|
2 เดือน กับชีวิตในน้ำ "คนชานเมืองกรุง" |
|
|

"อยากจะวอนขอเมตตาจิตผู้มีจิตศรัทธา หากจะบริจาคช่วยเหลือผู้เดือดร้อน มีทุกข์หนักโปรดคิดถึงที่นี่ด้วยเถอะค่ะ... ขอให้ช่วยระบายน้ำออกไปให้พวกเราได้ลืมตาอ้าปาก ได้นอนหลับสบาย ได้อยู่บ้านของตัวเองได้อีกสักครั้งเถอะค่ะ"
โดย สุชาฎา ประพันธ์วงศ์ - เรื่อง พัทรยุทธ ฟักผล - ภาพ
หลังจากที่หลายจังหวัดในลุ่มแม่น้ำเจ้า พระยาต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมหนัก
จากน้ำเหนือไหลบ่าปะทะเข้ากับน้ำทะเลหนุน
ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำหลายสายล้นทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตร
ไม่เฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเท่านั้น
แต่ในพื้นที่ลุ่มหลายแห่งแถบภาคกลางเลยไปถึงนครปฐม เพชรบุรี
นับว่าเป็นวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่อีกครั้งในรอบเกือบ 10 ปี
ถึงแม้กรุงเทพมหานครจะผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วม จากการสร้างปราการป้องกัน
แต่ในหลายจังหวัดที่อยู่เหนือกรุงเทพฯขึ้นไป และใต้กรุงเทพฯลงมา
ต่างประสบกับปัญหาน้ำท่วมอย่างหนัก โดยเฉพาะน้ำท่วมขังในระดับสูงนานนับเดือน
ล่าสุด อำเภอบางเลน จ.นครปฐม ที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพฯ
ก็ประสบปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกัน และท่วมมานานถึง 2 เดือนแล้ว
สองฝั่งถนนสายที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่เขตอำเภอบางเลน จ.นครปฐม
จากเดิมเคยเป็นท้องทุ่งที่เต็มไปด้วยต้นข้าวและพืชสวนที่กำลังรอการเก็บเกี่ยวในอีกไม่ช้า
กลายเป็นทะเลสาบ สายน้ำไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่การเกษตรใน 3 ตำบล
ซึ่งได้แก่ ตำบลบางภาษี ตำบลคลองนกกระทุง และตำบลนราภิรมย์ ซึ่งชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมมากว่า 2 เดือนแล้ว
ชาวบ้านบางคนต้องอพยพไปอาศัยอยู่บนถนน เพราะบ้านถูกน้ำท่วมจนมิดหลังคา
และเจ้าตัวเองไม่อยากอพยพไปไกลจากบ้าน เพราะไม่อยากทิ้งบ้านไปไหน
บางคนยกพื้นกระดานบ้านให้สูงขึ้น เพื่อใช้อาศัยชั่วคราว รอน้ำลด
จากการสอบถามชาวบ้าน แม้ว่าแต่ละคนจะเตรียมรับมือกับน้ำท่วมไว้ล่วงหน้าแล้ว
แต่ก็ไม่มีใครคาดคิดว่าปริมาณน้ำจะมากขนาดนี้
ชาวบ้านพยายามสร้างคันดินป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้าท่วมบ้าน แต่ป้องกันไว้ได้ไม่นาน
คันดินก็ทลายลง เพราะระดับน้ำไต่ระดับความสูงขึ้นเรื่อยๆ ข้าวของเครื่องใช้
โดยเฉพาะเครื่องมือการเกษตร เครื่องจักรกล ชาวบ้านก็ต้องปล่อยให้จมน้ำอยู่อย่างนั้น
เพราะไม่รู้จะขนไปเก็บไว้ที่ไหน
ชีวิต 2 เดือนที่ต้องอยู่ในบ้านที่รายล้อมไปด้วยน้ำ
ซึ่งน้ำที่ขังมานานเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขุ่น ส่งกลิ่นเหม็น ทำให้ชาวบ้านมีอาการเครียด
