
น้องนักศึกษาค้นพบว่าเราไม่ได้ให้อะไรกับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านกลับให้อะไรกับเรา ชาวบ้านกลับเป็นครูสอนให้เราเข้าใจว่า ชีวิตเป็นอย่างไร และอะไรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเรา...
คลิกชมภาพจากค่ายอาสาพัฒนา จ.น่าน 300 รูปได้ที่นี่
คนละคนกัน...
โดย ลุงริศ (นริศ มณีขาว)
ผมและน้องๆนักศึกษาเพิ่งกลับจากค่ายอาสาพัฒนาชนบท ที่หมู่บ้านห่างทางหลวง
อ.บ่อเกลือ จ.น่าน เราใช้ชีวิตและทำงานต่อเติมถนนเสริมไม้ไผ่ในหมู่บ้าน
เนื่องจากในช่วงที่ฝนตกหรือในช่วงฤดูฝน
น้ำจะท่วมทางเดินช่วงที่เป็นดินลูกรังจนทำให้ชาวบ้านและเด็กๆเดินทางสัญจรไปมาด้วยความยากลำบาก
เท้าติดโคลน ติดดินเป็นก้อน ลื่นเสียหลักล้มลงกับพื้น หรือถ้าใช้รถจักรยาน
มอร์เตอร์ไซด์ก็เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย โดยเฉพาะเส้นทางที่เด็กๆเดินทางมาโรงเรียน
รวมทั้งเส้นทางเดินในโรงเรียนด้วย...
 ชาวบ้านห่างทางหลวงจำนวนมากมาทำงานร่วมกันกับน้องๆนักศึกษาตลอดระยะเวลากว่า 10 วัน
จนทำให้งานต่อเติมถนนเสริมไม้ไผ่สำเร็จเกินกว่าแผนที่วางไว้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ได้ถนนเสริมไม้ไผ่รวมแล้วเป็นระยะทางยาว 100 เมตร...
เราไม่ได้ให้อะไรกับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านกลับเป็นครูสอนเรา
ในช่วงเวลาค่ำของวันหนึ่ง
หลังจากที่เราได้พักผ่อนหายเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานแล้ว
เรานั่งหันหน้าเข้าหากันเป็นวงใหญ่
แล้วต่างก็แบ่งปันเรื่องราวต่างๆที่พวกเราประทับใจ
รวมทั้งเรื่องที่ทำให้เราย้อนมองตัวเราเอง พร้อมกับการค้นพบสิ่งที่มีความหมาย
มีคุณค่าต่อชีวิตของเราเองและชีวิตของคนอื่นๆ ...
น้องนักศึกษาค้นพบว่าเราไม่ได้ให้อะไรกับชาวบ้าน แต่ชาวบ้านกลับให้อะไรกับเรา
ชาวบ้านกลับเป็นครูสอนให้เราเข้าใจว่า ชีวิตเป็นอย่างไร
และอะไรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเรา...

ความลำบากของชาวบ้านสะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตของเรามันช่างแสนสบาย
ท่ามกลางความสบายที่เรามีอยู่
ชาวบ้านกลับแทบจะไม่มีในสิ่งที่เรามีอยู่เลย ความลำบากของชาวบ้านสะท้อนให้เห็นว่า
ชีวิตของเรามันช่างแสนสบายมากเลย แต่ตัวเรากลับคิดว่าชีวิตมันมีอุปสรรคเยอะ
แต่แท้ที่จริง ความลำบากที่ยากแค้นกว่าเรานั้น มันยังมีอยู่
ซึ่งมันมีอยู่มากเสียด้วย.. น้องเจ้าของนามปากกา กองขยะเดินได้
กล่าวเริ่มต้นด้วยการสะท้อนถึงความเป็นจริงของชาวบ้าน
ชาวบ้านมีรายได้ครอบครัวละ 3,600 บาท
ตัวเราคนเดียวใช้เงินเดือนละ 5,000บาท
น้องที่ใช้นามปากกาว่า คนได้คิด
กล่าวให้รายละเอียดเพิ่มเติมความลำบากของชาวบ้าน รวมกับการมองตนเองว่า
 เมื่อมาทราบว่า
ชาวบ้านห่างทางหลวงมีรายได้ครอบครัวละ 3,600 บาทต่อเดือน
ครัวเรือนที่ว่านี้มีราวครัวเรือนละ 5 คน
และต้องใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นต่างๆมากมาย...
