
แปรเปลี่ยนพลังแห่งความทุกข์
ให้เป็นชีวิตที่เบิกบานและงดงาม
โดย ปรีดา เรืองวิชาธร เครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย(คพส.)
http://budnet.info
หลายต่อหลายขณะ เรารู้สึกรังเกียจอารมณ์ความรู้สึกด้านร้ายของเรา
หลายครั้งเราได้แต่นั่งสำนึกเสียใจในการกระทำของเรา แต่ผ่านไปสักช่วงหนึ่ง
เราก็แสดงอย่างนั้นอีก เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และดูเหมือนว่ามันจะมีพลังเข้มข้นและเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
เราจะผลักไสอารมณ์ด้านร้ายของเราออกไป ทำดังกลับว่ามันเป็นศัตรูตัวฉกาจ จริงๆ
แล้วเราจะสามารถผลักไสอารมณ์ด้านร้ายดังที่ว่ามาได้จริงหรือ
กระทำเยี่ยงนี้แล้วมันจะให้ผลดีขึ้นจริงหรือ
ในเมื่ออารมณ์ความรู้สึกเกลียดชังมันเป็นส่วนหนึ่งของเรา
เป็นส่วนหนึ่งเช่นเดียวกับความเมตตากรุณา และความเบิกบานอันเป็นด้านดีของจิตใจเรา
ในทางพุทธศาสนานั้นอธิบายว่า
ความทุกข์ทางจิตใจของมนุษย์เกิดจากรากเหง้าแห่งความไม่รู้จริงในสัจภาวะของสรรพสิ่งทั้งปวง
ว่ามันไม่ได้ดำรงตนอยู่อย่างโดดๆ
หากแต่ประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งนี้ตามเหตุปัจจัย
เป็นไปตามความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เป็นอยู่ในสภาพที่ไม่มีตัวตนแท้ถาวร
แต่เพราะเรารับรู้อย่างผิดพลาดอยู่เกือบตลอดเวลา
จนทำให้ยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีตัวตนแท้ดำรงอยู่อย่างอิสระ
มองว่าตัวเราเองเป็นอิสระเอกเทศจากสิ่งอื่นคนอื่น
แยกตัวเราออกจากสิ่งอื่นรอบตัวอย่างเด็ดขาด
มองไม่เห็นว่าตัวเรานั้นสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างไรกับสิ่งอื่นคนอื่น
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราหลงยึดว่ามีตัวเราและของเรา
อันเป็นความเห็นความรู้สึกที่นำไปสู่จิตใจที่ทุกข์ทน
ท่านติช นัท ฮันห์ พระเซนชาวเวียดนามได้อธิบาย "กระบวนการเกิดทุกข์
และการแปรเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นชีวิตที่เบิกบานและงดงาม"
ไว้ในหนังสือวิญญาณวาทของท่าน (เป็นหนังสือที่ให้อรรถาธิบายคำสอนของนิกายวิญญาณวาท
ซึ่งเป็นนิกายที่สำคัญของพุทธศาสนามหายาน) ดังนี้
จิตใจของเรานี้เปรียบไปก็คล้ายกับผืนนาอันกว้างใหญ่ไพศาล
ที่พร้อมจะรองรับเมล็ดพันธ์ทุกชนิด
ดังนั้นแต่ละขณะของชีวิตจิตใจของเราจะทำหน้าที่รับรู้และเก็บเอาทุกสิ่งทั้งดีร้าย
และไม่ดีไม่ร้ายไว้
และหากเราหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ชนิดใดไว้
เมล็ดพันธุ์นั้นก็จะเติบโตงอกงามขึ้นมามีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา
ด้วยเหตุนี้จิตใจที่ถูกกระทำให้เกิดความทุกข์ความเจ็บปวดดังกล่าวในข้างต้นแล้วนั้น
จิตใจของเราก็จะรับรู้และเก็บเอาเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้นไว้
และหากเราไม่มีสติรู้เท่าทันสรรพสิ่งตามที่เป็นจริง
ปล่อยให้เกิดการรับรู้อย่างผิดพลาดเสมอๆ
ก็เท่ากับเราได้รดน้ำพรวนดินหล่อเลี้ยงให้เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้นเติบโต
ซึ่งมันจะออกโรงปรากฏให้เราเห็นดังที่กล่าวมา
ไม่เฉพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ ความเจ็บปวด หรือความเคียดแค้นชิงชังเท่านั้น
เมล็ดพันธุ์แห่งความละโมบ ความทะยานอยากทั้งหลาย
เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้สึกเปรียบเทียบแล้วถือตนว่าเหนือหรือต่ำกว่าคนอื่น ฯลฯ
ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน
การพลิกเปลี่ยนจากพลังด้านร้ายของชีวิตให้เป็นพลังด้านดีนั้น
กุญแจสำคัญอยู่ที่การหมั่นฝึกฝนสติให้แหลมคมมีพลังเพียงพอที่จะให้รู้เท่าทันจิตใจ
ทำให้เกิดการรับรู้อย่างตรงไปตรงมา
ไม่รับรู้อย่างผิดพลาดหรือหลงติดในภาพสัญลักษณ์ที่เราสมมุติกันขึ้น
หลงเข้าใจว่าสรรพสิ่งเป็นอิสระ ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง
ตัวเราเป็นอิสระดำรงอยู่อย่างไม่สัมพันธ์กับสิ่งอื่นคนอื่น
สติที่ถูกฝึกมาดีแล้วย่อมเป็นเสมือนอุปกรณ์สำคัญสำหรับการแปรเปลี่ยนรากเหง้าแห่งอกุศลให้เป็น
กุศล ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้ชีวิตเกิดความเบิกบานและงดงาม
แม้อุปนิสัยใจคอด้านร้ายของเราจะเป็นความเคยชินที่สั่งสมติดย้อมใจมานานแสนนานเพียงใดก็ตาม
สติที่ได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอก็จะมีพลังเติบกล้าเข้มแข็งจนสามารถแปรเปลี่ยนห้วงอารมณ์แห่งความทุกข์ไปสู่ห้วงอารมณ์แห่งความเบิกบานได้อย่างน่าอัศจรรย์
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเราได้ริเริ่มฝึกฝนสติและให้เวลาเพื่อพากเพียรกระทำอย่างต่อเนื่องหรือยัง
.....................................................
ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวว่า มีอยู่ 3 ทาง
ที่เราจะแปรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ให้ชีวิตพบกับความเบิกบานและงดงาม
ดังนี้
1.พยายามใช้พลังแห่งสติสาดแสงเข้าไปในจิตใจ
เพื่อหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความเบิกบานและงดงามที่มีอยู่ในตัวเราให้เติบโตงอกงามอยู่เสมอ
ปล่อยให้เมล็ดพันธุ์ที่ว่านี้ได้แปรสภาพเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์โดยทางอ้อม
นับเป็นการแปรสภาพความทุกข์ให้อ่อนพลังลงเรื่อยๆ
โดยเราไม่จำต้องจัดการโดยตรงกับเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์
วิธีการนี้เหมาะควรกับบางคนที่มีปมแห่งความทุกข์ความเจ็บปวดลึกซึ้ง
และทนได้ยากที่จะเผชิญหน้าตรงๆ กับความทุกข์
การใช้สติหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความเบิกบานและงดงาม
จึงเป็นวิธีการทางอ้อมที่จะลดความเข้มข้นของเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ให้เจือจางบรรเทาลงได้บ้าง
จากนั้นจึงขยับไปใช้วิธีการในข้อต่อไป
2.วันคืนแห่งการเจริญสติปัฏฐานหากช่วงใดขณะใดที่เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ปรากฏตัวขึ้นมา
ให้เราใช้พลังแห่งสติลูบไล้สัมผัสกับเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้น
เมื่อถูกสัมผัสด้วยพลังแห่งสติแล้ว
เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้นย่อมอ่อนกำลังความเข้มข้นลง
เพียงเราใช้สติเพื่อรู้เท่าทันเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์อย่างกล้าหาญเท่านั้น
ความทุกข์ที่มีอำนาจเหนือจิตใจเรามาโดยตลอดก็ย่อมอ่อนกำลังแปรเปลี่ยนสภาพไปในที่สุด
3.เชื้อเชิญเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้นให้ปรากฏอยู่ในการรับรู้ของจิตใจเราไปเลย
วิธีการนี้เหมาะกับบางคนที่มีสติเข้มแข็งระดับหนึ่งแล้ว
จึงไม่จำเป็นต้องรอให้เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์มาปรากฏตัวอย่างมิได้คาดฝัน
แต่เรากลับเชื้อเชิญมันมาสู่การรับรู้ของเรา
ทำดังกลับว่าเราพบกับเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานานแล้วเชื้อเชิญเขามาสู่การพูดคุยกันอย่างลึกซึ้ง
สติที่ถูกฝึกมาดีระดับหนึ่งแล้วย่อมทำให้เราสามารถเผชิญหน้ากับความทุกข์ได้อย่างกล้าหาญ
ซึ่งจะนำไปสู่การประจักษ์แจ้งถึงสัจภาวะหรือความจริงสูงสุดของสรรพสิ่ง
อันจะเป็นการบั่นทอนห่วงโซ่แห่งความยึดมั่นถือมั่นให้ขาดลง
แล้วเข้าถึงสภาวะแห่งความเบิกบานและงดงามในที่สุด
เป็นการประจักษ์แจ้งในขณะที่เรายังเวียนว่ายในสังสาระนี้แล
.................................................
วิธีการทั้ง 3 ที่กล่าวมานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับตัวเรา
หากเราริเริ่มใส่ใจฝึกฝนนับแต่บัดนี้
ความเบิกบานและงดงามแห่งชีวิตก็พลันจะปรากฏขึ้นในทุกขณะแห่งชีวิต
ยิ่งอำนาจแห่งสติครอบครองจิตใจได้นานและบ่อยครั้งเพียงใด
ความเบิกบานและงดงามในชีวิตยิ่งจะมั่นคงยั่งยืนมากขึ้นเท่านั้น
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แม้จะให้ความสำคัญกับการแปรเปลี่ยนด้านในของชีวิตเป็นเรื่องหลัก
เพราะเราสามารถทำได้เลย
แต่ก็มิได้ละเลยหรือปฏิเสธการแปรเปลี่ยนปรับปรุงโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมทุกระดับ
ที่เป็นปัจจัยภายนอก อันเป็นเหตุก่อให้เกิดความทุกข์ความเจ็บปวดกับคนในสังคม
โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีนั้นย่อมเกื้อกูลให้การแปรเปลี่ยนด้านในของปัจเจกบุคคลเป็นไปอย่างได้ผล
ในทางกลับกันหากปัจเจกบุคคลหลายๆ
คนต่างพยายามแปรเปลี่ยนจิตใจไปในทางเบิกบานและงดงาม
โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมโดยรวมก็ย่อมมีความสงบร่มเย็นเช่นเดียวกัน
-------------------------------------
มติชน ประจำวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2545 |