วิตกกังวล เพราะไหนจะต้องคอยเฝ้าระวังข้าวของไม่ให้น้ำทำลายเสียหายแล้ว
สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ก็เป็นทุกข์ เพราะไม่สะดวกสบาย

สมนึกกับลูกชายที่พิการ (ภาพบน)
พายเรือส่งลูกหลานไปเรียน(ภาพกลาง)
ชาวบ้านใช้เรือในการสัญจร(ภาพล่าง)
จำลอง ศรีคงคช ชายวัย 57 อยู่บ้านเลขที่ 60 หมู่ 8 หมู่บ้านคลองพระมอ ต.นราภิรมย์
อ.บางเลน จ.นครปฐม
กำลังขนกระสอบทรายมาล้อมบ้านไว้ทั้งที่น้ำก็ทะลักเข้าท่วมบ้านหายไปแล้วเกือบครึ่งหลัง
พูดในขณะที่ตัวยังแช่อยู่ในน้ำ ว่า
อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดเพิ่งจะเห็นครั้งนี้ที่น้ำท่วมหนักมากขนาดนี้
ต้องขนย้ายข้าวของกันถึง 3 รอบแล้ว น้ำท่วมมาเดือนกว่าๆ แล้ว
"ตอนนี้ความช่วยเหลือดูจะห่างหายไปแล้ว ชาวบ้านต้องช่วยกันเอง
สร้างคันดินกั้นน้ำไว้ไม่ให้ท่วมถนนบางส่วน เพราะยังต้องอาศัยถนนในการเดินทาง
และบางส่วนก็ให้คนไปอยู่บนถนน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้านได้นานแค่ไหน
ตอนนี้พวกเราลำบากมาก อาหารการกินก็เก็บผักบุ้งที่ลอยพ้นน้ำขึ้นมากินไปก่อน
และใช้ตาข่ายดักปลามากินประทังชีวิต รายได้ตอนนี้ก็ไม่มี
เพราะผักบุ้งที่ปลูกไว้ขายจมน้ำไปหมดแล้ว น้ำอาบ น้ำกินก็เป็นปัญหา
เนื่องจากน้ำประปาใช้ไม่ได้"
สิ่งที่จำลองอยากได้ตอนนี้ คือความช่วยเหลือจากทางราชการ
เพราะกำลังขาดแคลนอาหารมาก ไม่มีอะไรกิน
ข้าวของที่องค์กรสาธารณกุศลและทางหน่วยงานรัฐนำมาแจกจ่ายนั้น ไม่พอแจก
และกว่าจะเดินทางไปรับของได้ก็ลำบากมาก

เอกชนช่วยกันเสริมคันดินไม่ให้น้ำท่วมถนน (ภาพบน)
แม่สุนัขหนีน้ำไปออกลูกเชิงสะพาน (ภาพกลาง)
ลุงเจียนกับสุนัขตัวโปรด (ภาพล่าง)
อีกคน เจียน นราดิษฐ์ ชีวิตที่ผ่านร้อนผ่าน หนาวมาจนถึง 88 รอบปี
นั่งทอดอาลัยอยู่บนพื้นกระดานไม้ที่ยกสูงขึ้นมาให้พ้นน้ำที่ท่วมบ้าน
ครั้งแรกที่เจอ ทีมข่าวมติชน
ก็ดีอกดีใจนึกว่ามาจากหน่วยงานราชการที่ไปให้ความช่วยเหลือ
แต่เมื่อทราบเรื่องราวก็ผิดหวัง
แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีรอยยิ้มเพราะอย่างน้อยเจียนบอกว่าก็ยังมีคนมาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน
รอบๆ บ้านเจียน พื้นที่กลายเป็นทะเลสาบขาวโพลนระยิบระยับ เพราะประกายน้ำต้องแสงแดด
ชายชรา เล่าว่า ผ่านวิกฤตน้ำท่วมมาแล้วถึง 3 ครั้ง
เคยเจอหนักที่สุดจนต้องย้ายขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้าน แต่คราวนี้ยังน้อยกว่าครั้งโน้น
แต่ก็ลำบากอยู่ไม่น้อย เพราะน้ำดื่มน้ำใช้ไม่มีเลย ตุ่มเก็บน้ำดื่มจมน้ำไป
แล้วและที่เหลืออยู่ก็ไม่รู้ว่าจะพอใช้ไปได้อีกกี่วัน
"เด็กๆ ก็ต้องพายเรือไปโรงเรียน และต้องระวังกันอย่างมากกับโรคที่มากับน้ำ
ผู้ใหญ่ก็เครียดกลัวว่าเด็กจะตกน้ำตกท่า เพราะพื้นกระดานที่เรายกขึ้นมา ให้พ้นน้ำ
มีไว้สำหรับนอนและเก็บข้าวของบางส่วนเท่านั้น"
