|
ทำความรู้จักกับการสื่อสารอย่างสันติ |
|
|

"คุณมีแต่เรียกร้องให้ผมทำตามใจคุณ แต่ไม่เคยเข้าใจผมเลย
ไม่เคยรับรู้เลยว่าผมทำงานหนักและเหนื่อยแค่ไหน"
"คุณทำงานประสาอะไร ถึงได้มีลูกค้าเขียนด่าบริษัทเราถึงขนาดนี้
สมองมีรอยหยักบ้างรึเปล่า"
"ครูว่าคนอย่างเธอคงไม่มีทางประสบความสำเร็จได้หรอก แค่งานเด็กๆ
แค่นี้ยังทำไม่ได้เลย"
"พวกนักการเมืองวันๆ มีแต่โกงกินบ้านเมือง
ชาวบ้านเดือดร้อนขนาดไหนไม่เคยมาเหลียวแล"
"พวกเอ็นจีโอ มันก็พวกถ่วงความเจริญนั่นแหละ รัฐมีโครงการพัฒนาดีๆ
มันก็ค้านกันอยู่เรื่อยเลย"
คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่ออ่านประโยคด้านบนนี้
คุณอยากฟังใครมาพูดเช่นนี้ใส่คุณหรือไม่ หรือถ้ามีใครพูดเช่นนี้กับคุณ
คุณอยากจะตอบกลับว่าอย่างไร คำพูดเช่นนี้จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือความเข้าใจ
คราวนี้ลองอ่านประโยคด้านล่างแล้วเปรียบเทียบกับประโยคด้านบน
"ที่คุณขอให้ผมไปดูหนังกับคุณ ผมฟังแล้วรู้สึกกังวลใจ
เพราะผมอยากทำงานที่ค้างไว้ให้เสร็จก่อน จะได้สบายใจ
และผมก็กังวลว่าถ้าไม่ไปดูหนังกับคุณ คุณจะรู้สึกผิดหวัง ผมก็อยากให้คุณสบายใจด้วย
เอาอย่างนี้ดีมั้ย ขอเวลาผมเคลียร์งานอีก สองวัน
แล้ววันเสาร์นี้ผมจะไปดูหนังกับคุณ"
"ฉันอ่านใบแสดงความคิดเห็นของลูกค้าแล้ว
มีอยู่เกินครึ่งที่บอกให้เราปรับปรุงการบริการของเรา ฉันรู้สึกเครียดขึ้นมาทันที
เพราะฉันอยากให้ลูกค้าพึงพอใจ บริษัทจะได้รับการยอมรับ
คุณช่วยมานั่งคุยกับฉันสักครู่จะได้ไหมว่า
เราจะปรับปรุงการบริการของเราได้อย่างไรบ้าง"
"ตอนที่เธอบอกว่าทำงานส่งไม่ทัน ครูรู้สึกผิดหวัง
เพราะครูต้องการให้นักเรียนของครูมีความรับผิดชอบ
ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการใช้ชีวิตให้ประสบความสำเร็จ"
"ฉันรู้สึกเบื่อกับการกระทำของนักการเมืองที่รับสินบนจากบริษัทธุรกิจ
ฉันต้องการผู้แทนที่มีความซื่อสัตย์ เอาใส่ใจ
และช่วยแบ่งเบาความทุกข์ความเดือดร้อนของประชาชน"
"เวลาที่อ่านข่าวเอ็นจีโอประท้วงโครงการพัฒนาต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเขื่อนหรือโรงไฟฟ้า ผมรู้สึกโกรธ
เพราะผมอยากเห็นประเทศชาติของเรามีโครงการดีๆ เราจะได้มีความสะดวกสบายมากขึ้น"
คุณอาจเห็นด้วยว่าผู้ฟังจะเปิดใจรับฟังประโยคด้านล่างนี้มากกว่าประโยคด้านบน...
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการสื่อสารแบบประโยคด้านบนนั้น
เป็นการวิพากษ์วิจารณ์อีกฝ่ายหนึ่ง
ซึ่งทำให้ผู้ฟังเกิดความอึดอัดใจหรือลำบากใจในการรับฟัง แต่ประโยคด้านล่างนั้น
ผู้พูดรับผิดชอบความรู้สึกที่เกิดขึ้นและไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้ฟัง
ซึ่งมีผลทำให้ผู้ฟังเปิดใจรับฟัง
รวมทั้งสามารถสื่อสารกันต่อไปได้ง่ายและราบรื่นขึ้น
การสื่อสารแบบประโยคด้านล่างนี้เรียกว่า "การสื่อสารอย่างสันติ" หรือ
"ภาษาแห่งความกรุณา" ในการสื่อสารเช่นนี้
ผู้พูดจะรับผิดชอบต่อความรู้สึกของตนเอง โดยเชื่อมโยงว่าความรู้สึกนั้น
เกิดจากความต้องการใดที่ได้รับการตอบสนอง หรือไม่ได้รับการตอบสนอง
ผู้พูดจะปล่อยวางการตัดสิน การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นลง
รวมทั้งพยายามทำความเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งด้วยว่า เขารู้สึกอย่างไรและต้องการอะไร
การสื่อสารเช่นนี้จะก่อให้เกิดคุณลักษณะของการสื่อสารที่เปี่ยมไปด้วยความเข้าใจ
ความเห็นอกเห็นใจ ความกรุณา ความสัมพันธ์อันดี
และความคิดสร้างสรรค์ที่จะหาหนทางแก้ปัญหาร่วมกัน
เราสามารถสื่อสารอย่างสันติได้ในหลายระดับ
ทั้งในการทำความเข้าใจตัวเอง สร้างสันติในครอบครัว ในสถานที่ทำงาน
ประสานรอยร้าวระหว่างความสัมพันธ์ทั้งในระดับบุคคล กลุ่ม ชุมชน
ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระดับสังคม
ในระดับลึกที่สุดแล้ว
การสื่อสารอย่างสันติยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยบ่มเพาะความกรุณาขึ้นในใจเรา
และช่วยให้การมองชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างลึกซึ้ง
_________________________________
"สื่อสารอย่างสันติ". ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์, เรียบเรียง. นริศ มณีขาว,
บรรณาธิการ.กรุงเทพฯ : เสมสิกขาลัย,
2550.
ขับเคลื่อนโดย อโกคอมเม้นท์ ๒.๐! |