ขณะที่ตัวเราเองใช้จ่ายเงินในแต่ละเดือนหมดไปประมาณ 4,500
5,000บาท... ทำให้เห็นแตกต่างกันมากระหว่างชีวิตของเรากับชีวิตของชาวบ้าน...
เรามีชีวิตที่สุขสบาย พ่อแม่ส่งเงินให้ใช้ทุกเดือน
จะใช้เงินซื้ออะไรก็ได้ไม่ต้องคิด แต่ชาวบ้านที่ลำบากกว่าเรา
เขาหาเงินอย่างยากลำบาก...
เด็กๆยังรู้จักช่วยพ่อแม่ทำงาน...เราโตมาจนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว
แต่ยังไม่รู้จักช่วยพ่อแม่ทำงาน
ส่วนน้องนกน้อย(นามปากกา)
ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่ขยายความเรื่องความยากลำบากของเด็กที่นี่ซึ่งทำให้ตนเองรู้สึกสะท้อนใจว่า
ช่วงตอนเย็นหลังกลับจากอาบน้ำที่ลำธาร
ก็บังเอิญพบกับเด็กชาวบ้านคนหนึ่งกำลังเดินถือตะกร้าใส่กะหล่ำที่ทางครอบครัวปลูก
เดินเร่ขายกับน้องสาว เหตุการณ์นี้ทำให้ตนเองคิดว่า เด็กน้อยอายุน่าจะประมาณไม่เกิน
10 ปี ยังต้องมาเร่ขายของ เพื่อนำไปช่วยทางบ้าน ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ว่า
ชาวบ้านที่นี่ลำบากยากเข็ญกันมาก เด็กทั้งสองยังรู้จักช่วยพ่อแม่ทำงาน
แต่ผิดกับเราที่โตมาจนอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว แต่ยังไม่รู้จักช่วยพ่อแม่ทำงาน
หรือมีความคิดที่จะทำงานเลี้ยงชีพโดยไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ มันสะท้อนใจจริงๆ...
น้องแสงแดด (นามปากกา)
กล่าวเสริมว่า เมื่อเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆที่นี่
แล้วนำมาเปรียบเทียบกับตัวเราแล้ว... พวกเราโชคดีมากทั้งโอกาสทางด้านการศึกษา
และชีวิตความเป็นอยู่... เด็กบางคนใส่เสื้อผ้าขาดๆ...
ตาคำอายุอายุ 81
ปีแล้ว กินข้าวกับปลาตัวเล็กเท่าหัวไม้ขีด...ยังยิ้มได้
 น้องสายลม (นามแฝง)
เล่าถึงเรื่องราวที่อยู่คู่กับชีวิตของชาวค่ายอาสาพัฒนาครั้งนี้
เป็นเรื่องราวของตาคำที่หลายๆคนได้ไปเยี่ยมบ้านของตาอายุ 81ปีมาแล้วว่า
การได้พบกับชาวบ้านที่ชื่อตาคำ
ยากจนและลำบากมาก ทั้งฐานะและร่างกาย...
แต่ตาคำยังสู้ชีวิตด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข... เราเองมีโอกาสในชีวิต
ไม่ควรท้อแท้ต่อชะตากรรม...
แต่ควรเอาตาคำเป็นแบบอย่างสู้ต่อไปด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข
ไม่ว่าปัญหาของเราจะหนักแค่ไหนก็คงไม่เท่าตาคำ... เป็นโรคไขข้อ
เจ็บปวดมากโดยเฉพาะเวลาเดิน ต้องหยุดเป็นระยะๆ อายุก็มากแล้ว
กินข้าวกับปลาตัวเล็กเท่าหัวไม้ขีดที่หาตามลำธาร... ไร้บุตรหลานดูแล...
