|
เป้าหมายใหญ่ขนาดแยกดินแดนจึงเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง หรือแม้แต่ในความฝัน
ทฤษฎีเรื่องแยกดินแดนจึงฟังไม่ขึ้น
และไม่ควรนำมาคิดสำหรับการแก้ปัญหาในภาคใต้ด้วยประการทั้งปวง
----------------------------------------------------------
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม มติชนรายวันลงข่าวว่า มีใบปลิวที่เผยแพร่ใน อ.รามัน จ.ยะลา
มีข้อความตอนหนึ่งว่า รัฐบาลไทยเข้ามากอบโกยทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์
ทำลายมุสลิมและศาสนาอิสลาม
โยนความผิดเหตุการณ์อุ้มฆ่าปล้นปืนให้นักต่อสู้ชาวมุสลิม ทั้งๆ ที่เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ
เพื่อต้องการสร้างความหวาดกลัวให้ชาวมุสลิม
ดังนั้นขอให้พี่น้องชาวมุสลิมอย่าสนับสนุนพรรคไทยรักไทยในทุกรูปแบบและทุกระดับ
ทั้งการเลือกตั้ง ส.ส., ส.ว., และ ส.จ.
คำโจมตีว่ารัฐบาลไทยปล้นทรัพยากรของท้องถิ่นไป เป็นคำโจมตีที่คนเล็กๆ
ในที่อื่นทั่วประเทศไทยอาจเขียนได้เหมือนกัน
และที่จริงก็ได้เคยพูดและเขียนมามากแล้วด้วย
แตกต่างกันแต่เพียงว่าคนไทยที่ระบายความในใจอันเดียวกันนี้ในที่อื่น
ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น
จึงทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่าเป็นกบฏ เพราะถึงไม่พอใจรัฐบาลอย่างเดียวกัน
แต่ก็ยังต่อสู้อยู่ในเวทีของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม หากตัดความระแวงสงสัยออกไป ใบปลิวของชาวมุสลิมที่ยกขึ้นมาข้างต้นนั้น
ก็ต้องการต่อสู้ในเวทีของประเทศไทยอย่างเดียวกัน เพราะยุยงให้ประชาชนอย่าเลือกพรรค
ทรท.ในทุกระดับ
เป็นการต่อสู้ในเวทีการเมืองที่เป็นทางการด้วยซ้ำ... คือเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่อำนาจรัฐ
ไม่ได้มีวี่แววของคนที่คิดจะแยกดินแดนออกไปจากประเทศไทยเลย
ฉะนั้น
ถ้าใบปลิวนี้เขียนขึ้นโดยชาวใต้ที่เป็นมุสลิมจริง(คือไม่ได้เขียนขึ้นโดยพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม
หรือไม่ได้เขียนขึ้นโดยข้าราชการที่ต้องการกระพือความระแวงต่อชาวมุสลิม)
เขายังมองอนาคตของตนเองอยู่ในประเทศไทยแน่นอน
ทฤษฎี "แบ่งแยกดินแดน" นั้นมีจุดอ่อนแยะมาก แต่ก่อนจะพูดถึงจุดอ่อนเหล่านั้น
ผมขออนุญาตออกนอกเรื่องตรงนี้หน่อยว่า ใบปลิวพูดถึงการอุ้มฆ่าว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
นอกจากใบปลิวแล้วก็มีข่าวร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ของชาวบ้านหนาหูอยู่
นี่เป็นอีกด้านหนึ่งของความไม่สงบในภาคใต้ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้หรือสับสนว่า
ความจริงคืออะไร
สื่อมวลชนแขนงที่ยังพอมีเสรีภาพอยู่บ้าง(คือยังไม่ถูกซื้อแล้วครอบงำ)
ไม่สนใจที่จะลงไปตรวจสอบบ้างหรือ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีอันตรายในการทำอย่างนี้แน่
