|
ตัวอย่างของการสื่อสารอย่างสันติ |
|
|

"เวลาแม่เห็นลูก(สาว)กลับบ้านหลังเที่ยงคืนแล้วได้กลิ่นแอลกอฮอล์
แม่กลุ้มใจแล้วก็เป็นห่วงลูกมาก..."
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นเรามาดูที่ตัวอย่างกันดีกว่า
เริ่มสื่อสารด้วยองค์ประกอบ ๔ ประการ
เมื่อเราจะสื่อสารอย่างสันติกับผู้อื่น
เราจะมุ่งความสนใจของเราไปที่องค์ประกอบ ๔ ประการข้างต้นคือ
1 เราสังเกตเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
2 แล้วเรารู้สึกอย่างไร
3 เรามีความต้องการอย่างไร
4 แล้วเราจะขอร้องอะไรจากอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อเติมเต็มชีวิตของเรายิ่งขึ้น
ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่า
เมื่อเรารวมองค์ประกอบทั้งสี่เข้าด้วยกันแล้ว
การสื่อสารอย่างสันตินั้นแตกต่างไปจากการสื่อสารที่เราใช้กันอยู่อย่างไร
ตัวอย่างที่ ๑
ลูกน้องของคุณเอาเอกสารที่มีรอยเปื้อนกาแฟมาแจกให้ที่ประชุมครั้งสำคัญ
หลังการประชุมคุณพูดกับลูกน้องว่า
"คุณไม่รับผิดชอบงานเอาเสียเลย วันหลังอย่าทำให้ผมขายหน้าเวลาประชุมอีก เข้าใจไหม"
ลองเปรียบเทียบดูกับการใช้องค์ประกอบ ๔ ประการของการสื่อสารอย่างสันติ
"ตอนที่คุณแจกเอกสารมีรอยเปื้อนกาแฟ (สังเกต) ผมรู้สึกอายมาก (ความรู้สึก)
เพราะผมต้องการให้ผู้เข้าร่วมประชุมยอมรับและเห็นประสิทธิภาพการทำงานของทีมเรา
(ความต้องการ) ในการเตรียมเอกสารครั้งต่อไป เมื่อคุณถ่ายเอกสารเสร็จแล้ว
คุณช่วยเอาเอกสารใส่ซองพลาสติกกันน้ำเลยจะได้ไหม (ขอร้อง) "
การพูดแบบแรกนั้น เป็นการตำหนิและโยนความผิดให้ลูกน้อง
อีกทั้งไม่ได้บอกชัดเจนว่าต้องการให้ลูกน้องทำอะไร
ส่วนการพูดแบบการสื่อสารอย่างสันตินั้น
หัวหน้าจะอธิบายให้ลูกน้องเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น โดยไม่ตัดสิน
และบอกชัดเจนว่าขอให้ลูกน้องทำอะไรเพื่อจะได้ตอบสนองความต้องการของหัวหน้า
ตัวอย่างที่ ๒
คุณเป็นแม่ และเห็นว่าลูกสาวของตัวเองกลับบ้านดึกแทบทุกวัน
และยังมีกลิ่นแอลกอฮอล์คลุ้ง คุณจึงพูดกับลูกสาวว่า
"พรุ่งนี้ไม่ต้องไปเที่ยวแล้ว ทำตัวเป็นเด็กใจแตกอย่างนี้
อยากให้แม่กลุ้มใจตายหรืออย่างไร"
เปรียบเทียบกับการสื่อสารอย่างสันติ
"เวลาแม่เห็นลูกกลับบ้านหลังเที่ยงคืนแล้วได้กลิ่นแอลกอฮอล์ (สังเกต)
แม่กลุ้มใจแล้วก็เป็นห่วงลูกมาก (ความรู้สึก) แม่อยากให้ลูกปลอดภัย
แล้วแม่ก็อยากเข้าใจลูกด้วย (ความต้องการ)
ลูกช่วยเล่าให้แม่ฟังหน่อยได้ไหมว่าลูกไปเที่ยวเพราะอะไร
เพื่อแม่จะได้เข้าใจลูกมากขึ้น (ขอร้อง)"
การพูดแบบแรกนั้นสามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากลูกสาว
พอลูกได้ยินคำว่าเด็กใจแตก อาจมีผลทำให้ลูกสาวประชดแม่ด้วยการเที่ยวและดื่มหนักขึ้น
ส่วนการพูดแบบการสื่อสารอย่างสันตินั้น แม่เปิดใจพูดและพร้อมที่จะรับฟังลูก
ลูกจะรู้สึกไว้ใจที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองให้แม่รับรู้มากกว่าการพูดแบบแรก
ตัวอย่างที่ 3
