carefor_banner043.jpg
อัปเดทล่าสุด : เสาร์ 22 พฤศจิกายน 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก arrow กำลังใจ arrow อารมณ์ขัน...เสน่ห์ในตัวคุณ
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 281 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

อารมณ์ขัน...เสน่ห์ในตัวคุณ พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
มองความทุกข์ในแง่มุมขบขัน อย่างหญิงคนหนึ่งเธอนอนไม่หลับเป็นประจำ ไปหาหมอ พอหมอเข้าไปถามว่า นอนดีไหม...


มีอารมณ์ขัน ยิ้มแย้มและหัวเราะอยู่บ่อยๆ ช่วยให้สุขภาพกายใจของตนเอง และคนรอบข้างต้องดีขึ้น ที่สำคัญจะช่วยให้เราสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้เป็นอย่างดี
 
เมื่อเราหัวเราะให้กับตัวเองได้ละก็ เราก็จะลดความทุกข์ใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆที่มารบกวนใจ และอาจช่วยให้ความทุกข์ใหญ่ๆกลายเป็นความทุกข์ที่เล็กลงไปได้ด้วย... และเราก็จะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีความสุข

หลักข้อแรก คือการไม่เป็นผู้วิจารณ์โดยพร่ำเพรื่อ (เพราะมันจะไม่ขัน) อย่างจะไปเที่ยวกับคนรู้ใจก็บ่นว่าไม่ประหยัด ทั้งที่พอมีเงินไปได้โดยไม่เดือดร้อนไปได้โดยไม่เดือดร้อน แบบนี้เป็นการวิจารณ์ที่ทำให้เครียด แต่ถ้าคนรู้ใจจะไปออสเตรเลีย แต่ท่านบอกว่าน่าจะไปเชียงใหม่ อย่างนี้พอจะสร้างสรรค์ครับ

ข้อสอง อย่าถือโทษใครง่ายๆ เช่นถ้าเดินไม่ดูข้าวของที่วางอยู่แล้วสะดุด ก็อย่าเพิ่งเอะอะโวยวายว่าใครมาวางไว้ รอให้บอกเมื่ออารมณ์ดีขึ้นบ้าง จะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน อีกอย่างอาจมองในแง่ "นึกขันตัวเอง" ก็ได้เช่นกัน

ข้อสาม มองเรื่องต่างๆ ในแง่มุมที่ขบขันบ้าง เรื่องนี้ฟังดูง่ายแต่ต้องฝึกกันพอสมควร เริ่มจากการมองในแง่บวกก่อน เช่นชายคนหนึ่งยังไม่ได้รับการเสิร์ฟข้าวเพราะเจ้าหน้าที่ลืม ก็มองในแง่บวกว่าคนมันมากก็เลยลืมไปบ้าง แต่ก็ไม่ลืมเอ่ยปากทวงหา "ของฉันล่ะ" พร้อมทั้งบ่นแบบขำๆ ว่า "เกือบไม่ได้กินแล้ว"

ข้อสี่ การมองความทุกข์ในแง่มุมขบขัน อย่างหญิงคนหนึ่งเธอนอนไม่หลับเป็นประจำ ไปหาหมอ พอหมอเข้าไปถามว่า นอนดีไหม เพราะเพิ่งสั่งกินยาให้รับประทานได้ไม่กี่วัน หญิงคนนี้บอกว่า "นอนได้หลายตื่น" แต่พอหมอหลงดีใจ เธอก็เลยเฉลยว่า นอนหลายตื่นคือหลับๆ ตื่นๆ นะ ไม่ใช่นอนดีหรอก

ผู้ป่วยมะเร็งหนึ่ง เจอหมอทีไรก็บอกว่า แกยังไม่ตาย แม้ว่าหมอผู้รักษามะเร็งจะทำนายว่า แกควรตายตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วก็ตาม ขณะที่อีกรายหนึ่งปวดตามร่างกายไปหาหมอแล้วบอกว่า เป็นโรคข้อเสื่อมกลับมาบ้านเลยป่วยมากกว่าเดิม ก่อนไปหาหมอเสียอีก เพราะเข้าใจว่ารักษาไม่หาย จะค่อยๆ เป็นมากขึ้นซึ่งน่าจะถามให้ดีก่อน จะได้ไม่ต้องเก็บมากังวล

ข้อห้า ขบขันในข้อผิดพลาดของตนเองเสียบ้าง อย่างการลืมว่า จะซื้อของขวัญวันเกิดให้หวานใจ ก็อาจหัวเราะแล้วบอกว่าดีแล้วที่เตือน จะได้ซื้อให้เสียที

ข้อหก การหาแบบอย่างของการรู้สึกขบขัน อย่างการอ่านเรื่องตลกๆ ประเทืองปัญญา การดูภาพยนต์ตลกอันเป็นการสร้างอารมณ์สบายใจขึ้นมาซึ่งจะเป็นพื้นฐานของอารมณ์ดี รู้จักขบขันกับเหตุการณ์ต่างๆ

ข้อสุดท้าย คือการฝึกรอยยิ้ม และการหัวเราะ ถ้าใครไม่เคยหัวเราะเลย ทำหน้าบึ้งตึงตลอดอาจต้องฝึกยิ้มสวยๆ กับกระจกก่อนเป็นบทเรียนขั้นต้นๆ

*** มีข้อห้ามอยู่บ้างสำหรับอารมณ์ขัน ก็คืออย่าไปทำให้ใครเดือดร้อนหรืออับอาย คือ ถ้าจะอารมณ์ดีขบขันอย่างสร้างสรรค์ละก็ อย่าเอาอย่างตลกคาเฟ่ ที่ล้อเลียนมด้อยของผู้อื่น หรืออย่างเอาเรื่องสัปดนมาพูดเต็มไปหมด

_____________________________
ปรับปรุงจากบทความของ นพ.เทอดศักดิ์ เดชคง. นิตยสาร fitness ปีที่ 11 ฉบับที่ 108

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License