carefor_banner028.jpg
อัปเดทล่าสุด : เสาร์ 22 พฤศจิกายน 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 404 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

แยกดินแดน พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
เป้าหมายใหญ่ขนาดแยกดินแดนจึงเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง หรือแม้แต่ในความฝัน ทฤษฎีเรื่องแยกดินแดนจึงฟังไม่ขึ้น และไม่ควรนำมาคิดสำหรับการแก้ปัญหาในภาคใต้ด้วยประการทั้งปวง ----------------------------------------------------------

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม มติชนรายวันลงข่าวว่า มีใบปลิวที่เผยแพร่ใน อ.รามัน จ.ยะลา มีข้อความตอนหนึ่งว่า รัฐบาลไทยเข้ามากอบโกยทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ ทำลายมุสลิมและศาสนาอิสลาม โยนความผิดเหตุการณ์อุ้มฆ่าปล้นปืนให้นักต่อสู้ชาวมุสลิม ทั้งๆ ที่เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อต้องการสร้างความหวาดกลัวให้ชาวมุสลิม ดังนั้นขอให้พี่น้องชาวมุสลิมอย่าสนับสนุนพรรคไทยรักไทยในทุกรูปแบบและทุกระดับ ทั้งการเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว., และ ส.จ.

คำโจมตีว่ารัฐบาลไทยปล้นทรัพยากรของท้องถิ่นไป เป็นคำโจมตีที่คนเล็กๆ ในที่อื่นทั่วประเทศไทยอาจเขียนได้เหมือนกัน และที่จริงก็ได้เคยพูดและเขียนมามากแล้วด้วย แตกต่างกันแต่เพียงว่าคนไทยที่ระบายความในใจอันเดียวกันนี้ในที่อื่น ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น

จึงทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นกบฏ เพราะถึงไม่พอใจรัฐบาลอย่างเดียวกัน แต่ก็ยังต่อสู้อยู่ในเวทีของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม หากตัดความระแวงสงสัยออกไป ใบปลิวของชาวมุสลิมที่ยกขึ้นมาข้างต้นนั้น ก็ต้องการต่อสู้ในเวทีของประเทศไทยอย่างเดียวกัน เพราะยุยงให้ประชาชนอย่าเลือกพรรค ทรท.ในทุกระดับ

เป็นการต่อสู้ในเวทีการเมืองที่เป็นทางการด้วยซ้ำ... คือเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่อำนาจรัฐ ไม่ได้มีวี่แววของคนที่คิดจะแยกดินแดนออกไปจากประเทศไทยเลย

ฉะนั้น ถ้าใบปลิวนี้เขียนขึ้นโดยชาวใต้ที่เป็นมุสลิมจริง(คือไม่ได้เขียนขึ้นโดยพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม หรือไม่ได้เขียนขึ้นโดยข้าราชการที่ต้องการกระพือความระแวงต่อชาวมุสลิม) เขายังมองอนาคตของตนเองอยู่ในประเทศไทยแน่นอน

ทฤษฎี "แบ่งแยกดินแดน" นั้นมีจุดอ่อนแยะมาก แต่ก่อนจะพูดถึงจุดอ่อนเหล่านั้น ผมขออนุญาตออกนอกเรื่องตรงนี้หน่อยว่า ใบปลิวพูดถึงการอุ้มฆ่าว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากใบปลิวแล้วก็มีข่าวร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ของชาวบ้านหนาหูอยู่ นี่เป็นอีกด้านหนึ่งของความไม่สงบในภาคใต้ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้หรือสับสนว่า ความจริงคืออะไร

สื่อมวลชนแขนงที่ยังพอมีเสรีภาพอยู่บ้าง(คือยังไม่ถูกซื้อแล้วครอบงำ) ไม่สนใจที่จะลงไปตรวจสอบบ้างหรือ ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีอันตรายในการทำอย่างนี้แน่ แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะมาจากประชาชนและกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ เพราะฝ่ายประชาชนที่เชื่อว่าตนตกเป็นเหยื่อย่อมอยากให้ข้อมูลของฝ่ายตน ส่วนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ก็อยากให้เสนอข่าวจากฝ่ายตนอย่างแน่นอน ไม่ว่าข่าวนั้นจะจริงหรือเท็จก็ตาม

ที่น่ากลัวอันตรายคือ หากเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนในการอุ้มฆ่าจริง ก็ย่อมไม่ชอบให้สื่อมาขุดคุ้ยเรื่องนี้ แล้วก็เลยอาจอุ้มฆ่าสื่อไปด้วย

แม้กระนั้น หากคิดและวางแผนให้รัดกุมแล้ว ก็สามารถหาทางสร้างความปลอดภัยแก่ผู้สื่อข่าวได้ในระดับหนึ่งที่น่าพอใจ

กลับมาพูดถึงจุดอ่อนของทฤษฎี "แบ่งแยกดินแดน" ถ้าเราย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวเพื่อการแบ่งแยกดินแดน(เพื่อตั้งรัฐอิสระ หรือเพื่อไปรวมกับประเทศอื่นก็ตาม) ที่เคยเกิดขึ้นในโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน เราจะพบว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนในภาคใต้ที่ต่อต้านรัฐ(ที่จริงต่อต้านรัฐบาลมากกว่าต่อต้านรัฐ) นับตั้งแต่ 2475 มาถึงปัจจุบัน ไม่อยู่ในลักษณะที่จะวางเป้าหมายไว้ที่การแยกดินแดนเลย

หลังจากการสูญเสียผู้นำตามจารีต(คือสุลต่าน)ไปแล้ว ความนิยมทางการเมืองของผู้นำระดับต่างๆ ที่ได้รับจากประชาชน ไม่เป็นปึกแผ่นและไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนถึงขนาดจะแยกดินแดนได้

