carefor_banner042.jpg
อัปเดทล่าสุด : พฤหัสบดี 28 สิงหาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก arrow สื่อสารอย่างสันติ arrow ตัวอย่างของการสื่อสารอย่างสันติ
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ผู้คน
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
เว็บบอร์ดบ้านใส่ใจ
สมุดเยี่ยม-ทักทายกัน
แรงบันดาลใจของ Carefor
ส่งข้อความถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 93 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

ตัวอย่างของการสื่อสารอย่างสันติ พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
"เวลาแม่เห็นลูก(สาว)กลับบ้านหลังเที่ยงคืนแล้วได้กลิ่นแอลกอฮอล์ แม่กลุ้มใจแล้วก็เป็นห่วงลูกมาก..."


เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรามาดูที่ตัวอย่างกันดีกว่า

เริ่มสื่อสารด้วยองค์ประกอบ ๔ ประการ


เมื่อเราจะสื่อสารอย่างสันติกับผู้อื่น
เราจะมุ่งความสนใจของเราไปที่องค์ประกอบ ๔ ประการข้างต้นคือ

1 เราสังเกตเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
2 แล้วเรารู้สึกอย่างไร
3 เรามีความต้องการอย่างไร
4 แล้วเราจะขอร้องอะไรจากอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อเติมเต็มชีวิตของเรายิ่งขึ้น


ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่า
เมื่อเรารวมองค์ประกอบทั้งสี่เข้าด้วยกันแล้ว
การสื่อสารอย่างสันตินั้นแตกต่างไปจากการสื่อสารที่เราใช้กันอยู่อย่างไร

ตัวอย่างที่ ๑
ลูกน้องของคุณเอาเอกสารที่มีรอยเปื้อนกาแฟมาแจกให้ที่ประชุมครั้งสำคัญ
หลังการประชุมคุณพูดกับลูกน้องว่า


"คุณไม่รับผิดชอบงานเอาเสียเลย วันหลังอย่าทำให้ผมขายหน้าเวลาประชุมอีก เข้าใจไหม"

ลองเปรียบเทียบดูกับการใช้องค์ประกอบ ๔ ประการของการสื่อสารอย่างสันติ

"ตอนที่คุณแจกเอกสารมีรอยเปื้อนกาแฟ (สังเกต) ผมรู้สึกอายมาก (ความรู้สึก) เพราะผมต้องการให้ผู้เข้าร่วมประชุมยอมรับและเห็นประสิทธิภาพการทำงานของทีมเรา (ความต้องการ) ในการเตรียมเอกสารครั้งต่อไป เมื่อคุณถ่ายเอกสารเสร็จแล้ว คุณช่วยเอาเอกสารใส่ซองพลาสติกกันน้ำเลยจะได้ไหม (ขอร้อง) "

การพูดแบบแรกนั้น เป็นการตำหนิและโยนความผิดให้ลูกน้อง อีกทั้งไม่ได้บอกชัดเจนว่าต้องการให้ลูกน้องทำอะไร

ส่วนการพูดแบบการสื่อสารอย่างสันตินั้น หัวหน้าจะอธิบายให้ลูกน้องเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น โดยไม่ตัดสิน และบอกชัดเจนว่าขอให้ลูกน้องทำอะไรเพื่อจะได้ตอบสนองความต้องการของหัวหน้า


ตัวอย่างที่ ๒
คุณเป็นแม่ และเห็นว่าลูกสาวของตัวเองกลับบ้านดึกแทบทุกวัน
และยังมีกลิ่นแอลกอฮอล์คลุ้ง คุณจึงพูดกับลูกสาวว่า


"พรุ่งนี้ไม่ต้องไปเที่ยวแล้ว ทำตัวเป็นเด็กใจแตกอย่างนี้ อยากให้แม่กลุ้มใจตายหรืออย่างไร"

เปรียบเทียบกับการสื่อสารอย่างสันติ

"เวลาแม่เห็นลูกกลับบ้านหลังเที่ยงคืนแล้วได้กลิ่นแอลกอฮอล์ (สังเกต) แม่กลุ้มใจแล้วก็เป็นห่วงลูกมาก (ความรู้สึก) แม่อยากให้ลูกปลอดภัย แล้วแม่ก็อยากเข้าใจลูกด้วย (ความต้องการ) ลูกช่วยเล่าให้แม่ฟังหน่อยได้ไหมว่าลูกไปเที่ยวเพราะอะไร เพื่อแม่จะได้เข้าใจลูกมากขึ้น (ขอร้อง)"

การพูดแบบแรกนั้นสามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากลูกสาว พอลูกได้ยินคำว่าเด็กใจแตก อาจมีผลทำให้ลูกสาวประชดแม่ด้วยการเที่ยวและดื่มหนักขึ้น