แต่ผมคิดว่าไม่น่าจะมาจากประชาชนและกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
เพราะฝ่ายประชาชนที่เชื่อว่าตนตกเป็นเหยื่อย่อมอยากให้ข้อมูลของฝ่ายตน ส่วนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
ก็อยากให้เสนอข่าวจากฝ่ายตนอย่างแน่นอน ไม่ว่าข่าวนั้นจะจริงหรือเท็จก็ตาม
ที่น่ากลัวอันตรายคือ หากเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนในการอุ้มฆ่าจริง ก็ย่อมไม่ชอบให้สื่อมาขุดคุ้ยเรื่องนี้
แล้วก็เลยอาจอุ้มฆ่าสื่อไปด้วย
แม้กระนั้น หากคิดและวางแผนให้รัดกุมแล้ว
ก็สามารถหาทางสร้างความปลอดภัยแก่ผู้สื่อข่าวได้ในระดับหนึ่งที่น่าพอใจ
กลับมาพูดถึงจุดอ่อนของทฤษฎี "แบ่งแยกดินแดน"
ถ้าเราย้อนกลับไปดูความเคลื่อนไหวเพื่อการแบ่งแยกดินแดน(เพื่อตั้งรัฐอิสระ
หรือเพื่อไปรวมกับประเทศอื่นก็ตาม) ที่เคยเกิดขึ้นในโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน
เราจะพบว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนในภาคใต้ที่ต่อต้านรัฐ(ที่จริงต่อต้านรัฐบาลมากกว่าต่อต้านรัฐ)
นับตั้งแต่ 2475 มาถึงปัจจุบัน ไม่อยู่ในลักษณะที่จะวางเป้าหมายไว้ที่การแยกดินแดนเลย
หลังจากการสูญเสียผู้นำตามจารีต(คือสุลต่าน)ไปแล้ว ความนิยมทางการเมืองของผู้นำระดับต่างๆ
ที่ได้รับจากประชาชน ไม่เป็นปึกแผ่นและไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนถึงขนาดจะแยกดินแดนได้
เพราะการแยกดินแดนเป็นกิจกรรมทางการเมือง
ไม่มีใครสามารถแยกดินแดนได้ด้วยอาวุธและการก่อความไม่สงบเพียงอย่างเดียว
ความสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่นจึงมีความสำคัญอย่างมาก
มีใครเคยได้ยินบ้างว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองในสาม-สี่จังหวัดภาคใต้
วางเป้าหมายการเมืองและการปกครองเพื่อดึงดูดความภักดีจากประชาชนว่าอะไร
เช่น ถ้าตั้งประเทศใหม่ จะปกครองกันอย่างไร ประชาชนจะได้อะไรบ้าง
รัฐใหม่ที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็นรัฐอิสลามระดับใด
จะดึงเอากฎหมายชาริอะห์มาใช้แค่ไหน ฯลฯ
ลองเปรียบเทียบกับพวกโมโรในฟิลิปปินส์ดูเถิด
อย่างน้อยพวกโมโรก็ยังโฆษณาวางแผนสำหรับอนาคตของรัฐใหม่ที่จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมกว่ากันมาก
p>
ยิ่งกว่านี้ หากสาม-สี่จังหวัดภาคใต้กลายเป็นรัฐอิสระ ยังมีประชาชนชาวพุทธ
และเชื้อสายจีนอีกจำนวนหนึ่ง
ถึงไม่มากนัก แต่ก็เป็นกอบเป็นกำ
และส่วนใหญ่ดำรงฐานะคนชั้นกลางและกุมเศรษฐกิจพาณิชย์ของท้องถิ่น
รัฐบาลใหม่จะจัดการกับคนเหล่านี้อย่างไร
การบีบบังคับให้อพยพออกไปทำร้ายเศรษฐกิจของรัฐใหม่อย่างหนักแน่นอน
จะกลืนคนเหล่านี้อย่างไร หรือจะให้พื้นที่แก่คนเหล่านี้ในรัฐใหม่อย่างไร
ผมไม่เคยได้ยินว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวในภาคใต้ได้เคยพูดถึงปัญหาสำคัญๆ เหล่านี้เลย
ที่ผมไม่ได้ยินก็เพราะเขาไม่ได้พูด
