ยิ่งเป็นบัตรประชาชนไฮเทคและรวมสารพัดข้อมูลของเจ้าของบัตรไว้ ก็ยิ่งดึงดูดให้คนอยากขโมยมากขึ้น
เพราะกดปุ่มทีเดียวได้ข้อมูลคนเป็นสิบๆ ล้านคน หากใครทำบัตรนี้หายใบเดียว ก็นั่งร้องไห้ได้เลย
---------------------------------------------
เงียบเชียบกันดีมาก ไม่ค่อยมีเสียงทักท้วงจากสังคมกันเลยสำหรับโครงการบัตรประชาชนไฮเทค
ที่ชื่อ "สมาร์ท การ์ด " (Smart Card) หรือที่เรียกว่าบัตรอเนกประสงค์
ที่รัฐบาลจะให้ใช้เป็นบัตรสารพัดประโยชน์มากกว่าบัตรประชาชนแบบเดิม
บัตรประชาชนในรูปบัตรอิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ บรรจุสารพัดข้อมูลและเชื่อมโยงข้อมูลทั่วประเทศ
เป็นไปตามแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ที่ต้องการให้รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์(e-government)
ซึ่งอะไรก็ตามที่เป็นเทคโนโลยีใหม่คนก็มักเหมามองว่า "ดี " ไปหมด
เพราะอย่างน้อยก็ทำให้ดูทันสมัย
ในวันที่ 1 เมษายนนี้ รัฐบาลจะเปิดเมืองทองธานี ให้บริการทำบัตรสมาร์ท การ์ด ล็อตแรก
1 หมื่นใบ ฟังๆ ดูเป็นงานที่คนไทยตื่นเต้นพอสมควร แต่สำหรับคนที่รู้พิษภัยของ "ไฮเทค
" แล้ว ออกจะหวั่นใจและกลัว กระทั่งไม่อยากมี "สมาร์ท การ์ด " เลย
เมื่อกำลังเห่อเทคโนโลยี ก็ทำให้แม้แต่หน่วยงานรัฐบาลหรือแม้แต่ส่วนอื่นๆ ลืมตระหนักถึง
"ภัย " ของบัตรที่ว่านี้ จนถึงขณะนี้ไม่เห็นกระทรวงมหาดไทยพูดถึงมาตรการ
"รักษาความปลอดภัยของข้อมูล " บัตรประชาชนที่ว่านี้เลย
ไม่มีใครออกมาอธิบายได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะปลอดภัยจากการถูกลักขโมยแค่ไหน
ศูนย์เก็บข้อมูลส่วนกลางใครจะเป็นคนดูแล
และมั่นใจได้อย่างไรว่า เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการที่คุมศูนย์ข้อมูลโดยตรง
จะไม่ขโมยข้อมูลไปขายให้มิจฉาชีพเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ
ยิ่งเป็นบัตรไฮเทคและรวมสารพัดข้อมูลของเจ้าของบัตรไว้ ก็ยิ่งดึงดูดให้คนอยากขโมยมากขึ้น
เพราะกดปุ่มทีเดียวได้ข้อมูลคนเป็นสิบๆ ล้านคน และหากขยายให้บัตรนี้ทำหน้าที่ได้อเนกประสงค์
เช่น เป็นบัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม ใบขับขี่ ได้ด้วยอย่างที่รัฐบาลพูดเอาไว้
ก็ยิ่งจะทำให้ขโมยน้ำลายหกมากขึ้น
และหากใครทำบัตรนี้หายใบเดียว ก็นั่งร้องไห้ได้เลย
นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลแล้ว ข้อควรพิจารณาคือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
เพราะขณะนี้การมี ปปง.ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากพออยู่แล้วว่าเป็นเกสตาโป
สอดส่องชอนไชเข้าไปในชีวิตประชาชนทุกตารางนิ้ว
แทบไม่มีอะไรเป็นส่วนตัว จนทำให้ขนหัวลุกไม่หาย ดังนั้น
จึงควรคิดให้รอบคอบเกี่ยวกับขอบเขตของข้อมูลที่จะบรรจุเพิ่มเติมลงไปในบัตร
เพราะตามแผนเดิมจะมีการขยายขอบข่ายข้อมูลส่วนตัวของประชาชนบรรจุลงไปในบัตรนี้มากกว่าที่
มีอยู่ในบัตรประชาชนแบบเดิม
เช่นเพิ่มข้อมูลด้านสุขภาพ ประกันสังคม