เรื่องอาหารการกิน ลุงเจียนบอกว่ายังพอมี เพราะใช้ตาข่ายดักปลานำมาทำเป็นอาหาร
การขับถ่ายต้องพายเรือออกไปขับถ่ายให้ไกลบ้าน ด้วยการถ่ายลงน้ำนั่นแหละ
เพราะไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน เพราะมีแต่น้ำเต็มไปหมด ไม่เหมือนที่อื่นๆ
ที่เขามีบริการเรือสุขา แต่พื้นที่ย่านนี้ไร้คนเหลียวแล
"ถึงน้ำจะท่วมบ้านทำให้เราต้องลำบากเดือดร้อน
แต่ก็ยังเดือดร้อนไม่เท่ากับที่น้ำทะลักเข้าท่วมไร่นาเสียหายหนัก
นาบางแปลงกำลังจะเก็บเกี่ยวก็ถูกน้ำท่วมจนมิด
ก่อนหน้านี้บางคนต้องเร่งเก็บเกี่ยวก่อนที่น้ำจะมาทำให้ผลิตที่ได้ไม่ดีพอ"
"อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาดูแลชาวบ้านบ้าง ตอนนี้นาน 2 เดือนแล้ว
น้ำยังไม่ลดลงเลย ยิ่งนานยิ่งจะบ้า เพราะไม่รู้จะอยู่อย่างไร"
ลุงเจียนบอกเสียงท้อแท้
ด้านหญิงสาวกับลูกชายที่พิการ ซึ่งบ้านถูกน้ำท่วมมานานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
เธอชื่อ สมนึก แก่นจันทร์ อายุ 49 ปี นอกจากชีวิตที่ลำบากเพราะ มีลูกพิการแล้ว
ยังมาเจอชะตากรรมน้ำท่วมบ้านและชีวิตที่ต้องต่อสู้เพื่อหาเงินมาใช้จ่ายอย่างยากลำบาก
เพราะขายก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ เนื่องจากน้ำท่วม
สมนึกเล่าว่า นอกจากไม่มีรายได้แล้ว เรือก็ไม่มีใช้ จะไปไหนมาไหนลำบาก
แล้วยังต้องคอยระวังระดับน้ำ ถ้าน้ำขึ้นสูงต้องขยับลูกชายให้พ้นจากน้ำ
เพราะลูกไปไหนก็ไม่ได้ ตอนนี้ได้แต่รอว่าจะมีใครมาช่วยเหลือบ้าง
ถนนตอนนี้ก็กลายเป็นคลองไปแล้ว
"ตอนนี้มาขายลูกชิ้นปิ้งแทนพอประทังไปได้ เอาไปวางขายที่สะพาน
อยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วยังไม่เคยเจอหนักขนาดนี้ สงสารก็แต่ลูก
เพราะก่อนหน้านี้ครอบครัวเราลำบากมากอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งลำบากมากกว่าเดิมหลายเท่า"
สมนึกยังบอกด้วยว่า ข้าวของที่ทาง อบต.นำมาแจกจ่ายไม่เพียงพอ เพราะคนที่ลำบากมีมาก
และกว่าจะเดินทางไปรับได้ พอไปถึงของแจกก็หมดแล้ว
"อยากจะวอนขอเมตตาจิตผู้มีจิตศรัทธา หากจะบริจาคช่วยเหลือผู้เดือดร้อน
มีทุกข์หนักโปรดคิดถึงที่นี่ด้วยเถอะค่ะ
และหน่วยงานที่รับผิดชอบขอให้ช่วยระบายน้ำออกไปให้พวกเราได้ลืมตาอ้าปาก
ได้นอนหลับสบาย ได้อยู่บ้านของตัวเองได้อีกสักครั้งเถอะค่ะ"
ความทุกข์ของชาวบ้านชานเมืองกรุง
อาจเป็นผลพวงที่เกิดจากการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพฯชั้นใน
เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องเดือดร้อน
ในขณะที่อีกฝ่ายอยู่ในลักษณะตรงกันข้าม
สิ่งที่จะเชื่อมโยงประสานให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันได้ในลักษณะที่แตกต่าง
คือ "มิตรจิตมิตรใจ" ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
______________________________
มติชน วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10488 |