carefor_banner041.jpg
อัปเดทล่าสุด : เสาร์ 30 สิงหาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก arrow ผู้คน arrow เตือนพบแหล่งท่องเที่ยว 267 แห่งเสี่ยงภัยดินถล่ม
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ผู้คน
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
เว็บบอร์ดบ้านใส่ใจ
สมุดเยี่ยม-ทักทายกัน
แรงบันดาลใจของ Carefor
ส่งข้อความถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 181 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

เตือนพบแหล่งท่องเที่ยว 267 แห่งเสี่ยงภัยดินถล่ม พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
ก.ทรัพยากรฯ เตือนแหล่งท่องเที่ยว 267แห่ง เสี่ยงถล่มถ้าฝนตกหนัก สั่งเฝ้าระวังพิเศษ เช่น ปางสีดาสระแก้ว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เขาคิชกูฏ อุทยานน้ำตก 15ชั้น

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) พร้อมด้วย นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี นายเฉลิมศักดิ์ วานิชสมบัติ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายศิริพงศ์ หังสพฤกษ์ อธิบดีกรมทรัพยากร น้ำ ร่วมแถลงข่าวเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก 

นายเกษม กล่าวว่า ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ 1 ชุดสำหรับดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะมีนายสมชัย เพียรสถาพร รองปลัด ทส.เป็นประธาน พร้อมกันนี้ทส. ยังแบ่งการทำงานออกเป็น 3 พื้นที่สำคัญ 

ได้แก่ พื้นที่ต้นน้ำในเทือก เขาสูง ให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ดูแล ด้วยการจัดตั้งศูนย์ประสานข้อมูลและเตือนภัย ในระดับพื้นที่และศูนย์เฉพาะกิจปฏิบัติการเตรียมพร้อมรับพิบัติภัยในระดับพื้นที่ที่สำนักบริหารอนุรักษ์ ที่ 1 – 16 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านครุภัณฑ์ ยานพาหนะ อัตรากำลังของหน่วยงานในสังกัด และสนธิ กำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติ และสำรวจความเสียหายในชีวิต ทรัพย์สิน และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อเร่งฟื้นฟู

สำหรับพื้นที่ภูเขาสูงถึงลาดเขา นายเกษม กล่าวว่า มอบหมายให้กรมทรัพยากรธรณีดูแล ด้วยการทำแผนที่เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มทั่วประเทศ 51 จังหวัด 254 อำเภอ 692 ตำบล 2,371 หมู่บ้าน และ การจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยดินถล่ม ที่ให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการเฝ้าระวังและแจ้งเตือน ซึ่งปีที่ผ่านมาดำเนินการไปแล้ว 16 จังหวัด

ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ พัทลุง สงขลา แพร่ เชียงราย น่าน สุราษฎร์ธานี แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก พังงา นครศรีธรรมราช กระบี่ พะเยา อุตรดิตถ์ และจันทบุรี และในปีนี้จะทำต่ออีก 5 จังหวัดโดยจังหวัดตรังทำเสร็จแล้วเป็นจังหวัดแรก

ส่วนจังหวัด สุโขทัย ลำปาง ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์เริ่มทำช่วงเดือนเมษายน – กันยายนนี้ ด้าน 30 จังหวัดที่ เหลือจะเร่งทำให้แล้วเสร็จภายในปี 2555 นอกจากนี้ ยังมีการสำรวจหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการก่อสร้าง ที่อยู่อาศัยถาวรให้กับประชาชนที่ประสบภัย และแนวทางการก่อสร้างสิ่งป้องกันและลดผลกระทบจาก ดินถล่มในพื้นที่เสี่ยงภัยด้วย 

รมว.ทส.กล่าวว่า ส่วนพื้นที่เชิงเขาถึงพื้นที่ราบ ให้กรมทรัพยากรน้ำดูแล ด้วยการทำแผนที่เสี่ยงอุทกภัย แผนที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมฉับพลัน – ดินถล่มในพื้นที่ลาดชันและพื้นที่ราบเชิงเขา และเฝ้าระวัง ติดตามข้อมูลน้ำฝนน้ำท่า พายุที่มีอิทธิพลต่อประเทศไทยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ และโอกาสเกิดอุทกภัยในการพร้อมรับมือและหาแนวทางป้องกัน เนื่องจากพื้นที่ราบเป็นพื้นที่ที่มี ชุมชน หมู่บ้าน และประชาชนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นที่เสี่ยงต่อการสูญเสีย รวมทั้งจะมีการติดตั้งระบบ โทรมาตรในลุ่มน้ำชีตอนบนและลุ่มน้ำมูลตอนบนรวม 27,685 ตารางกิโลเมตร เพื่อใช้ตรวจวัดข้อมูลน้ำฝน น้ำท่า คุณภาพน้ำด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ โดยในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนกลางและตอนล่างจะ เริ่มติดตั้งในปี 2551 