คนไทยอาจจะคิดว่าบัตรประชาชนแบบเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกใช้ และเป็นเรื่องปกติ
แต่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่ใช้ระบบบัตรประชาชน ส่วนประเทศที่มีบัตรประชาชน
ส่วนใหญ่จะบรรจุข้อมูลพื้นฐานเท่าที่จำเป็น
ไม่ใช่บัตรที่รวมสารพัดข้อมูลเหมือนสมาร์ท การ์ดของไทย
ในขณะนี้มีหลายประเทศที่ถูกต่อต้านจากประชาชนเมื่อรัฐบาลริเริ่มจะให้มีการทำบัตรประชาชน
เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น
ในอเมริกาความคิดจะให้มีบัตรประชาชนเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2544
เพื่อป้องกันการก่อการร้าย แต่ประชาชนไม่น้อยต่อต้านเพราะถือว่าละเมิดสิทธิส่วนตัว
องค์การด้านเสรีภาพของประชาชนได้ยื่นฟ้องร้องกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ
ทั้งนี้ที่ผ่านมาคนอเมริกันไม่มีบัตรประชาชน
ส่วนใหญ่ใช้เพียงใบขับขี่หรือบัตรประกันสังคมแสดงตัว
ที่อังกฤษความคิดของรัฐบาลที่จะให้ประชาชนมีบัตรประจำตัว เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์
11 กันยาฯเช่นกัน นอกจากนี้ยังอ้างเหตุผลเรื่องแก้ปัญหาคนลักลอบอพยพเข้าเมือง
อังกฤษนั้นเลิกใช้บัตรประชาชนมาตั้งแต่เสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือกว่า
50 ปีมาแล้ว ในครั้งนั้นเหตุที่ต้องมีบัตรประชาชนก็เพื่อแยกแยะคนอังกฤษออกจากนาซี
ปัจจุบันคนอังกฤษภูมิใจว่าประเทศของตนปลอดภัยจนไม่จำเป็นต้องมีตำรวจ (unpoliced
country) พวกเขาเห็นว่าการมีบัตรประชาชนเป็นการดูถูกศักดิ์ศรีของประชาชน
นำไปสู่การเหยียดเชื้อชาติ
เกิดความไม่เป็นมิตรระหว่างตำรวจกับประชาชน
คนอังกฤษบอกว่าบัตรประชาชนควรถูกใช้ในยามสงครามและในประเทศที่ปกครองด้วยทหารเท่านั้น
นอกจากนี้คนอังกฤษยังเถียงกันไม่เสร็จว่าหากจะมีบัตรประชาชน ควรบรรจุข้อมูลอะไรบ้าง
โดยล่าสุดมีข้อเสนอแนะว่าควรมีแค่ข้อมูลพื้นฐาน ชื่อ ที่อยู่ วันเกิด ก็พอ แต่ไม่ควรบรรจุว่านับถือศาสนา
เชื้อชาติอะไรลงไป คาดว่ากว่าจะหาข้อสรุปได้คงใช้เวลาหลายปี
ที่ญี่ปุ่นเพิ่งมีการทดลองใช้ระบบบัตรประชาชนเชื่อมโยงทั่วประเทศ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว
แต่ก็ถูกต่อต้านโดยมี 6 เมือง หรือคิดเป็นประชาชน 4 ล้านคน ไม่ยอมเข้าร่วมโครงการนี้
เนื่องจากไม่ไว้ใจรัฐบาลกลาง เกรงว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะนำข้อมูลตนไปเปิดเผย
คนญี่ปุ่นมีอดีตที่น่าหวาดผวา โดยเมื่อเดือนธันวาคมปี 2545 ข้อมูลส่วนตัวของชาวเมืองอิวาชิโร
จังหวัดฟูกูชิมา 9,600 คน ที่บรรจุไว้ในเทปดิจิตอล
ถูกขโมยไประหว่างถูกขนส่งจากหน่วยงานรัฐไปยังบริษัทเอกชนที่จะทำหน้าที่เก็บบรรจุ
จนวุ่นวายกันยกใหญ่ ต้องมีการเปลี่ยนรหัสบัตรใหม่
รัฐบาลไทยน่าจะชะลอโครงการนี้ไว้ก่อน โดยจะต้องตอบ 2 เรื่องให้กระจ่าง
คือความปลอดภัยของข้อมูลและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
---------------------------------------------------------------------------------
โดย นงนุช สิงหเดชะ
มติชน วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9511 |