carefor_banner042.jpg
อัปเดทล่าสุด : อาทิตย์ 12 ตุลาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 115 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

กิน‘ก๋วยเตี๋ยว’ ระวังตับไตพัง-สมองเสื่อม พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
ก๋วยเตี๋ยว “เส้นเล็ก” พบกรดเบนโซอิกสูงสุด รองลงมาเป็นก๋วยเตี๋ยว “เส้นหมี่” “กวยจั๊บเส้นใหญ่” “กวยจั๊บเส้นเล็ก” “บะหมี่โซบะ” และ “ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่”




“ก๋วยเตี๋ยว” ถือว่าเป็นอาหาร “คู่ปากคู่ท้อง” ของคนไทยไม่แพ้ “ข้าว” จึงไม่แปลกที่จะมีร้านขายก๋วยเตี๋ยวผุดขึ้นอยู่ทุกหัวระแหง ขนาดว่ากันว่า “ทุกซอย” ในประเทศไทยจะต้องมีร้านก๋วย เตี๋ยวอย่างน้อย 1 ร้าน

แต่ตอนนี้ “คอก๋วยเตี๋ยว” อาจจะต้อง “ชะงัก” นิดนึง เมื่อนาย จรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ออกมาเปิดเผยข้อมูลอัน “น่าตกใจ” ว่า คคบ. ได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและศึกษาอุปกรณ์การบริโภคที่ใช้วิธีเอาสาร “ตะกั่ว” มาบัดกรี แทนการใช้เชื่อมแบบ “อากอน” ที่ปลอดภัยกว่า เช่น หม้อต้มก๋วยเตี๋ยว หม้อต้มน้ำ และหม้อต้มกาแฟ เป็นต้น

ทั้งนี้ เนื่องจากมีการพิสูจน์แล้วว่า อุปกรณ์ที่มีสารตะกั่วมาบัดกรี เมื่อถูกความร้อนอาจ “ปนเปื้อน” กับอาหารได้ และหากร่างกายได้รับสารตะกั่วเกินมาตรฐาน ก็จะเป็นอันตรายทั้งต่อระบบ “สมอง” และระบบ “ประสาท” รวมทั้งยังมีผลต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ ด้วย

หากมีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าอุปกรณ์ร้านอาหารและเครื่องดื่ม มีการใช้ตะกั่วในการบัดกรีจริง ก็จะเสนอให้ที่ ประชุม คคบ. ประกาศบังคับ “ห้ามจำ หน่ายแบบถาวร” ทันที อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม คคบ.ได้มีมติออกคำสั่งห้ามใช้ ห้ามจำหน่าย และห้ามซ่อมเครื่องทำน้ำเย็น และน้ำอุ่น ที่ใช้สารตะกั่วในการบัดกรีตัวถัง หรือท่อส่งน้ำในถังในเครื่องทำน้ำเย็นน้ำอุ่นแล้ว

นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลว่า ในธรรมชาติมีสารตะกั่วปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย อย.จึงกำหนดมาตรฐานที่ยินยอมให้ปนเปื้อนในอาหารได้ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม น้ำดื่มไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร

“สารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายได้ หลายทาง ทั้งการบริโภค การหายใจเอาไอตะกั่ว และสัมผัสเข้าทางผิวหนัง หากได้รับพิษตะกั่วอย่างต่อเนื่องและปริมาณมาก ๆ จะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายอย่างเฉียบพลันคือ มีอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง เมื่อพิษสะสมเรื้อรังทำให้ระบบประสาทส่วนปลายเสื่อม เป็นอัมพาต อ่อนเพลียคล้ายคนเป็นง่อย เซลล์สมองผิดปกติ เซื่องซึม ความจำเสื่อม สติปัญญาด้อย คิดช้า ซีด อ่อนเพลีย เพราะตะกั่วทำลายเม็ดเลือดแดง” เลขาธิการ อย. กล่าว