ที่เราพูดถึงปลาตัวเล็กเท่าหัวไม้ขีดเพราะน้องนักศึกษาหลายคนไปช่วยตาคำจับปลาในลำธารอยู่นาน
ก็ได้ปลาตัวเล็กๆเท่าหัวไม้ขีดจริงๆ จนต้องถามตาคำว่า
ปลาตัวเล็กเท่านี้แล้วพอกินหรือตา ตาก็ยิ้มแล้วตอบว่า พอกินๆ...
ตาคำทนทุกข์ทรมานกว่าเราหลายร้อยเท่า
ทำให้เรามีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป
น้องพระจันทร์สีน้ำเงิน (นามปากกา)
แบ่งปันสิ่งที่ได้ค้นพบจากชีวิตตาคำเพิ่มเติมว่า
 ไปเยี่ยมตาคำที่บ้าน
เอาข้าวและอาหารไปให้ตา ได้เห็นถึงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของตา กับอาการเจ็บขา
ไม่สบายเพราะโรคไขข้อ... รู้สึกสงสารจับใจ สิ่งที่เกิดขึ้นในความคิด คือ
ตาทำไมยังอยู่ในบ้านกระท่อมเล็กๆอย่างนี้ได้... ในบ้านก็แทบจะไม่มีอะไรเลย
(กระท่อมของตาคำทำด้วยไม้ไผ่ ขนาดเล็กมาก พอสำหรับตาและยายนอนกับที่ตั้งเตาเท่านั้น
ไม้ไผ่ที่เป็นฝากระท่อมก็เป็นรู
มีเศษผ้ายัดไว้มากมายหลายจุดเพื่อกันฝนสาดเข้ากระท่อม ของในบ้านมีเพียงเสื่อหมอน
มุ้ง ผ้าห่ม 2 ผืน เตา หม้อเก่าๆ ก้นหม้อไหม้ดำ
จานชามช้อนถ้วยสำหรับสองตายายเท่านั้น : ผู้เขียน)
ตาคำลำบากทนทุกข์ทรมานกว่าเราหลายร้อยเท่า
ทำให้เกิดกำลังใจกับตัวเองที่จะสู้ต่อไป...
เห็นสภาพบ้านโทรมๆมุงจากแล้ว อดสงสารยายไม่ได้...
น้องอ้วนกลม (นามปากกา)
ได้ฟังเรื่องของตาทองแล้ว ก็เล่าเรื่องประทับใจที่มีต่อคุณยายคนหนึ่งให้ทุกคนฟังว่า
พบคุณยายอายุ 80ปี แล้วคุณยายก็เล่าให้ฟังว่าลูกก็ตาย
หลานก็ไปอยู่ที่อื่นหมด ยายต้องอยู่คนเดียว เหงามาก... เมื่อเราเข้าไปคุยกับยาย
เหมือนน้ำตายายจะไหล ยายคงคิดถึงลูกหลาน... เมื่อกลับมามองตัวเองแล้วว่า
แม้เราจะรวยหรือจน ก็ไม่ควรทิ้งพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย...
คุณยายคนนี้แก่แล้วก็ยังต่อสู้ชีวิต จนถึงทุกวันนี้... เห็นสภาพบ้านโทรมๆมุงจากแล้ว
อดสงสารยายไม่ได้... แล้วตอนนี้ตาคุณยายก็มองไม่ค่อยเห็นสักเท่าไร
บ้านคุณยายก็ไม่มีอะไรเลย... คุณยายยังหาน้ำมาให้เรากินอีก... ชีวิตคุณยาย
แก่ขนาดนี้ยังยิ้มได้... เรามีทุกอย่าง เราจะไปท้อใจกับชีวิตทำไม...
เราไปตามคนที่เราอยากให้เขารัก...
แต่ก็มีคนที่อยากให้เรารักเหมือนกัน..
น้องโลมา(นามปากกา) ได้ฟังแล้ว
ก็เปิดเผยการค้นพบของตนเองว่า
ชอบคนๆหนึ่งอยู่
พยายามเฝ้าตาม เฝ้าดูอยู่ห่างๆตลอด ในขณะที่เขาก็ไม่สนใจเรา
แถมดูเหมือนว่าจะไปตามคนอื่นอีกต่างหาก... เราก็ทุกข์ใจ... จนเมื่อมาที่นี่
เราได้เล่นกับเด็กคนหนึ่ง ซึ่งในเวลาต่อมา เด็กคนนี้ก็ตามติด มาเล่นด้วย...
