|
"สื่อสารอย่างสันติ...สื่อสารเพื่อรักและเข้าใจ" (โดยลุงริศ) |
|
|

"ได้วิธีการที่จะบอกความรู้สึกและความต้องการของเราให้คนอื่นทราบ รวมทั้งวิธีการขอร้องอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น"
โดย นริศ มณีขาว (ลุงริศ)
ช่วงสองเดือนที่ผ่านมานี้ ผมมีโอกาสเป็นกระบวนกร
(หรืออาจเรียกว่าเป็นผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้ : Facilitator) เพื่อการเรียนรู้
"การสื่อสารอย่างสันติ" ร่วมกัน ผมรู้สึกมีความสุขและประทับใจมากครับ
เลยเขียนมาเป็นของฝากสำหรับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมหวังว่าจะมีประโยชน์กับชีวิต
การทำงาน และความสัมพันธ์ของท่าน ทั้งกับบุคคลในครอบครัว เพื่อน
ตลอดจนบุคคลอื่นๆที่ท่านเกี่ยวข้องด้วย
ประโยชน์ที่ได้รับ
ผมจะเริ่มจากประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับก่อนเลยนะครับ
หลังจากการเรียนรู้ร่วมกันอยู่ 2 วัน
ผู้เข้าร่วมเขียนถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ร่วมกันดังนี้ครับ
"สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น สื่อสารกับคนใกล้ชิด เพื่อลดความขัดแย้ง
ด้วยความเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น"
"เรียนรู้การฟังความคิดเห็นและเหตุผลของคนอื่น
แม้เมื่อเรารู้สึกโกรธและไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม"
"ได้ทักษะการเข้าใจความรู้สึกของคนอื่น"
"ได้วิธีการที่จะบอกความรู้สึกและความต้องการของเราให้คนอื่นทราบ
รวมทั้งวิธีการขอร้องอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น"
"รู้จักการปรับลดอารมณ์ความรุนแรงของผู้อื่น โดยคำพูดและการสื่อสารที่ดี"
"ได้ผ่อนคลาย
และเรียนรู้วิธีการสื่อสารอย่างสันติที่จะนำไปใช้ในการปฏิบัติงานและใช้ในชีวิตครอบครัว"
"ได้เรียนรู้การระบายความรู้สึกคับข้องใจ ทำให้สบายใจขึ้น"
"ได้เรียนรู้แนวทางการรับมือกับสถานการณ์ทางลบ รู้จักผ่อนหนักให้เป็นเบา"
"ยอมรับและเห็นคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"
"เรียนรู้วิธีการขอความร่วมมือจากคนอื่นอย่างไรจึงจะได้ผล"
"ทักษะการสื่อสารในขณะที่โกรธหรือสถานการณ์ที่กดดัน"
"รักและเอาใจใส่ผู้อื่นมากขึ้น"
"รู้สึกดีและผ่อนคลายเมื่อปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งได้รับการแก้ไขและบรรเทาเบาบางลง"
"เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เข้าใจความต้องการของตัวเองและเพื่อนร่วมงานมากขึ้น"
"เรียนรู้การจัดการกับปัญหาทั้งในชีวิตครอบครัวและหน้าที่การงาน
โดยการใช้วาจาเหมาะสม (ภาษาดอกไม้)"
"รักในตนเอง รักครอบครัว รักเพื่อน รักองค์กรมากขึ้น... เข้าใจปัญหา เข้าใจชีวิต
เข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่... เชื่อใจคนมากขึ้น...
และรูสึกอบอุ่นเมื่อรักและเข้าใจกัน"
ตัวอย่างการใช้การสื่อสารอย่างสันติ : ก่อนและหลังการเรียนรู้ร่วมกัน
เมื่อได้ทราบประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ร่วมกันแล้ว
หลายๆท่านต้องการความชัดเจน จึงถามถึงตัวอย่างของการใช้การสื่อสารอย่างสันติ
ผมจึงนำตัวอย่างโดยเปรียบเทียบคำพูดก่อนและหลังการเรียนรู้การสื่อสารอย่างสันติในสถานการณ์ต่างๆ
ในครอบครัว : เมื่อลูกชายบอกว่าแม่จู้จี้ขี้บ่น
ก่อนการเรียนรู้เรื่องการสื่อสารอย่างสันติ
แม่พูดกับลูกชาย : "อะไรนะ ลูกว่าแม่จู้จี้ขี้บ่นเหรอ
แม่จู้จี้ขี้บ่นก็เพราะลูกนั่นแหละ ทำตัวแบบนี้ จะไม่ให้แม่บ่นได้ยังไง
ไม่รับผิดชอบหน้าที่ ไม่รู้จักดูตัวเองบ้างเลย"
หลังการฝึกปฏิบัติการสื่อสารอย่างสันติ
แม่พูดกับลูกชาย : "แม่ได้ยินลูกพูดว่า แม่จู้จี้ขี้บ่น...