ส่วนการพูดแบบการสื่อสารอย่างสันตินั้น แม่เปิดใจพูดและพร้อมที่จะรับฟังลูก ลูกจะรู้สึกไว้ใจที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองให้แม่รับรู้มากกว่าการพูดแบบแรก


ตัวอย่างที่ 3
ช่วงปีที่ผ่านมา องค์กรของคุณกำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่ คุณต้องทำงานหนักมาก
และมักทำงานวันเสาร์อาทิตย์อยู่บ่อยๆ วันหนึ่งแฟนคุณทนไม่ไหวมาบอกคุณว่า


"เลิกทำงานวันหยุดซะทีได้ไหม ครอบครัวเป็นยังไง คุณไม่เคยสนใจเลย"
คุณเลยตอบกลับไปว่า "คุณน่ะไม่เคยเข้าใจอะไรซะเลย"

ลองเปรียบเทียบกับการสื่อสารอย่างสันติ

"ที่คุณบอกว่าให้ฉันเลิกทำงานวันหยุด (สังเกต) ฉันก็รู้สึกลำบากใจนะ (ความรู้สึก) เพราะว่าฉันก็อยากทำงานเพื่อให้องค์กรมีความมั่นคงมากกว่าที่เป็นอยู่ จะได้เป็นที่พึ่งของคนที่เดือดร้อนได้ และฉันก็อยากดูแลครอบครัวของเราด้วย (ความต้องการ) เรามานั่งคุยกันเพื่อช่วยกันหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดีไหม
(ขอร้อง)"

การพูดในแบบแรกนั้น อาจทำให้แฟนของคุณรู้สึกว่าเขาถูกตำหนิ และโกรธมากยิ่งขึ้น แทนที่จะเข้าใจคุณ แฟนของคุณอาจจะปิดใจและไม่ยอมรับฟังเหตุผลของคุณต่อไป

ส่วนการพูดแบบการสื่อสารอย่างสันตินั้น เป็นการอธิบายเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจ และเชื้อเชิญให้มานั่งคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ตัวอย่างที่ ๔
ในการชุมนุมประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจการใช้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐบาลในการจัดการปัญหาความไม่สงบ ผู้ชุมนุมกล่าวปราศรัยว่า
 
"เราไม่ต้องการรัฐบาลอำมหิต เข่นฆ่าประชาชน รัฐบาลอย่างนี้ไร้ความชอบธรรมในการปกครองประเทศออกไปๆๆๆๆๆ !"

เปรียบเทียบกับการสื่อสารอย่างสันติ

"ในการชุมนุมของประชาชนในคืนวันที่ ๒๖ กันยายน เวลา ๒๒.๓๐ น. ทหารจำนวน ๓๐๐ นาย ใช้อาวุธปืนและกระบองเข้าสลายการชุมนุม มีผลให้ประชาชนเสียชีวิต ๓ คน และบาดเจ็บอีก ๒๘ คน (สังเกต) พวกเรามาชุมนุมในที่นี้ด้วยความเศร้าสลดใจในการกระทำของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง (ความรู้สึก) ในฐานะประชาชนเราต้องการการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยในชีวิต (ความต้องการ) เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้ โดยให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมทั้งให้กระบวนการยุติธรรมเข้ามาไต่สวนกรณีนี้ด้วย (ขอร้องหรือข้อเรียกร้อง)"

การพูดแบบแรกนั้นอาจเป็นการยั่วยุให้ประชาชนที่ฟังคำปราศรัยเกิดความโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น และอาจจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงขึ้นในฝ่ายประชาชนได้ และเมื่อประชาชนใช้ความรุนแรง ฝ่ายรัฐบาลก็จะมีอำนาจชอบธรรมในการเข้าจัดการสลายการชุมนุมด้วยกำลังเช่นกัน

ส่วนการสื่อสารอย่างสันตินั้น มุ่งให้เกิดการแก้ไขปัญหาโดยสันติระหว่างทั้งสองฝ่าย ไม่มุ่งให้เกิดการขยายตัวของความโกรธแค้นไม่ว่าจะในฝ่ายใดก็ตาม

_________________________________
"สื่อสารอย่างสันติ". ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์, เรียบเรียง. นริศ มณีขาว, บรรณาธิการ.กรุงเทพฯ : เสมสิกขาลัย, 2550.

ความคิดเห็น
ขอชื่นชมและขอบคุณค่ะ
เขียนโดย อารยา เมื่อ 2008-05-15 13:32:56
:)

เชิญแสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวข้อ:
ความคิดเห็น:



กรุณาใส่รหัสที่เห็น:* Code

ขับเคลื่อนโดย อโกคอมเม้นท์ ๒.๐!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License