ส่วนตัวไม่ค่อยชอบเด็ก จึงพยายามหนี...
 ...จนวันหนึ่ง
จับพลัดจับผลูได้นั่งคุยกับเด็กคนนี้ จึงได้รู้ว่า
น้องไม่ค่อยได้รับความอบอุ่นจากที่บ้าน เมื่อเราเล่นด้วยก็รู้สึกถูกใจ
จึงตามมาเล่น... เราก็สะท้อนใจว่า เออ! เราไปตามคนที่เราชอบ
อยากจะให้เขารักเรา... แต่ในขณะเดียวกัน
ก็มีคนที่ขาดที่อยากได้ความรักของเราเหมือนกัน...
เป็นเด็กตัวน้อยๆที่ยังหาหลักให้ตัวเองไม่ได้... ก็เลยทดแทนกัน... รักเขาแค่ไหน
ชอบเขาแค่ไหน ก็ให้เด็ก ให้ความรักกับเด็กแทนก็ได้เหมือนกัน
เราทำอะไรได้มากกว่า เรียน กิน
นอนเยอะมาก... รู้จักให้มากขึ้นและรู้จักรับน้อยลง...
น้องถุงนอน (นามปากกา)
สรุปสิ่งดีๆที่ตนเองประสบในค่ายนี้ รวมทั้งการมองย้อนมาที่ตนเองว่า
 แต่ก่อนเคยคิดแต่เรื่องเรียน
เอาตัวรอดเพียงอย่างเดียว...
มักคิดแต่เรื่องให้ตัวเองและคนใกล้ตัวได้รับสิ่งที่ดีๆ... จำกัดความคิดอยู่ในวงแคบ
แต่พอได้มาค่ายอาสาพัฒนาชนบทครั้งนี้... จากการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
กับชาวบ้านในหมู่บ้านห่างทางหลวง กับเพื่อนๆชาวค่ายทุกคน
จากเนื้อเพลงค่ายที่เราร้องร่วมกัน...
ทั้งหมดนี้ทำให้เราได้ย้อนมาดูตัวเองว่า...
เรามีความสำคัญมากแค่ไหน... เราทำอะไรได้มากกว่า เรียน กิน นอนเยอะมาก...
รู้จักให้มากขึ้นและรู้จักรับน้อยลง...
รู้สึกดีที่ได้ทำและให้กับคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่ต้องเสียเงินมากมายก็ทำได้
เช่น การให้ความรัก ความอบอุ่นกับใครสักคน คนๆนั้นอาจจะไม่รู้สึกหรือรับรู้อะไร...
แต่เมื่อเรานำเอาความรักความอบอุ่นมาให้กับเด็ก มันทำให้เรารู้ว่า
ความรักความอบอุ่นเหล่านั้นมันมีคุณค่า... มันรู้สึกและจับต้อง... สัมผัสได้
อะไรทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนไปราวกับว่าเป็นคนละคน
จริงๆแล้ววงสนทนาที่เปิดเผยความจริงที่ค้นพบ
การแบ่งปันเรื่องราวจากหัวใจแก่กันและกัน
รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงในจิตใจที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิตร่วมกับชาวบ้านในครั้งนี้
มีเรื่องราวอะไรอีกมากมายจนไม่สามารถจะถ่ายทอดได้หมดในที่นี้...
 แต่สิ่งที่เราประหลาดใจเป็นอย่างมากอยู่สิ่งหนึ่งก็คือ อะไรทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนไปราวกับว่า
เป็นคนละคนกัน... อะไรทำให้เรามีใจอ่อนโยนลง
มีความเห็นอกเห็นใจผู้คนที่เราพบ...
อะไรที่ทำให้เราต้องมองย้อนกลับมาที่ชีวิตของเรา... เราสัมผัสได้ว่า
มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างอยู่ภายในใจของเรา...
อะไรบางอย่างที่เปิดใจเราจากความคับแคบที่เคยมีมา...
