|
ยังไม่มีความจำเป็น
เรียกร้องรัฐบาลทำเลข 13 หลักให้เป็นรหัสอ้างอิงครบทุกกระทรวงก่อนนำบัตรไฮเทคมาใช้
ชี้เอาข้อมูลส่วนตัวที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาใส่ลงไปในบัตรไร้ประโยชน์
ความคืบหน้ากรณีรัฐบาลเร่งรัดโครงการจัดทำบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์แบบอเนกประสงค์
หรือสมาร์ท การ์ด มูลค่า 6,400 ล้านบาท โดยเปิดประมูลเพื่อ ผลิตบัตรให้เสร็จภายในเดือนเมษายน
ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายให้ชะลอโครงการไว้ก่อน เนื่อง
จากระบบรองรับโครงการนี้ยังไม่พร้อม
และยังมีข้อครหาถึงความไม่โปร่งใสในการจัดประมูล
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม นายศุภมิตร จิตตะยโศธร ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบฐานข้อมูล
ภาควิชาคอมพิวเตอร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดเผยว่า
หากรัฐบาลจะบรรจุข้อมูลส่วนตัวของประชาชนในบัตรสมาร์ทการ์ด โดยเฉพาะข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้
เช่น ข้อมูลเงินเดือน ข้อมูลสุขภาพ จะไม่มีประโยชน์ และจะทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือในเวลาอันสั้น
อีกทั้งประชาชนจะต้องถือบัตรที่มีข้อมูลซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ติดตัวไปตลอดสิบปีของอายุบัตร
หรือไม่เช่นนั้นประชาชนจะต้องไปแจ้งข้อมูลล่าสุดให้กับรัฐบาลเป็นประจำ
ทำให้บัตรชนิดนี้ไม่ได้ช่วยลดภาระและอำนวยความสะดวกแต่อย่างใดเลย
"ถ้ารัฐบาลใส่ข้อมูลส่วนตัวของประชาชนที่ต้องอัพ เดตหรือปรับปรุงบ่อยๆ อย่างเช่น
นาย ก. มีเงินเดือนหนึ่งหมื่นบาท อีกหกเดือนต่อมาเงินเดือนเปลี่ยนใหม่ นาย ก. ต้องไปแจ้งข้อมูลใหม่
แต่ถ้าไม่ไปแจ้ง ข้อมูลในบัตรสมาร์ทการ์ดเป็นของเก่า
บัตรสมาร์ทการ์ดก็ไม่ต่างอะไรกับแผ่นดิสก์เก่าๆ
ไร้ประโยชน์ใดๆ" นายศุภมิตรกล่าว
นายศุภมิตรกล่าวว่า บัตรสมาร์ทการ์ดมีประโยชน์เพียงแค่ปลอมแปลงได้ยากเท่านั้น
แต่เมื่อถามว่าในปัจจุบันมีความจำเป็นแค่ไหนในการเปลี่ยนแปลงบัตรประชาชน
จากบัตรที่มีแถบแม่เหล็กด้านหลังมาเป็นสมาร์ทการ์ดที่ใส่ชิปบรรจุข้อมูล
ในเมื่อขณะนี้บัตรประชา ชนที่ทุกคนถืออยู่มีการปลอมแปลงในสัดส่วนที่น้อยมาก
ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบฐานข้อมูลกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในสภาพความเป็นจริงแล้ว
ก่อนจะนำบัตรสมาร์ทการ์ด
มาใช้ กระทรวงต้องรื้อระบบฐานข้อมูล กำหนดรหัสเลข 13 หลัก
เป็นฐานอ้างอิงเหมือนกับกระทรวงมหาดไทย
เพื่อเชื่อมข้อมูลเข้าระบบเดียวกัน เพราะปัจจุบันแต่ละกระทรวงต่างมีมาตรฐานต่างกัน
และถึงเวลานั้นก็แทบไม่จำเป็นต้องใช้บัตรสมาร์ทการ์ดแต่อย่างใด เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลทำได้ง่าย
เมื่อมีเครือข่ายอินเตอร์เชื่อมต่อไปในทุกตำบล ทุกพื้นที่
แต่ละหน่วยงานสามารถเรียกดูข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน
"ถ้าหากรัฐบาลจะรื้อกำหนดให้เลข 13 หลักเป็นฐานอ้างอิงในทุกกระทรวง
ผมมั่นใจว่าจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า
6 ปี เทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก้าวเร็ว ที่บอกว่าล่าสุด
ปีหน้าก็ล้าสมัย เพราะฉะนั้น ในเมื่อรัฐบาลยังไม่มีความพร้อม
ถึงแม้จะมีสมาร์ทการ์ดก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์
สิ้นเปลืองงบประมาณเปล่าๆ" นายศุภมิตรกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่จะมีการประมูลงานจัดทำบัตรสมาร์ทการ์ด
มีนักวิชาการที่เชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศหลายฝ่ายเตือนผู้เกี่ยวข้องว่า
ควรชะลอโครงการไว้
เนื่องจากเมื่อศึกษาข้อมูลรายละเอียดทั้งด้านเทคนิคหรือด้านกฎหมายและผลกระทบต่างๆ
แล้ว พบยังมีจุดบกพร่องต้องแก้ไขอย่างมาก ขณะที่โครงการนี้เป็นขนาดใหญ่
มีผลต่อประชาชนอย่างมาก
นอกจากนี้บริษัทที่ปรึกษาด้านไอทีระดับโลกคือ บริษัทการ์ทเนอร์ ของสหรัฐอเมริกา
ได้รับการว่าจ้างจาก น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ
เพื่อให้ความเห็นข้อเสนอแนะต่างๆ หลังจากนั้น
ผู้เชี่ยวชาญของบริษัทการ์ทเนอร์ทำบันทึกสรุปเบื้องต้นเห็นว่า
โครงการสมาร์ทการ์ดยังไม่พร้อม
ควรถอยหนึ่งก้าวเพื่อกลับไปแก้ไขปรับปรุงก่อนจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ากับเงินงบประมาณขอ
งรัฐอย่างแท้จริง
-------------------------------------------------------------------------
มติชน วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2547
|