เพราะการแยกดินแดนเป็นกิจกรรมทางการเมือง ไม่มีใครสามารถแยกดินแดนได้ด้วยอาวุธและการก่อความไม่สงบเพียงอย่างเดียว ความสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นจึงมีความสำคัญอย่างมาก

มีใครเคยได้ยินบ้างว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในสาม-สี่จังหวัดภาคใต้ วางเป้าหมายการเมืองและการปกครองเพื่อดึงดูดความภักดีจากประชาชนว่าอะไร เช่น ถ้าตั้งประเทศใหม่ จะปกครองกันอย่างไร ประชาชนจะได้อะไรบ้าง รัฐใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็นรัฐอิสลามระดับใด จะดึงเอากฎหมายชาริอะห์มาใช้แค่ไหน ฯลฯ

ลองเปรียบเทียบกับพวกโมโรในฟิลิปปินส์ดูเถิด อย่างน้อยพวกโมโรก็ยังโฆษณาวางแผนสำหรับอนาคตของรัฐใหม่ที่จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมกว่ากันมาก

ยิ่งกว่านี้ หากสาม-สี่จังหวัดภาคใต้กลายเป็นรัฐอิสระ ยังมีประชาชนชาวพุทธ และเชื้อสายจีนอีกจำนวนหนึ่ง ถึงไม่มากนัก แต่ก็เป็นกอบเป็นกำ และส่วนใหญ่ดำรงฐานะคนชั้นกลางและกุมเศรษฐกิจพาณิชย์ของท้องถิ่น รัฐบาลใหม่จะจัดการกับคนเหล่านี้อย่างไร การบีบบังคับให้อพยพออกไปทำร้ายเศรษฐกิจของรัฐใหม่อย่างหนักแน่นอน จะกลืนคนเหล่านี้อย่างไร หรือจะให้พื้นที่แก่คนเหล่านี้ในรัฐใหม่อย่างไร

ผมไม่เคยได้ยินว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวในภาคใต้ได้เคยพูดถึงปัญหาสำคัญๆ เหล่านี้เลย

ที่ผมไม่ได้ยินก็เพราะเขาไม่ได้พูด และที่เขาไม่ได้พูดก็เพราะเป้าหมายของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา ไม่ใช่การแยกดินแดน

สิ่งที่เราได้ยินเสมอคือการปกปักรักษาศาสนาอิสลาม กล่าวอีกนัยยะหนึ่งก็คืออิสลามเป็นเพียงสิ่งเดียวที่กลุ่มเคลื่อนไหวใช้สำหรับดึงดูดความสนับสนุนจากผู้คน

อิสลามิกธรรมจะเป็นหนึ่งเดียวหรือไม่นั้นพักไว้ก่อน แต่ขอให้สังเกตเถิดว่า กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้ออ้างอุดมการณ์อิสลามทั้งโลกนั้นห่างไกลจากความเป็นเนื้อเดียวกั นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในฟิลิปปินส์,อินโดนีเซีย,ปาเลสไตน์,เลบานอน,หรือแม้แต่ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน

ในสาม-สี่จังหวัดภาคใต้เอง กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ประกอบกันขึ้นเป็นหลายกลุ่มมาก อาจร่วมปฏิบัติการกันเป็นบางเรื่องเท่านั้น แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จที่จะสร้างองค์กรแกนกลางนำขึ้นมาได้เลย

เป้าหมายใหญ่ขนาดแยกดินแดนจึงเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง หรือแม้แต่ในความฝัน

ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงการเตรียมการในด้านสถานะของตนระหว่างประเทศ ปัจจัยสำคัญของการตั้งรัฐอิสระ(หรือแยกไปรวมกับรัฐอื่น)ในโลกทุกวันนี้ ขึ้นอยู่กับการรับรองของนานาชาติไม่น้อยไปกว่าการยอมจำนนของรัฐเดิม กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในภาคใต้ไม่เคยทำอะไรเพื่อปูทางไปสู่สถานะที่เป็นไปได้ในความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศเลย

ทฤษฎีเรื่องแยกดินแดนจึงฟังไม่ขึ้น และไม่ควรนำมาคิดสำหรับการแก้ปัญหาในภาคใต้ด้วยประการทั้งปวง

ตรงกันข้าม ความไม่สงบในภาคใต้มีเหตุปัจจัยมาจากภายใน คนจำนวนน้อยที่สามารถสร้างความไม่สงบอยู่ได้ ก็เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจระบบที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการปกครอง,ระบบกฎหมาย,ระบบการศึกษา,ระบบวัฒนธรรม,ระบบเศรษฐกิจ ฯลฯ ของรัฐไทยต่างหาก

แต่เวทีสำหรับการต่อสู้ในรัฐไทยสำหรับเขา ไม่เปิดกว้างเพียงพอเพื่อการแก้ไขปรับปรุงระบบเหล่านั้นได้ จึงทำให้การใช้ความรุนแรงกลายเป็นวิถีทางหนึ่งที่ยอมรับได้ อย่าลืมว่าคนไทยในที่อื่นๆ ก็เคยหันไปยอมรับวิธีการรุนแรงมาแล้วทั้งนั้น

เหตุดังนั้น หากการเปลี่ยน รมต.ด้านความมั่นคง จะหมายถึงการเปลี่ยนนโยบายไปสู่การแก้ความบกพร่องจากภายในของเราเอง ดังที่ท่านทั้งสองได้พูดถึงการปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัด ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง เพราะจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนระบบภายในบางอย่าง รวมทั้งการเปิดหนทางให้การต่อสู้เพื่อรักษาสิ่งที่ประชาชนหวงแหน สามารถทำได้ในระบบการเมืองของไทย

---------------------------------------------------
มติชน วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9509

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License