แม่ฟังแล้วรู้สึกเสียใจนะ ลูกก็คงรู้สึกเบื่อใช่ไหม..." "...ลูกคงอยากฟังคำพูดสั้นๆ
แม่เองก็อยากทำตามหน้าที่"
"ถ้าอย่างนั้นแม่ขอร้องให้ลูกทำธุระส่วนตัวให้เสร็จพร้อมจะขึ้นรถไปโรงเรียนตอน 6
โมงเช้าจะได้ไหม" "หรือว่าลูกมีข้อเสนออย่างอื่น"
ในครอบครัว : เมื่อพ่อบอกลูกสาวถึงอันตรายของการเดินทาง
ก่อนการเรียนรู้เรื่องการสื่อสารอย่างสันติ
ลูกสาวพูดกับพ่อ : "นี่พ่อ ลูกไปต่างจังหวัดทีไร พ่อชอบบอกว่าอันตราย เดี๋ยวรถชน
รถคว่ำ เดี๋ยวจะถูกข่มขืน พ่อมองโลกแต่ในแง่ร้าย พูดไม่ดีอย่างนี้ทุกทีเลย..."
หลังการฝึกปฏิบัติการสื่อสารอย่างสันติ
ลูกสาวพูดกับพ่อ : "เวลาหนูจะเดินทางไปต่างจังหวัด หนูได้ยินพ่อบอกว่าอันตราย
เดี๋ยวรถชน รถคว่ำ เดี๋ยวจะถูกข่มขืน... หนูได้ยินแล้วหนูรู้สึกไม่สบายใจ
และหนูคิดว่าพ่อคงเป็นห่วงหนูใช่ไหมค่ะ" "...พ่อคงต้องการความปลอดภัย
หนูก็ต้องการความปลอดภัยและคำอวยพรด้วย" "...อย่างนี้ได้ไหมพ่อ
หนูจะดูแลตัวเองให้มากขึ้น และหนูขอพ่อช่วยอวยพรให้หนูเดินทางปลอดภัยด้วยนะคะ..."
กับเพื่อนบ้าน : เมื่อเพื่อนบ้านจอดรถไว้หน้าบ้าน
ก่อนการเรียนรู้เรื่องการสื่อสารอย่างสันติ
ผู้เข้าร่วมพูดกับเพื่อนบ้าน : ปรกติจะไม่กล้าพูดกับเพื่อนบ้าน
เพราะกลัวว่าจะผิดใจกันกับเพื่อนบ้าน ก็จะเดินไปบอกให้มาช่วยถอยรถทุกครั้ง
(ทั้งที่หน้าบ้านของเพื่อนบ้านก็ว่างและจอดรถได้) และเก็บความอึดอัดใจ โกรธ
หรือขัดเคืองใจเอาไว้
หรือไม่ก็ไปพูดกับเพื่อนบ้านว่า "นี่คุณ คุณจอดรถยังไง
ขวางประตูบ้านผมอยู่เรื่อยเลย ทั้งที่หน้าบ้านคุณก็ว่าง ผมจะถอยรถออกก็ไม่ได้
ยิ่งวันเสาร์อาทิตย์คุณไม่อยู่ด้วย ผมยิ่งลำบาก คุณทำยังนี้ไม่คิดถึงคนอื่นเลย"
หลังการฝึกปฏิบัติการสื่อสารอย่างสันติ
ผู้เข้าร่วมพูดกับเพื่อนบ้าน : "คุณครับ
สองเดือนมานี้ผมเห็นรถของคุณจอดหน้าบ้านผมเกือบทุกวันครับ ผมรู้สึกอึดอัดใจ
เพราะผมต้องการพื้นที่ว่าง จะได้ถอยรถเข้าออกได้สะดวก
และผมก็ต้องการรักษาความสัมพันธ์ด้วย ผมขอร้องให้คุณช่วยขยับรถของคุณ
เพื่อให้มีพื้นที่ว่างหน้าบ้านผมด้วยนะครับ"
ในที่ทำงาน : เมื่อเพื่อนร่วมงานไม่ส่งงานตามกำหนด
ก่อนการเรียนรู้เรื่องการสื่อสารอย่างสันติ
ผู้เข้าร่วมพูดกับเพื่อนร่วมงาน : "นี่คุณ เมื่อไรจะส่งงานให้ทันสักที
ลูกค้าโทรมาทวงหลายครั้งแล้ว หน่วยงานของเราเสียชื่อหมด"
หลังการฝึกปฏิบัติการสื่อสารอย่างสันติ
ผู้เข้าร่วมพูดกับเพื่อนร่วมงาน : "ตอนที่ผมได้ยินลูกค้าโทรมาบอกว่า
คุณยังไม่ได้ส่งงานให้เขาตามกำหนดส่ง... ผมรู้สึกผิดหวังและผมกังวลใจมาก
เพราะผมต้องการรักษาคำมั่นสัญญา... เป็นไปได้ไหมครับว่า ในงานครั้งต่อไป
