
'แม่คนเดียวเลี้ยงลูกสิบคนได้ แต่ลูกสิบคนไม่สามารถเลี้ยงแม่เพียงคนเดียวได้' ...แต่เหตุการณ์ลูกหลานทิ้งบุพการีก็เกิดขึ้นบ่อยจนแทบเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย
'แม่คนเดียวเลี้ยงลูกสิบคนได้ แต่ลูกสิบคนไม่สามารถเลี้ยงแม่เพียงคนเดียวได้'
สำนวนสุภาษิตไทยๆ ที่ย้ำเตือนความกตัญญูมาเนิ่นนาน
แต่เหตุการณ์ลูกหลานทิ้งบุพการีก็เกิดขึ้นบ่อยจนแทบเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย
อย่างที่เกิดกับ นายชูชัย จันทร์ผาสุข อายุ 55 ปี คนกรุงเก่า ชาว
จ.พระนครศรีอยุธยา ที่แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ถูกลูกหลอกมาทิ้ง
หรือพลัดหลงมาอยู่ที่วัดคุณหญิงส้มจีน ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี
แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ชายที่ดูชรากว่าวัย
แถมยังป่วยเป็นอัมพฤกษ์กำลังถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างเดียวดาย
เหตุการณ์คนแก่ถูกทอดทิ้ง หรือคนแก่ที่ต้องออกมาเร่ร่อนตามท้องถนน
แม้จะถูกมองเป็นเรื่องไม่ปกติในสังคม แต่กลายเป็นเรื่องชาชินที่เจ้าหน้าที่
"ศูนย์ประชาบดี" กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)
ที่ต้องประสบพบเจออยู่เป็นประจำ
เจ้าหน้าที่ศูนย์ประชาบดีได้รับแจ้งข้อมูลผ่านสายด่วน 1300
ให้ไปช่วยเหลือคนแก่ที่ถูกทอดทิ้งไม่เว้นแต่ละวัน เพียงแต่ไม่เป็นข่าว ?!?
คนแก่ที่ได้รับการช่วยเหลือส่วนใหญ่มักช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เป็นอัมพฤกษ์
อัมพาต มีอาการหลงๆ ลืมๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง
ซึ่งมักถูกลูกหลานนำมาปล่อยทิ้งไว้ตามสะพานลอย ข้างถนน วัด และสถานที่สาธารณะอื่นๆ
แต่มีไม่น้อยที่หลงออกจากบ้านเอง
และก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่เพียงลำพังในที่พักพิง มีเพียงสุนัข
20-30 ตัวเป็นเสมือนลูกและเพื่อนที่แสนดี
แม้ว่าเพิ่งก่อตั้งศูนย์มาได้ปีกว่า
แต่จนถึงวันนี้ศูนย์ประชาบดียื่นมือเข้าช่วยคนแก่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพังทั้งใน
กทม.และปริมณฑลมาแล้วเกือบ 300 ราย
ศุภฤกษ์ พงษ์ภักดี ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
และผู้อำนวยการศูนย์ประชาบดี บอกว่า ตั้งแต่ตั้งศูนย์ประชาบดีเมื่อเดือนกรกฎาคม
2548 จนถึงปัจจุบัน ได้รับแจ้งผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง 277 ราย แบ่งเป็นชาย 107 ราย
หญิง 160 ราย เฉลี่ยเดือนละ 7 ราย เมื่อได้รับแจ้งก็จะส่งทีมเจ้าหน้าที่
นักสังคมสงเคราะห์ออกไปช่วยเหลือ ถ้าเกิดมีอาการเจ็บป่วยก็จะประสานกับโรงพยาบาล
หลังจากนั้นจะประสานญาติให้มารับตัวกลับ
บางรายญาติไม่ยอมรับก็จะจัดหาบ้านพักคนชราให้อยู่อาศัยตามความเหมาะสม
"นายชูชัย ซึ่งมีข่าวว่าลูกนำมาทิ้งวัดนั้น
อยู่ในความดูแลของสังคมสงเคราะห์จังหวัดปทุมธานี
ทราบว่ามีการพูดคุยกับนายชูชัยแล้วว่าถ้าครอบครัวยอมรับก็อยากกลับบ้าน
ถ้าไม่ยอมรับก็ยินดีอยู่สถานสงเคราะห์" ศุภฤกษ์ กล่าว
ทั้งนี้ แม้ว่าการทำงานของศูนย์จะเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกละเลย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
กำลังทำงานเชิงรุก ด้วยการส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงชุมชน ให้ความรู้กับผู้สูงอายุมากขึ้น
ก่อนที่ผู้สูงอายุเหล่านั้นจะหลุดเข้ามาในสถานสงเคราะห์
อุมาภรณ์ ผ่องจิตต์
หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ บอกว่า