ผมเชื่อว่า สิ่งสำคัญที่สุด
เป็นสิ่งที่เรา สังเกต ได้
เราสังเกตได้ว่า ในชีวิตของเราก็มีบางกรณีที่เราเป็น คนละคน
กับเวลาปรกติ เราดูเหมือนไม่มีการเห็นแก่ตัวเหลืออยู่ในใจ...
ใช่หรือไม่ที่ว่า
นี่คือการเคลื่อนไหวของจิตใจที่มาจากความงดงามภายใน... ชาวพุทธเรียกว่า
มาจากจิตที่มีภาวะของการเป็นพุทธะ (พุทธิภาวะ) ความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
หรือที่ชาวคริสต์เรียกว่ามาจากพระเจ้า ที่ทำให้เข้าถึงความรักต่อเพื่อนมนุษย์
ทั้งกับคนที่น่ารักและคนที่ไม่น่ารัก
ใช่แล้วละครับ ผมเชื่อว่า
สิ่งที่ทำให้เราค้นพบสิ่งดีที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นเกิดจากการร่วมชีวิตกับคนอื่น...
พลังของความงดงามภายในจิตใจของเราเดินทางมาพบกัน...
แล้วจิตใจของเราก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นคนละคนกับตัวเราคนเดิม...
เรากำลังเดินทางออกจากความคับแคบ และหัวใจของเราก็เปิดกว้างขึ้น...
จากการร่วมชีวิตกับผู้คนอื่น...
และเราค่อยๆกลายเป็นคนละคนกันกับเราคนเดิม...
|
เขียนโดย น้ำริน เมื่อ 2007-04-18 14:34:38 พี่นริศ เขียนและเรียบเรียงได้ สุดยอดมาก ๆ ค่ะ น้ำรินจะพยายามสร้างจิตที่เป็นพุทธะ ให้ได้หลังกลับจากค่ายและไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนนะคะ .... .....ช่างเป็นค่ายที่ดีอะไรอย่างนี้
| อยากไป อยากไป เขียนโดย น้องทราย เมื่อ 2007-04-18 17:07:05 การออกค่ายครั้งนี้ เชื่อว่าทุกคนทั้งชาวบ้านและทีมบ้านใส่ใจ คงได้รับกำไรชีวิตกันอย่างถ้วนหน้า บางครั้งความสุขก็ไม่ได้มาจากตัวเราเสมอไป แต่อาจมาจากรอยยิ้มของผู้รับที่ยิ้มหวาน...แสนชื่นใจ จริงไหมคะ | ขอบคุณสำหรับการแบ่งปัน เขียนโดย นัท nu_nut_ku_src เมื่อ 2007-04-20 13:34:05 ขอบคุณสำหรับเพื่อนๆทุกคนที่มาร่วมอยู่ในความทรงจำที่ดีนี้ที่บ
้านห่าง ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งไม่น่าเชื่อเลย การที่พวกเราชาวค่ายต่างก็อยู่กันคนละสถาบัน จากทั่วประเทศ แต่พวกเราก็สามารถมาสร้างสิ่งดีๆร่วมกันได้ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับโอกาสที่เราได้มาใช้ชีวิตร่วมกันในค่ายนี้ | คิดถึง เขียนโดย นางฟ้าประจำค่าย เมื่อ 2007-04-20 22:23:31 ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เจอกับประสบการณ์ที่หาที่ไ
หนไม่ได้และขอบคุณที่ได้มาเจอเพื่อนต่างสถาบันนางฟ้าประจำค่ายก