ผมขอให้คุณเป็นคนกำหนดวันส่งงาน และส่งงานตามเวลาที่คุณกำหนดจะได้ไหม
เพื่อเราจะได้ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับลูกค้า ลูกค้าจะได้เชื่อถือหน่วยงานของเรา
และอาจเรียกใช้เราอีกในอนาคต"
กับเพื่อน : เมื่อเพื่อนอกหัก
ก่อนการเรียนรู้เรื่องการสื่อสารอย่างสันติ
ผู้เข้าร่วมพูดกับเพื่อน : "ผู้ชายก็เป็นอย่างนี้แหละ
เป็นแฟนกันสักพักหนึ่งมันก็เบื่อ มันก็ทิ้งเราไปหาแฟนใหม่ นิสัยไม่ดี
ผู้ชายอย่างนี้ ให้มันไปซะได้ก็ดี อย่าไปเสียน้ำตาให้มัน"
หลังการฝึกปฏิบัติการสื่อสารอย่างสันติ
ผู้เข้าร่วมพูดกับเพื่อน : "เธอบอกฉันว่า
แฟนของเธอไปมีแฟนใหม่แล้วมาบอกเลิกกับเธอ... ตอนนี้เธอคงรู้สึกเจ็บปวดมาก..."
"เธอคงต้องการกำลังใจและอยากผ่านพ้นความทุกข์นี้ไปให้ได้" "ฉันอยากบอกเธอว่า
ฉันยินดีจะอยู่เป็นเพื่อน ยินดีรับฟังความทุกข์ของเธอนะ.."
3 ทางเลือกเพื่อ "การสื่อสารอย่างสันติ"
จากประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมได้รับ และจากตัวอย่างของการสื่อสารอย่างสันติแล้ว
ท่านจะสังเกตได้ว่า การสื่อสารอย่างสันตินั้นมีทางเลือกที่จะสื่อสารได้ถึง 3
ทางเลือกคือ
1) เข้าใจคนอื่นอย่างจริงใจ ทั้งในเรื่องที่เราเห็นด้วยและเราไม่เห็นด้วย
โดยไม่ต้องยอมตามหรือประนีประนอม (ถ้าใจเราไม่เห็นด้วย)
2) เข้าใจตนเองว่าตนเองรู้สึกและต้องการอะไรในส่วนลึก
รวมถึงการดูแลและเติมเต็มจิตใจของตนเอง
3)
สื่อสารให้ผู้อื่นรับรู้ความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของเราอย่างจริงใจ
โดยไม่ตำหนิ ไม่กล่าวโทษตนเองหรือผู้อื่น
องค์ประกอบของการสื่อสารอย่างสันติ
ทางเลือกทั้ง 3 ทางเลือกนี้จะเป็นจริงได้นั้น อาศัยการสื่อสารโดยมีองค์ประกอบอยู่ 4
ส่วนด้วยกันเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจทั้งสองฝ่ายคือทั้งตนเองและคนอื่นครับ
(ท่านจะสังเกตได้ว่าทั้ง 4
องค์ประกอบนี้มีอยู่ในตัวอย่างการใช้สื่อสารอย่างสันติที่ได้กล่าวไว้แล้ว) คือ
1) ให้ข้อสังเกตได้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดยไม่ตัดสิน ไม่ประเมิน หรือตีความ
2) พูดสื่อความรู้สึกทั้งของตัวเราเองและคนอื่นได้อย่างตรงใจ
3) ค้นหาและบอกความต้องการในส่วนลึกของเราและคนอื่น
4)
หาข้อตกลงร่วมกันหรือขอร้องให้เกิดการแก้ปัญหาที่ปฏิบัติได้จริงด้วยการสื่อสารที่ชัดเจน
และเป็นทางบวก
จากความต้องการ "สันติ" สู่การร่วมกัน "เพิ่มพื้นที่แห่งสันติ"
ท่านผู้อ่านคงได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันเรื่องการสื่อสารอย่างสันติตามสมควรนะครับ...