“มหันตภัย” จากก๋วยเตี๋ยว ไม่ได้มีเฉพาะอันตรายที่มาจากอุปกรณ์ในการทำก๋วย เตี๋ยวเท่านั้น แต่มาจาก “วัตถุดิบ” ในการทำก๋วยเตี๋ยวด้วย นั่นก็คือ “เส้นก๋วยเตี๋ยว” โดยก่อนหน้านี้ ภก.วรวิทย์ กิตติวงสุนทร ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุบลราชธานี ได้ออกมาเปิดเผยผลการวิจัยเรื่อง “ความปลอด ภัยในเส้นก๋วยเตี๋ยว ในเขตภาคอีสาน” ว่า

ก๋วยเตี๋ยวส่วนใหญ่เป็น “เส้นสด” ที่ค้างหลายวันไม่ได้ ผู้ประกอบการจึงเติม “สารกันบูด” หรือ “สารกันเสีย” เพื่อยืดอายุเส้นก๋วยเตี๋ยวและยืดระยะเวลาการจำหน่าย ซึ่งสารกันบูดที่นิยมใช้คือ “กรดเบนโซอิก” และ “กรดซอร์บิก” ถ้าร่างกายได้รับปริมาณสูงเป็นเวลานาน จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ “ตับ” และ “ไต” ลดลง

ดังนั้น คณะกรรมการกำหนดมาตร ฐานอาหารสากล (Codex) จึงได้กำหนดให้ใช้กรดเบนโซอิกในเส้นก๋วยเตี๋ยวได้ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

ผลจากการตรวจวิเคราะห์ “ตัวอย่าง” เส้นก๋วยเตี๋ยวใน 4 จังหวัดภาคอีสานคือ จ.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร และศรี สะเกษ ผลปรากฏว่า

ก๋วยเตี๋ยว “เส้นเล็ก” พบปริมาณกรดเบนโซอิกสูงสุด 17,250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
รองลงมาเป็นก๋วยเตี๋ยว “เส้นหมี่” 7,825 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
“กวยจั๊บเส้นใหญ่” 7,358 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
“กวยจั๊บเส้นเล็ก” 6,305 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
“บะหมี่โซบะ” 4,593 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และ
“ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่” 4,230 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม


ภก.วรวิทย์ กล่าวว่า จากผลวิจัยดังกล่าวทำให้ความเชื่อเดิมที่คิดว่า “เส้นหมี่” ซึ่งมีลักษณะแห้งจะมีวัตถุกันเสียน้อย แต่จะพบมากใน “เส้นใหญ่” ที่มีความชื้นสูงนั้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า กลับมีการใส่วัตถุกันเสียเยอะมากเป็นอันดับ 2 รองจากเส้นเล็ก ส่วนเส้นที่ไม่พบสารเลยคือ เส้น “บะหมี่เหลือง” เพราะผลิตจากแป้งสาลี ส่วนเส้นอื่น ๆ จะผลิตจากแป้งข้าวเจ้าที่มีความชื้นสูง ทำให้ราขึ้นง่าย จึงมีการใส่วัตถุกันเสีย ขณะที่วุ้นเส้นไม่มีปัญหา เช่นกัน

“การวิจัยนี้ไม่ได้ตั้งใจทำให้คนแตกตื่น หรือทำลายอุตสาหกรรมก๋วยเตี๋ยว แต่เป็นการวิจัยเพื่อเตรียมแก้ไขปัญหา และสร้างความปลอดภัยในอาหาร เพราะเมื่อคิดค่าเฉลี่ยน้ำหนักผู้บริโภคคนไทย คือ 50 กิโลกรัม ดังนั้นปริมาณสูงสุดที่ควรบริโภค คือไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งการกินก๋วยเตี๋ยว 1 มื้อ จะมีเส้นประมาณ 50-100 กรัม เท่ากับว่าผู้บริโภคจะได้รับกรดเบนโซอิกประมาณ 226-451 มิลลิกรัม ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว และเมื่อรวมกับปริมาณวัตถุกันเสียในอาหารอื่น ๆ ที่กินในแต่ละวัน เท่ากับว่าผู้บริโภคจะได้รับสารนี้จำนวนมาก แม้การตรวจวิเคราะห์ในครั้งนี้จะทำเฉพาะในเขตภาคอีสาน แต่คาดว่าเส้นก๋วยเตี๋ยวทั่วประเทศจะมีปัญหาไม่แตกต่างกัน” ภก.วรวิทย์ ระบุ

เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลอันน่าตกใจดังกล่าวของก๋วยเตี๋ยว ก็ทำให้ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับอาหารและยาถึงกับ “เต้น” ได้สั่งการให้นายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เร่งเก็บตัวอย่างเส้นก๋วยเตี๋ยวทั่วประเทศตรวจหาสารกันบูด

นอกจากนี้มีแนวโน้มที่จะกำหนดให้ “โรงงาน” ผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยวต้องพัฒนาให้ได้มาตรฐานเกณฑ์การผลิตที่ดี (จีเอ็มพี) คำนึงถึงความสะอาดปลอดภัยของกระบวนการผลิต ขณะเดียวกัน อย.มีโครงการ “เฝ้าระวัง” การใช้สารกันบูดในอาหารตั้งแต่กลางปี 2548 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

นพ.นิพนธ์ กล่าวอีกว่า สารกันบูดที่ใส่ในเส้นก๋วยเตี๋ยวนั้น ไม่สามารถดูได้ด้วยตาเปล่า อีกทั้งรสชาติของเส้นที่มีสารกันบูดไม่มีความแตกต่างกับเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ไม่มีสารกันบูด และการลวกเส้นด้วยน้ำร้อนก็ไม่สามารถทำลายสารกันบูดได้ เพราะผสมเป็นเนื้อเดียวกันกับเส้นก๋วยเตี๋ยวไปแล้ว ซึ่ง อย.จะเร่งศึกษาข้อมูลเพื่อหาทางคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค

ทั้งนี้ มีข้อแนะนำในการสังเกตว่า ก๋วยเตี๋ยวที่เรากินนั้นใส่สารกันบูดหรือไม่

มีวิธีการสังเกตหลายวิธีคือ อย่างแรกถ้าใส่สารเคมี เส้นก๋วยเตี๋ยวจะ “เหนียวหนึบ” กัดไม่ค่อยจะขาดจากกัน หรือถ้าพูดง่าย ๆ จะมีความเหนียวผิดปกติ อีกทั้งเส้นที่ใส่สารกันบูดเมื่อนำไปลวกในน้ำหม้อก๋วย เตี๋ยว สังเกตว่าน้ำที่ลวกจะ “ขุ่น”

นอกจากนี้ก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่หรือเส้นสดที่ใส่สารกันบูดทิ้งไว้ 2-3 วัน จะมีสีสันคงเดิมไม่มี “รา” ขึ้น แต่เมื่อนำมาดมดูจะมีกลิ่น “เหม็นเปรี้ยว” ผิดกับเส้นสดที่ไม่ใช้สารกันบูดเพียงคืนเดียวเส้นก็ขึ้นราและบูดแล้ว


อย่างไรก็ตาม บรรดา “สาวกก๋วยเตี๋ยว” ก็ไม่ต้องถึงกับหวาดวิตกเกินไป จนถึงกับ “ปฏิเสธ” การกินก๋วยเตี๋ยวไปเลย เพียงแต่ก่อนจะคีบเข้าปาก ลองสังเกตสักนิดว่า “เส้นก๋วยเตี๋ยว” และ “อุปกรณ์” การทำก๋วยเตี๋ยวของร้าน มีความ “ผิดปกติ” อันจะก่อให้เกิด “อันตราย” ตามที่กล่าวไว้ข้างต้นหรือไม่

อีกทั้งถ้าจะว่าไปแล้ว ร่างกายของคนเรามีกระบวนการขับสารที่เป็นพิษออกไปได้หมดภายใน 1 วันอยู่แล้ว ขณะที่ “ผู้ประกอบการ” ที่เกี่ยวกับก๋วยเตี๋ยวเอง ก็ควรมี “จิตสำนึก” ต่อความปลอดภัยของ “ผู้บริโภค” ด้วย เพื่อที่ก๋วยเตี๋ยวจะได้เป็นอาหารยอดนิยมคู่กับ “สังคมไทย” ไปตลอดกาล.

ภูพาน ภูมิพงศ์ ฉู้วงศ์..รายงาน

____________________
เดลินิวส์ 8 ตุลาคม 2550
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License