็ขอให้เพื่อนๆทุกคนเก็บประสบการณ์ไว้ให้ได้เยอะๆๆ | เขียนโดย สายลม เมื่อ 2007-04-21 10:08:10 จงเป็นน้ำพ่องแก้วต่อๆๆไป ยังมีสิ่งต่างๆๆอีกมากมายรอไห้เราเรียนรู้ สู้ๆๆทุกคน | อ่านแล้วคิดถึงค่ายอยากไปอีกครั้ง เขียนโดย ไม้ขีดไฟ เมื่อ 2007-04-23 10:37:35 คิดถึงทุกคนเลย ขอบคุณมากสำหรับประสบการณ์ในครั้งนี้ มัทรู้ว่าการที่เราจะเป็นคนที่ดีและเป็นคนที่ร่าเริงมันอาจจะทำ
ได้ยากบ้าง แต่ทุกความรู้สึกที่ทุกคนมอบให้มันมีค่ามากมายสำหรับการไปค่ายค
รั้งนี้ มันรู้สึกแย่น่ะเมื่อเราคิดถึงความไม่เอาไหนของเรา มันอาจจะมีความรู้สึกเจ็บปวดกับความทรงจำบางอย่าง แต่มันก็เป็นเพียงอดีตที่ผ่านพ้นไปก็แค่นั้น วันนี้เราทำให้ดีก็พอ กล่องของความทรงจำจะถูกเก็บไว้เป็นอย่างดี มันจะมีแต่ความทรงจำที่แสนดี สนุกและ มีทุกๆๆคนอยู่ในนั้นตลอดไป หวังว่าค่ายหน้าเราจะยังได้ไปน่ะ คิดถึงพี่นริศมากๆๆพี่ชายที่แสนดีของมัทและชาวค่าย ขอบคุณมากน่ะค่ะสำหรับกำลังใจที่พี่นริศมอบให้ จะพยายามอย่างเต็มความสามารถค่ะ สู้สู้ตายค่ะ | ความทรงจำที่ไม่มีวันจางหาย เขียนโดย Benz_Ku_kps เมื่อ 2007-05-03 12:32:36 ความทรงจำที่ดี มีค่าเกินกว่าจะซื้อหาด้วยเงินทอง ประสบการณ์ที่ได้รับจาก"ครู" ที่ให้มากกว่าความรู้แต่เป็นประสบการณ์ชีวิตที่พวกเราหาไม่ได้ใ
นห้องเรียน เป็นเหมือนแรงพลังให้กล้าที่จะทำบางสิ่งที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ใน
ปัจจุบัน ความทรงจำดีๆเหล่านี้จะไม่มีวันจางหายไป แต่ตรงกันข้ามจะอยู่ในใจเสมอไป และจะถ่ายทอดสู่ผู้อื่นด้วยครับ "ออกจากตนเองเพื่อผู้อื่น"..... | เขียนโดย ^AuRuMi^ เมื่อ 2007-05-10 17:47:31 เสียดายมากเลยค่ะที่ไม่ได้ไป ขอพ่อแล้วพ่อไม่ให้ไปอ่ะ ครั้งต่อไปต้องไปให้ได้แน่ ๆ
| ดีมากๆ เขียนโดย
เมื่อ 2007-05-11 22:49:41 ขอบคุณสำหรับความคิดและสิ่งดีๆที่แบ่งปันให้ ถ้าพระเจ้าทรงนำผมก็อยากจะไปร่วมค่ายด้วยครับ | เหงาและคิดถึงเพื่อนๆทุกคน เขียนโดย audet เมื่อ 2007-10-24 11:41:09 สวัสดีคะได้เห็นรูปแล้วรู้สึกอิจฉาเพื่อนๆที่ได้ไปค่ายจัง(อยาก
ไป)คงด้ายประสบการณ์หลายๆอย่างกลับมาแน่อูเสียเสียด้ายไม่ได้ไป
มากม๊าก คิดถึงเพื่อนๆจังอยากเจอจัง | ขอบคุณจากใจจริงๆ เขียนโดย นนท์คับ เมื่อ 2007-11-09 19:47:17 ผมเป็นคนบ้านห่างฯคนหนึ่ง รู้สึกภูมิใจมากๆ ที่มีนักศึกษาเข้ามาสัมผัสกับชีวิตที่บ้านห่าง เห็นภาพทุกคนที่ช่วยกัน ทำงานพัฒนาหมู่บ้านของผม รู้สึกดีใจมากๆ ผมขอขอบคุณ ทุกคน ที่ให้ความช่วยเหลือ ถ้ามีโอกาสผมก็อยากจะเข้าร่วมกิจกรรมของน้อง ๆ |
ขับเคลื่อนโดย อโกคอมเม้นท์ ๒.๐! |