carefor_banner046.jpg
อัปเดทล่าสุด : เสาร์ 22 พฤศจิกายน 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก arrow ตั้งสติ arrow เปลี่ยนพลังทุกข์เป็นชีวิตที่เบิกบาน-งดงาม
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 324 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

เปลี่ยนพลังทุกข์เป็นชีวิตที่เบิกบาน-งดงาม พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
แปรเปลี่ยนพลังแห่งความทุกข์
ให้เป็นชีวิตที่เบิกบานและงดงาม



โดย ปรีดา เรืองวิชาธร เครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย(คพส.) http://budnet.info

หลายต่อหลายขณะ เรารู้สึกรังเกียจอารมณ์ความรู้สึกด้านร้ายของเรา หลายครั้งเราได้แต่นั่งสำนึกเสียใจในการกระทำของเรา แต่ผ่านไปสักช่วงหนึ่ง เราก็แสดงอย่างนั้นอีก เป็นอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และดูเหมือนว่ามันจะมีพลังเข้มข้นและเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เราจะผลักไสอารมณ์ด้านร้ายของเราออกไป ทำดังกลับว่ามันเป็นศัตรูตัวฉกาจ จริงๆ แล้วเราจะสามารถผลักไสอารมณ์ด้านร้ายดังที่ว่ามาได้จริงหรือ

กระทำเยี่ยงนี้แล้วมันจะให้ผลดีขึ้นจริงหรือ ในเมื่ออารมณ์ความรู้สึกเกลียดชังมันเป็นส่วนหนึ่งของเรา เป็นส่วนหนึ่งเช่นเดียวกับความเมตตากรุณา และความเบิกบานอันเป็นด้านดีของจิตใจเรา

ในทางพุทธศาสนานั้นอธิบายว่า ความทุกข์ทางจิตใจของมนุษย์เกิดจากรากเหง้าแห่งความไม่รู้จริงในสัจภาวะของสรรพสิ่งทั้งปวง

ว่ามันไม่ได้ดำรงตนอยู่อย่างโดดๆ หากแต่ประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งนั้นเป็นสิ่งนี้ตามเหตุปัจจัย เป็นไปตามความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เป็นอยู่ในสภาพที่ไม่มีตัวตนแท้ถาวร แต่เพราะเรารับรู้อย่างผิดพลาดอยู่เกือบตลอดเวลา จนทำให้ยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีตัวตนแท้ดำรงอยู่อย่างอิสระ

มองว่าตัวเราเองเป็นอิสระเอกเทศจากสิ่งอื่นคนอื่น แยกตัวเราออกจากสิ่งอื่นรอบตัวอย่างเด็ดขาด มองไม่เห็นว่าตัวเรานั้นสัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างไรกับสิ่งอื่นคนอื่น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราหลงยึดว่ามีตัวเราและของเรา อันเป็นความเห็นความรู้สึกที่นำไปสู่จิตใจที่ทุกข์ทน

ท่านติช นัท ฮันห์ พระเซนชาวเวียดนามได้อธิบาย "กระบวนการเกิดทุกข์ และการแปรเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นชีวิตที่เบิกบานและงดงาม" ไว้ในหนังสือวิญญาณวาทของท่าน (เป็นหนังสือที่ให้อรรถาธิบายคำสอนของนิกายวิญญาณวาท ซึ่งเป็นนิกายที่สำคัญของพุทธศาสนามหายาน) ดังนี้

จิตใจของเรานี้เปรียบไปก็คล้ายกับผืนนาอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่พร้อมจะรองรับเมล็ดพันธ์ทุกชนิด ดังนั้นแต่ละขณะของชีวิตจิตใจของเราจะทำหน้าที่รับรู้และเก็บเอาทุกสิ่งทั้งดีร้าย และไม่ดีไม่ร้ายไว้

และหากเราหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ชนิดใดไว้ เมล็ดพันธุ์นั้นก็จะเติบโตงอกงามขึ้นมามีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา ด้วยเหตุนี้จิตใจที่ถูกกระทำให้เกิดความทุกข์ความเจ็บปวดดังกล่าวในข้างต้นแล้วนั้น

จิตใจของเราก็จะรับรู้และเก็บเอาเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้นไว้ และหากเราไม่มีสติรู้เท่าทันสรรพสิ่งตามที่เป็นจริง ปล่อยให้เกิดการรับรู้อย่างผิดพลาดเสมอๆ ก็เท่ากับเราได้รดน้ำพรวนดินหล่อเลี้ยงให้เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้นเติบโต ซึ่งมันจะออกโรงปรากฏให้เราเห็นดังที่กล่าวมา

ไม่เฉพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ ความเจ็บปวด หรือความเคียดแค้นชิงชังเท่านั้น เมล็ดพันธุ์แห่งความละโมบ ความทะยานอยากทั้งหลาย เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้สึกเปรียบเทียบแล้วถือตนว่าเหนือหรือต่ำกว่าคนอื่น ฯลฯ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน

การพลิกเปลี่ยนจากพลังด้านร้ายของชีวิตให้เป็นพลังด้านดีนั้น กุญแจสำคัญอยู่ที่การหมั่นฝึกฝนสติให้แหลมคมมีพลังเพียงพอที่จะให้รู้เท่าทันจิตใจ

ทำให้เกิดการรับรู้อย่างตรงไปตรงมา ไม่รับรู้อย่างผิดพลาดหรือหลงติดในภาพสัญลักษณ์ที่เราสมมุติกันขึ้น หลงเข้าใจว่าสรรพสิ่งเป็นอิสระ ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง ตัวเราเป็นอิสระดำรงอยู่อย่างไม่สัมพันธ์กับสิ่งอื่นคนอื่น