ช่วงปีที่ผ่านมา องค์กรของคุณกำลังอยู่ในสภาพย่ำแย่ คุณต้องทำงานหนักมาก
และมักทำงานวันเสาร์อาทิตย์อยู่บ่อยๆ วันหนึ่งแฟนคุณทนไม่ไหวมาบอกคุณว่า
"เลิกทำงานวันหยุดซะทีได้ไหม ครอบครัวเป็นยังไง คุณไม่เคยสนใจเลย"
คุณเลยตอบกลับไปว่า "คุณน่ะไม่เคยเข้าใจอะไรซะเลย"
ลองเปรียบเทียบกับการสื่อสารอย่างสันติ
"ที่คุณบอกว่าให้ฉันเลิกทำงานวันหยุด (สังเกต) ฉันก็รู้สึกลำบากใจนะ (ความรู้สึก)
เพราะว่าฉันก็อยากทำงานเพื่อให้องค์กรมีความมั่นคงมากกว่าที่เป็นอยู่
จะได้เป็นที่พึ่งของคนที่เดือดร้อนได้ และฉันก็อยากดูแลครอบครัวของเราด้วย
(ความต้องการ) เรามานั่งคุยกันเพื่อช่วยกันหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดีไหม
(ขอร้อง)"
การพูดในแบบแรกนั้น อาจทำให้แฟนของคุณรู้สึกว่าเขาถูกตำหนิ และโกรธมากยิ่งขึ้น
แทนที่จะเข้าใจคุณ แฟนของคุณอาจจะปิดใจและไม่ยอมรับฟังเหตุผลของคุณต่อไป
ส่วนการพูดแบบการสื่อสารอย่างสันตินั้น
เป็นการอธิบายเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้าใจ
และเชื้อเชิญให้มานั่งคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน
ตัวอย่างที่ ๔
ในการชุมนุมประท้วงของประชาชนที่ไม่พอใจการใช้ความรุนแรงของฝ่ายรัฐบาลในการจัดการปัญหาความไม่สงบ
ผู้ชุมนุมกล่าวปราศรัยว่า
"เราไม่ต้องการรัฐบาลอำมหิต เข่นฆ่าประชาชน
รัฐบาลอย่างนี้ไร้ความชอบธรรมในการปกครองประเทศออกไปๆๆๆๆๆ !"
เปรียบเทียบกับการสื่อสารอย่างสันติ
"ในการชุมนุมของประชาชนในคืนวันที่ ๒๖ กันยายน เวลา ๒๒.๓๐ น. ทหารจำนวน ๓๐๐ นาย
ใช้อาวุธปืนและกระบองเข้าสลายการชุมนุม มีผลให้ประชาชนเสียชีวิต ๓ คน และบาดเจ็บอีก
๒๘ คน (สังเกต)
พวกเรามาชุมนุมในที่นี้ด้วยความเศร้าสลดใจในการกระทำของรัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง
(ความรู้สึก) ในฐานะประชาชนเราต้องการการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความปลอดภัยในชีวิต
(ความต้องการ) เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีนี้
โดยให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ
รวมทั้งให้กระบวนการยุติธรรมเข้ามาไต่สวนกรณีนี้ด้วย (ขอร้องหรือข้อเรียกร้อง)"
การพูดแบบแรกนั้นอาจเป็นการยั่วยุให้ประชาชนที่ฟังคำปราศรัยเกิดความโกรธแค้นมากยิ่งขึ้น
และอาจจุดชนวนให้เกิดความรุนแรงขึ้นในฝ่ายประชาชนได้ และเมื่อประชาชนใช้ความรุนแรง
ฝ่ายรัฐบาลก็จะมีอำนาจชอบธรรมในการเข้าจัดการสลายการชุมนุมด้วยกำลังเช่นกัน
ส่วนการสื่อสารอย่างสันตินั้น
มุ่งให้เกิดการแก้ไขปัญหาโดยสันติระหว่างทั้งสองฝ่าย
ไม่มุ่งให้เกิดการขยายตัวของความโกรธแค้นไม่ว่าจะในฝ่ายใดก็ตาม
_________________________________
"สื่อสารอย่างสันติ". ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์, เรียบเรียง. นริศ มณีขาว,
บรรณาธิการ.กรุงเทพฯ : เสมสิกขาลัย,
2550.
|
ขอชื่นชมและขอบคุณค่ะ เขียนโดย อารยา เมื่อ 2008-05-15 13:32:56 |
ขับเคลื่อนโดย อโกคอมเม้นท์ ๒.๐!
|