และที่เขาไม่ได้พูดก็เพราะเป้าหมายของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา
ไม่ใช่การแยกดินแดน
สิ่งที่เราได้ยินเสมอคือการปกปักรักษาศาสนาอิสลาม
กล่าวอีกนัยยะหนึ่งก็คืออิสลามเป็นเพียงสิ่งเดียวที่กลุ่มเคลื่อนไหวใช้สำหรับดึงดูดความสนับสนุนจากผู้คน
อิสลามิกธรรมจะเป็นหนึ่งเดียวหรือไม่นั้นพักไว้ก่อน แต่ขอให้สังเกตเถิดว่า
กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้ข้ออ้างอุดมการณ์อิสลามทั้งโลกนั้นห่างไกลจากความเป็นเนื้อเดียวกั
นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นในฟิลิปปินส์,อินโดนีเซีย,ปาเลสไตน์,เลบานอน,หรือแม้แต่ซาอุดีอาระเบีย
และปากีสถาน
ในสาม-สี่จังหวัดภาคใต้เอง กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ประกอบกันขึ้นเป็นหลายกลุ่มมาก
อาจร่วมปฏิบัติการกันเป็นบางเรื่องเท่านั้น
แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จที่จะสร้างองค์กรแกนกลางนำขึ้นมาได้เลย
เป้าหมายใหญ่ขนาดแยกดินแดนจึงเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง หรือแม้แต่ในความฝัน
ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงการเตรียมการในด้านสถานะของตนระหว่างประเทศ
ปัจจัยสำคัญของการตั้งรัฐอิสระ(หรือแยกไปรวมกับรัฐอื่น)ในโลกทุกวันนี้
ขึ้นอยู่กับการรับรองของนานาชาติไม่น้อยไปกว่าการยอมจำนนของรัฐเดิม
กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในภาคใต้ไม่เคยทำอะไรเพื่อปูทางไปสู่สถานะที่เป็นไปได้ในความสัมพันธ์
ระหว่างประเทศเลย
ทฤษฎีเรื่องแยกดินแดนจึงฟังไม่ขึ้น
และไม่ควรนำมาคิดสำหรับการแก้ปัญหาในภาคใต้ด้วยประการทั้งปวง
ตรงกันข้าม ความไม่สงบในภาคใต้มีเหตุปัจจัยมาจากภายใน
คนจำนวนน้อยที่สามารถสร้างความไม่สงบอยู่ได้
ก็เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจระบบที่เป็นอยู่
ไม่ว่าจะเป็นระบบการปกครอง,ระบบกฎหมาย,ระบบการศึกษา,ระบบวัฒนธรรม,ระบบเศรษฐกิจ
ฯลฯ ของรัฐไทยต่างหาก
แต่เวทีสำหรับการต่อสู้ในรัฐไทยสำหรับเขา
ไม่เปิดกว้างเพียงพอเพื่อการแก้ไขปรับปรุงระบบเหล่านั้นได้
จึงทำให้การใช้ความรุนแรงกลายเป็นวิถีทางหนึ่งที่ยอมรับได้ อย่าลืมว่าคนไทยในที่อื่นๆ
ก็เคยหันไปยอมรับวิธีการรุนแรงมาแล้วทั้งนั้น
เหตุดังนั้น หากการเปลี่ยน รมต.ด้านความมั่นคง
จะหมายถึงการเปลี่ยนนโยบายไปสู่การแก้ความบกพร่องจากภายในของเราเอง
ดังที่ท่านทั้งสองได้พูดถึงการปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องเคารพกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง เพราะจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนระบบภายในบางอย่าง
รวมทั้งการเปิดหนทางให้การต่อสู้เพื่อรักษาสิ่งที่ประชาชนหวงแหน
สามารถทำได้ในระบบการเมืองของไทย
---------------------------------------------------
มติชน วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9509 |