"การรับมือการเกิดธรณีพิบัติภัยนั้นต้องมีระบบที่ทันสมัย และที่สำคัญได้รับความร่วม มือจากประชาชนในพื้นที่ด้วย รัฐจึงจะจัดสรรอุปกรณ์ให้สอดคล้องกับความสามารถของชาวบ้าน และใน ช่วงฤดูฝนนี้กระทรวงได้เตรียมแผนป้องกันและเตือนภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ล่อแหลมให้มีการ เตรียมตัวรับมือล่วงหน้าแล้ว" นายเกษม กล่าว 

ด้านนายอภิชัย กล่าวว่า กรมทรัพยากรธรณีมีการสำรวจพบว่ามีพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มรวม 51 จังหวัด  2,371 หมู่บ้านเสี่ยงภัย แต่ปัจจุบันสามารถจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนภัยดินถล่ม 16 จังหวัด และในปี 2550 มีแผนดำเนินการ 5 จังหวัดดำเนินการที่จ.ตรังส่วนจ. สุโขทัย ลำปาง ชุมพร และ ประจวบคีรีขันธ์  ส่วนที่เหลืออีก 30 จังหวัดจะดำเนินการในปี 2551-2555 

ซึ่งมาตรการป้องกันนั้น ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสำรวจพื้นที่หมู่บ้านเสี่ยงภัยทุกพื้นที่ก่อนเข้าสู่ช่วงหน้าฝน เพื่อเตรียมทบทวน มาตรการรับมือภัยดินถล่มน้ำป่าไหลหลากร่วมกับชาวบ้านและหน่วยงานในท้องถิ่นตั้งแต่เดือนเม.ย. เป็นต้นมา  โดยเฉพาะที่ อ.ท่าปลา ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ที่เคยประสบปัญหาโคลนถล่มเมื่อปี 49 ซึ่ง หลัง เกิดเหตุการณ์ก็มีข้อเสนอที่จะย้ายหมู่บ้านที่อยู่ในเขตร่องเขาที่มีความเสี่ยงสูงออกไป แต่ปรากฏว่าชาว บ้านไม่ย้ายออกเนื่องจากต้องหากินกับสวนผลไม้ในพื้นที่ ดังนั้นเมื่อชาวบ้านยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ก็ต้องเข้าไปให้ความรู้ในการเฝ้าระวังภัย   

สำหรับการเตรียมการในส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติฯ นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากที่น้ำตกสายรุ้ง และน้ำตกไพรสวรรค์ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขา บรรทัด จ.ตรัง ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 38 รายนั้น กรมอุทยานฯได้สำรวจน้ำตกและแหล่งท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติ วนอุทยานแห่ง ชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ พบว่ามีจุดท่องเที่ยวทั้งหมด 267 แห่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษที่อาจเกิดปัญหาดินถล่มและน้ำป่าไหลหลากได้  เช่น  อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เขาคิชกูฏ  และอุทยานน้ำตก 15 ชั้นจ.จันทบุรี

ทั้งนี้ จะมีการสำรวจข้อมูลทางธรณีวิทยา  สภาพพื้นที่โดยรวมตลอดจนปัญหาอื่นๆ เพื่อเตรียมมาตรการป้องกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว และอุปกรณ์ที่จำเป็นจำพวกเสื้อชูชีพ เชือก เอาไว้ล่วง หน้า แต่จะไม่มีการสั่งปิดบริการใดๆ เนื่องจากจะเสียบรรยากาศเรื่องการท่องเที่ยว แต่จะเพิ่มความระมัด ระวังมากขึ้น 

นายเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนน้ำตกสายรุ้งนั้น ขณะนี้ได้สั่งปิดชั่วคราวแล้ว และจากการสำรวจพื้นที่พบว่าน้ำตกดังกล่าวมีความลาดชันสูงมาก ต้องใช้เวลาเดินทางขึ้นจุดที่สูงสุดของน้ำตกที่สูงถึง 1,050 เมตร เป็นระ ยะทาง 5 กม. ดังนั้นน้ำตกจึงค่อนข้างแรงตามหน้าผาลาดชัน และยังมีลักษณะเป็นแอ่งตามธรรมชาติในช่วงท้ายน้ำ จึงมีความเป็นไปได้ว่าหากมีการเก็บกักน้ำเอาไว้เกินจุดหนึ่งก็จะเกิดปัญหาน้ำไหลได้ 

นายเกษม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีน้ำตกสายรุ้ง ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตามกฎหมายไม่ได้เปิดเอาไว้สำหรับการท่องเที่ยว จึงไม่ได้มีการบริการเหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวในเขต พื้นที่อุทยานแห่งชาติ แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว ก็สั่งการให้กรมอุทยานฯ สำรวจเขตรักษาพันธุ์สัตว์ ป่าที่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไปท่องเที่ยวทั้งหมด เพื่อนำมาจัดลำดับความสำคัญว่าจะให้บริการนักท่อง เที่ยว รวมทั้งการวางแผนการช่วยเหลือ การเฝ้าระวังเตือนภัยสำหรับอนาคต ซึ่งไม่ใช่ว่าเกิดปัญหา แล้วจะมาวัวหายล้อมคอก แต่ไม่ต้องการให้มีเหตุการณ์ซ้ำรอย

___________________
กรุงเทพธุรกิจ 27 เมษายน 2550

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License