บ้านบางแคมีภารกิจใหม่ที่นอกเหนือจากการสงเคราะห์ช่วยเหลือคนชราไร้ที่พึ่งแล้ว
ยังต้องทำงานด้านการส่งเสริมและสนับสนุนคนชรา ตามนโยบายของกรม
ซึ่งศูนย์สงเคราะห์คนชราทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ กำลังดำเนินการอยู่
เพื่อป้องกันไม่ให้คนชราหลุดออกจากสังคมมาสู่สถานสงเคราะห์ ยกเว้น
กรณีที่วิกฤติจริงๆ เท่านั้น
ส่วนการส่งเสริมสนับสนุนชุมชนและครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุไม่ให้เล็ดลอดมาเดินเร่ร่อนตามท้องถนน
หรือต้องมาตรอมใจอยู่ในสถานสงเคราะห์
ทางศูนย์จะเน้นเรื่องกิจกรรมนวัตกรรมที่เป็นโครงการเตรียมความพร้อมสำหรับคนชรา 6
โครงการ
แบ่งเป็นโครงการด้านสังคม 3 โครงการ คือ ให้ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ครอบครัวสัมพันธ์ และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุ
และโครงการด้านเศรษฐกิจอีก 3 โครงการ คือ
ส่งเสริมค่านิยมการใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการผู้สูงอายุในชุมชน
ส่งเสริมภูมิปัญญาผู้สูงอายุ และการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ
หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาการสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค บอกว่า
กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่ามีคุณค่าและศักดิ์ศรีช่วงวัยสุดท้ายของชีวิต
อย่าง กิจกรรมส่งเสริมภูมิปัญญาผู้สูงอายุ
จะคัดเลือกผู้สูงอายุที่มีภูมิปัญญาด้านต่างๆ มาลงทะเบียน
ก่อนแจกจ่ายรายชื่อไปตามโรงเรียนต่างๆ
ที่สนใจจะให้ผู้สูงอายุเหล่านี้ไปเป็นวิทยากรด้านต่างๆ ตามโรงเรียน
ซึ่งผู้สูงอายุที่มีภูมิปัญญานั้นมาจากชุมชนและบ้านบางแคเอง
"ภาพของเด็กๆ กับผู้ใหญ่ที่เป็นคุณยายคุนตามาสอนในเรื่องต่างๆ อย่าง
เอากระป๋องนมมาทำเป็นเครื่องดนตรี เด็กๆ เขาก็ชอบ
ผู้สูงอายุเขามีความสุขที่ได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาของตนเอง" อุมาภรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ กลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ
ศูนย์ก็จะมีทีมลงไปช่วยเหลือในชุมชน อย่าง เรื่องการทำห้องน้ำที่เป็นลักษณะชักโครก
มีราวเดินภายในบ้าน มีการทำพื้นที่ราบเรียบเพื่อให้เดินสะดวก เป็นต้น
ส่วนเรื่องสุขภาพจิตของผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ในชุมชนกับสถานสงเคราะห์นั้น
อุมาภรณ์ บอกว่า
ถ้าเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ในศูนย์หรือในชุมชนจะไม่ค่อยมีความแตกต่างกันเท่าใดนัก
เพราะจะใช้หลักการเดียวกันในการดูแลผู้สูงอายุ
ถ้าเป็นผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ก็จะมีพยาบาลคอยดูแล
แต่ถ้าเป็นชุมชนก็จะมีอาสาสมัครชุมชนเป็นคนช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกมั่นคงปลอดภัย
"ผู้สูงอายุในศูนย์กับในชุมชนจะไม่แตกต่างกันมาก
มันเป็นบั้นปลายชีวิตที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรีช่วงชีวิตสุดท้าย
ที่มีประโยชน์ต่อสังคม เพราะมีคนเห็นคุณค่า" เธอ สรุป
แม้ว่าภาครัฐจะเตรียมความพร้อมอย่างไร
เพื่อรองรับช่วยเหลือผู้สูงอายุที่กำลังจะเป็นปัญหาในอนาคตอันใกล้นี้
เพราะคนในวัยทำงานเริ่มลดกำลังลง และจะมีคนที่อยู่ในวัยพึ่งพึงมากขึ้น
แต่ถ้าครอบครัวและชุมชน ละเลยพวกเขา
คงต้องมีผู้สูงอายุอีกจำนวนไม่น้อยจำใจออกมาจากบ้านเพื่อแสวงหาคุณค่าของตนเองอีกครั้ง
และอาจถูกทอดทิ้งหรือผลักไสให้เผชิญโชคชะตาเพียงลำพังอย่างไม่ตั้งใจ ?!?
_______________________________
คมชัดลึก 11 กุมภาพันธ์ 2550 |