สำหรับผม ผมเชื่อว่าลึกๆแล้วมนุษย์เราทุกคนล้วนต้องการสันติมากกว่าความรุนแรง
ต้องการความรักมากกว่าความเกลียดชัง ต้องการความเข้าใจมากกว่าความไม่เข้าใจ...
ในขณะนี้เราพบความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้น อาจเกิดขึ้นกับตนเอง กับคนรัก
กับคนรอบข้าง กับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว ในสถานศึกษา ในวัด ในชุมชน
ในที่ทำงาน ทั้งในเมืองและชนบท ความรุนแรงต่อเด็ก สตรี เยาวชน คนชรา
จนถึงความขัดแย้งในระดับสังคม การเมือง รวมไปถึงความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ความขัดแย้งเหล่านี้ในด้านหนึ่งอาจทำให้เรามีความทุกข์ เป็นกังวล
แต่เมื่อเรามองในอีกด้านหนึ่ง
เราจะเห็นความจำเป็นและเห็นความพยายามที่จะร่วมสร้างสันติ
ลดความรุนแรงต่อกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ...
หลายฝ่ายที่ทำงานเพื่อสร้างสันติเห็นความจำเป็นเร่งด่วนนี้และขอเชิญชวนทุกท่านว่า
"เรามาร่วมกันขยายพื้นที่แห่งสันติให้กว้างขึ้นและลดพื้นที่แห่งความรุนแรงให้น้อยลงอย่างรีบด่วนกันเถอะ...
" สิ่งนี้ย่อมเกิดผลดีต่อตัวเราเอง ต่อคนที่เรารักและลูกหลานของเราด้วย...
มาร่วมสร้างสันติ มาร่วมสนับสนุนให้สังคมของเราอยู่ร่วมกันด้วยความรักและความเข้าใจ
อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข
บนพื้นฐานของความสัมพันธ์และการปฏิบัติต่อกันด้วยความกรุณา
โดยไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ต้องเจ็บปวดหรือเสียสละฝืนใจตนเอง
และท่านก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถร่วมสร้างสันติได้ที่นี่ และเดี๋ยวนี้
โดยอาจเริ่มจากตัวท่านเอง ขยายออกไปสู่คนรอบข้าง สู่ครอบครัว ที่ทำงาน สถานศึกษา
ชุมชน และสังคมได้ในทุกๆขณะและทุกๆวันของชีวิต
ขอให้ทุกท่านมีความสุข และมีกำลังใจที่จะร่วมสร้างสันติอยู่เสมอๆนะครับ
_________________________________
อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างสันติเพิ่มเติมได้จาก "สื่อสารอย่างสันติ". ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์, เรียบเรียง. นริศ มณีขาว, บรรณาธิการ.กรุงเทพฯ : เสมสิกขาลัย, 2550.
|
เขียนโดย เมื่อ 2008-03-09 11:14:22 | โดนมาก เขียนโดย eveค่ะ เมื่อ 2008-04-28 12:34:27 พี่นริศ เขียนอะไรก็โดน กำลังพยายามอยู่ค่ะ
| ไม่อยากจะเอย เขียนโดย nana เมื่อ 2008-06-18 17:39:36 สุ๊ดยอดดด |
ขับเคลื่อนโดย อโกคอมเม้นท์ ๒.๐! |