญา
การลงทุน และตลาดสินค้าบริการในประเทศคู่เจรจาต่างๆ
แม้กระทั่งกับออสเตรเลีย สหรัฐ
ได้ใช้ตลาดน้ำตาลมาเป็นตัวล่อเพื่อบ่อนทำลายระบบประกันสุขภาพของออสเตรเลีย
โดยการผลักดันจากบริษัทยาเอกชนของสหรัฐเอง ซึ่งในที่สุดแล้วสหรัฐ
ก็ไม่ได้เปิดตลาดน้ำตาลให้ออสเตรเลียมากขึ้นแต่อย่างใด
ที่ผ่านมาฝ่ายสหรัฐจะยื่นข้อเสนอแบบสุดขั้วมุ่งเน้นแต่ประโยชน์ของฝ่ายตน
แล้วระหว่างการเจรจาจะค่อยๆ
ถอย การจะถอยมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองของประเทศคู่เจรจา
ในกรณีของประเทศไทยนั้น หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องชี้แจงชัดเจนว่าเราจะเป็นฝ่ายตั้งรับ
รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของสหรัฐเองชี้แจงสอดคล้องกันว่า
การเจรจาจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับแรงต้านของฝ่ายไทย
ดังนั้น การเจรจาอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "Economy of speed"
(การประหยัดอันเกิดจากความรวดเร็ว) คงจะไม่เป็นความจริง
ในกรณีนี้ ยิ่งเจรจาจบลงรวดเร็วเท่าไหร่ แนวโน้มที่ประเทศไทยจะเสียประโยชน์จะมีมากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้
การขาดความละเอียดรอบคอบในการเจรจาจากการเร่งรีบจะนำมาซึ่งความเสียเปรียบมากขึ้นไปอีก
ตัวอย่างชัดเจนในกรณีของผักผลไม้กับประเทศจีน
ที่ฝ่ายไทยละเลยการให้ความสำคัญกับมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี(NTMs)
จนเป็นผลให้ขณะนี้เรายังประสบความลำบากในการส่งออกสินค้าเหล่านี้เข้าประเทศจีน
เป็นต้น
บางประเทศที่มีแรงต้านมากๆ ทางสหรัฐมักจะมีข้อเสนอที่ว่า "ให้คงข้อตกลงหลักตามที่ตนเสนอ
แต่จะให้มีข้อยกเว้นซึ่งเป็นมาตรการที่ประเทศคู่ค้าจะสามารถใช้ได้เมื่อมีเหตุจำเป็น"
แต่จากการศึกษาในกรณีของชิลี พบว่าข้อยกเว้นต่างๆ แทบจะไม่มีผลในทางปฏิบัติ
เนื่องจากขีดจำกัดในหลายๆ
ด้าน รวมถึงข้อยกเว้นจะไม่สามารถไปขัดกับหลักการของข้อตกลงหลักได้
แสดงให้เห็นว่าการเจรจานั้นจะต้องมุ่งไปที่ข้อตกลงหลักเป็นสำคัญ
สหรัฐถึงที่สุดแล้วไม่ได้เลิกให้ความสำคัญกับ WTO แล้วหันมาทำ FTA อย่างเดียว
แต่สหรัฐใช้นโยบายการค้าในการเจาะตลาดและเข้าไปผูกขาดปัจจัยการผลิตของประเทศต่างๆ
ในทุกระดับ ทั้งพหุภาคี และระดับภูมิภาคไปพร้อมๆ กัน ดังนั้น
เราจำเป็นที่จะต้องไม่มองข้ามส่วนใดส่วนหนึ่งไป
นอกจากนี้ ในส่วนของประเทศไทยเองจะต้องมีความรอบคอบในการเจรจาอย่างยิ่ง
การพยายามจบการเจรจาอย่างรวบรัดเพื่อหวังผลทางจิตวิทยาระยะสั้นอาจนำมาซึ่งผลเสียระยะยาวที่มีกา
รพิสูจน์ให้เห็นแล้วในประเทศต่างๆ
สุดท้ายแล้ว รัฐบาลจำเป็นจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ด้วยความโปร่งใส
พร้อมทั้งสร้างกลไกรองรับการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
การอ้างเพียงว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดไว้คงไม่เพียงพอ
หากเรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ที่จะได้รับจริง
การเปิดเผยข้อมูลการเจรจาก็จะยิ่งทำให้รัฐบาลได้รับการสนับสนุน
พร้อมทั้งท่าทีและจุดยืนของรัฐบาลเองจะมีน้ำหนักมากขึ้นในการเจรจา
เรื่องนี้ถึงที่สุดแล้วเป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดผลกระทบกับทุกส่วนของสังคม
จึงมีความสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้เป็นสิทธิขาดของคนเฉพาะกลุ่มในการตัดสินใจ
มิเช่นนั้นแล้ว ผลประโยชน์ที่ได้จะตกอยู่กับเพียงกลุ่มธุรกิจเพียงบางกลุ่มบางตระกูล
ขณะที่ประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่จะถูกนำไปแลก
อย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากการดำเนินนโยบายเรื่องโรคระบาดในสัตว์ปีกในช่วงที่ผ่านมา
------------------------------------------------------------------
มติชน วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9507 |