สติที่ถูกฝึกมาดีแล้วย่อมเป็นเสมือนอุปกรณ์สำคัญสำหรับการแปรเปลี่ยนรากเหง้าแห่งอกุศลให้เป็น กุศล ซึ่งจะเป็นปัจจัยให้ชีวิตเกิดความเบิกบานและงดงาม แม้อุปนิสัยใจคอด้านร้ายของเราจะเป็นความเคยชินที่สั่งสมติดย้อมใจมานานแสนนานเพียงใดก็ตาม

สติที่ได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอก็จะมีพลังเติบกล้าเข้มแข็งจนสามารถแปรเปลี่ยนห้วงอารมณ์แห่งความทุกข์ไปสู่ห้วงอารมณ์แห่งความเบิกบานได้อย่างน่าอัศจรรย์ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเราได้ริเริ่มฝึกฝนสติและให้เวลาเพื่อพากเพียรกระทำอย่างต่อเนื่องหรือยัง

.....................................................

ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวว่า มีอยู่ 3 ทาง ที่เราจะแปรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ให้ชีวิตพบกับความเบิกบานและงดงาม ดังนี้

1.พยายามใช้พลังแห่งสติสาดแสงเข้าไปในจิตใจ เพื่อหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความเบิกบานและงดงามที่มีอยู่ในตัวเราให้เติบโตงอกงามอยู่เสมอ

ปล่อยให้เมล็ดพันธุ์ที่ว่านี้ได้แปรสภาพเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์โดยทางอ้อม นับเป็นการแปรสภาพความทุกข์ให้อ่อนพลังลงเรื่อยๆ โดยเราไม่จำต้องจัดการโดยตรงกับเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ วิธีการนี้เหมาะควรกับบางคนที่มีปมแห่งความทุกข์ความเจ็บปวดลึกซึ้ง และทนได้ยากที่จะเผชิญหน้าตรงๆ กับความทุกข์ การใช้สติหล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์แห่งความเบิกบานและงดงาม จึงเป็นวิธีการทางอ้อมที่จะลดความเข้มข้นของเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ให้เจือจางบรรเทาลงได้บ้าง จากนั้นจึงขยับไปใช้วิธีการในข้อต่อไป

2.วันคืนแห่งการเจริญสติปัฏฐานหากช่วงใดขณะใดที่เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ปรากฏตัวขึ้นมา

ให้เราใช้พลังแห่งสติลูบไล้สัมผัสกับเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้น เมื่อถูกสัมผัสด้วยพลังแห่งสติแล้ว เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้นย่อมอ่อนกำลังความเข้มข้นลง เพียงเราใช้สติเพื่อรู้เท่าทันเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์อย่างกล้าหาญเท่านั้น ความทุกข์ที่มีอำนาจเหนือจิตใจเรามาโดยตลอดก็ย่อมอ่อนกำลังแปรเปลี่ยนสภาพไปในที่สุด

3.เชื้อเชิญเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์นั้นให้ปรากฏอยู่ในการรับรู้ของจิตใจเราไปเลย

วิธีการนี้เหมาะกับบางคนที่มีสติเข้มแข็งระดับหนึ่งแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรอให้เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์มาปรากฏตัวอย่างมิได้คาดฝัน แต่เรากลับเชื้อเชิญมันมาสู่การรับรู้ของเรา ทำดังกลับว่าเราพบกับเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานานแล้วเชื้อเชิญเขามาสู่การพูดคุยกันอย่างลึกซึ้ง

สติที่ถูกฝึกมาดีระดับหนึ่งแล้วย่อมทำให้เราสามารถเผชิญหน้ากับความทุกข์ได้อย่างกล้าหาญ

ซึ่งจะนำไปสู่การประจักษ์แจ้งถึงสัจภาวะหรือความจริงสูงสุดของสรรพสิ่ง อันจะเป็นการบั่นทอนห่วงโซ่แห่งความยึดมั่นถือมั่นให้ขาดลง แล้วเข้าถึงสภาวะแห่งความเบิกบานและงดงามในที่สุด เป็นการประจักษ์แจ้งในขณะที่เรายังเวียนว่ายในสังสาระนี้แล

.................................................

วิธีการทั้ง 3 ที่กล่าวมานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับตัวเรา หากเราริเริ่มใส่ใจฝึกฝนนับแต่บัดนี้ ความเบิกบานและงดงามแห่งชีวิตก็พลันจะปรากฏขึ้นในทุกขณะแห่งชีวิต ยิ่งอำนาจแห่งสติครอบครองจิตใจได้นานและบ่อยครั้งเพียงใด ความเบิกบานและงดงามในชีวิตยิ่งจะมั่นคงยั่งยืนมากขึ้นเท่านั้น ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แม้จะให้ความสำคัญกับการแปรเปลี่ยนด้านในของชีวิตเป็นเรื่องหลัก

เพราะเราสามารถทำได้เลย แต่ก็มิได้ละเลยหรือปฏิเสธการแปรเปลี่ยนปรับปรุงโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมทุกระดับ ที่เป็นปัจจัยภายนอก อันเป็นเหตุก่อให้เกิดความทุกข์ความเจ็บปวดกับคนในสังคม

โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีนั้นย่อมเกื้อกูลให้การแปรเปลี่ยนด้านในของปัจเจกบุคคลเป็นไปอย่างได้ผล ในทางกลับกันหากปัจเจกบุคคลหลายๆ คนต่างพยายามแปรเปลี่ยนจิตใจไปในทางเบิกบานและงดงาม โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมโดยรวมก็ย่อมมีความสงบร่มเย็นเช่นเดียวกัน

-------------------------------------
มติชน ประจำวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2545

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License