|
เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจพอเพียง |
|
|

เน้นความเป็นอยู่ที่พอเพียง ไม่โลภ มุ่งการพึ่งพาตนเองให้ได้เป็นอันดับแรก หากเมื่อมีผลผลิตส่วนเกิน จึงค่อนจำหน่ายจ่ายแจก เน้นความร่วมมือ เน้นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มิใช่การแข่งขัน
โดย วิชัย ตันศิริ
เป็นที่น่ายินดีที่คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะได้ชูประเด็นเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
เพื่อเป็นแนวทางหลักของการพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาฉบับที่ 10
แต่ที่สำคัญที่จะทำให้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงแทรกซึมเข้าไปสู่ทุกๆ วงการทางธุรกิจ
และสังคมของประเทศ คงจะต้องอาศัยการอธิบายเหตุผล
ว่าทำไมระบบเศรษฐกิจพอเพียงจึงจะเป็นทางรอดของประเทศ
และส่วนหนึ่งของคำอธิบายนั้น ก็คงจะต้องวิเคราะห์ข้อจำกัด และ/หรือ
ข้อบกพร่องที่สำคัญของระบบทุนนิยมโลกในปัจจุบัน
เศรษฐกิจทุนนิยมนั้น ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18
เมื่ออังกฤษได้เริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม หนังสือเรื่อง "ความมั่งคั่งแห่งชาติ"
ของอดัม สมิธ (ค.ศ.1776) ได้เปิดศักราชใหม่ของความคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์
นำไปสู่ยุคทุนนิยมเสรี
และแม้ว่าจะมีทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อีกหลายๆ ทฤษฎีตามมา
และแม้ว่าเศรษฐกิจทุนนิยมปัจจุบันจะมีความแตกต่างในบางนัย จากสมัยดั้งเดิม
แต่เศรษฐศาสตร์สายคลาสสิคก็ยังคงยึดข้อสมมติฐานเบื้องต้นจากยุคอดัม สมิธ
หลักการหรือข้อสมมติฐาน ซึ่งดูจะง่ายๆ แต่มีผลลึกซึ้งระยะยาว คือข้อสมมติฐานของอดัม
สมิธ ที่ว่า หากส่งเสริมให้มนุษย์แสวงหาผลประโยชน์ (กำไร) ของตนเองอย่างเสรีแล้ว
จะมีมือที่มองไม่เห็น (ของพระผู้เป็นเจ้า)
ที่จะชักนำให้การแสวงหาประโยชน์ของแต่ละคนไปสู่ความมั่นคง (ความอยู่ดีกินดี)
ของสังคมโดยรวม
ข้อสมมติฐาน หรือหลักการดังกล่าว นำไปสู่การแข่งขันโดยเสรี
ซึ่งยึดถือกลไกการตลาดเป็นกลไกของการกำหนดราคาของสินค้า
ตลอดจนจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ
การมุ่งแสวงหากำไรอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ในความหมายที่ลึกลงไปก็คือการส่งเสริม
กิเลศ-ความโลภของมนุษย์ ซึ่งกอลเบ็รธ (Galbraith) เคยกล่าวอย่างติดตลกไว้ว่า
หากจะรักษาระบบทุนนิยมนี้ไว้ มนุษย์เราก็คงจะต้องยึดถือ "ความโลภ"
เป็นหลักของการดำเนินชีวิตต่อไป จนกว่าโลกของเราจะบรรลุความมั่งคั่ง
(คือทุกคนมีกินมีใช้) ความโลภ แม้จะเป็น "บาป" ก็จะต้องได้รับการส่งเสริมต่อไป
ฉะนั้นเบื้องต้น จะเห็นได้ว่า ข้อสมมติฐานของระบบทุนนิยมกับเศรษฐกิจพอเพียง
อาจจะแตกต่างกัน เศรษฐกิจพอเพียงนั้น เน้นความเป็นอยู่ที่พอเพียงไม่โลภ
เข็มมุ่งคือการพึ่งพาตนเองให้ได้เป็นอันดับแรก หากเมื่อมีผลผลิตส่วนเกิน
จึงค่อนจำหน่ายจ่ายแจก เศรษฐกิจพอเพียง เน้นความร่วมมือ มิใช่การแข่งขัน
เน้นความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
แต่เศรษฐกิจทุนนิยมเน้นการแข่งขัน ขาดกลไกการแข่งขัน
ขาดจิตวิญญาณของการแข่งขันเมื่อใดเมื่อนั้น ระบบทุนนิยมดังกล่าวก็จะล่มสลาย
เศรษฐกิจระบบทุนนิยมนี้ ในภาคปฏิบัติ
ได้มีบทบาทสำคัญทำให้ยุโรปกลายเป็นมหาอำนาจระดับโลก
ทำให้เศรษฐกิจตะวันตกก้าวไกลไปสู่โลกกว้าง
และเกิดอารยธรรมใหม่ที่เราในเอเชียก็มีส่วนได้รับผลกระทบ
ทั้งดีและชั่วมาจนทุกวันนี้และที่สำคัญทำให้โลกวิวัฒนาการมาสู่ความเป็น "หมู่บ้าน"
เดียวกัน ระดับโลก "ที่เรียกว่า โลกาภิวัตน์"
แต่ผลลบ หรือข้อจำกัด ข้อบกพร่อง ของระบบก็มีมากเช่นกัน
ประการแรก ปัญหาดั้งเดิมของระบบที่เรียกว่า วัฏจักรธุรกิจการค้า
ที่มีช่วงสมัยเศรษฐกิจขยายตัว สลับด้วยเศรษฐกิจทรุดตัว
ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของระบบก่อให้เกิดปัญหาวุ่นวาย
ทั้งการล้มละลายของนักธุรกิจและการว่างงานของคนงานวิกฤตเศรษฐกิจช่วง ค.ศ.1929-1933
ในสหรัฐอเมริกา ถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญของโลกทำให้เกิดทฤษฎีใหม่ของ เคน (J.M.
Keynes) ที่เน้นบทบาทของรัฐที่จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อสร้างงานสาธารณะ
และกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินและการคลัง
ประการที่สอง ในยุคใหม่ช่วง 20 ปีสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 ระบบเศรษฐกิจโลก
ได้วิวัฒนาการไปสู่โลกาภิวัตน์ ทั้งด้านระบบการเงินการธนาคารและการผลิต
ทั้งนี้จากสาเหตุหลายประการ ที่สำคัญ คือ
การปฏิวัติทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะด้านการคมนาคมสื่อสาร
ทำให้การบริหารงานของภาคธุรกิจรวดเร็ว ข้ามทวีปได้ง่ายขึ้น
ช่วยส่งเสริมให้เกิดบรรษัทข้ามชาติ (Multi - national Corporations) จำนวนมากมาย
และสะสมเงินทุนไว้มหาศาล
ตามสถิติปี ค.ศ.1995 จากจำนวนบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ 200 บรรษัท จะมีถึง 168 แห่ง
ที่กำเนิดจากประเทศมหาอำนาจ 5 ประเทศ ได้แก่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส
และญี่ปุ่น และมีหลักทรัพย์ถึงร้อยละ 85.9 ของมูลค่าทั้งหมดของยักษ์ใหญ่เหล่านี้
ความรุ่งเรืองของบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้
ยังได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลในประเทศของตน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา อังกฤษ
ซึ่งปรับนโยบายเศรษฐกิจ ตั้งแต่ช่วงของนายกรัฐมนตรี มากาเร็ต แท็ตเชอร์
และประธานาธิบดี เรแกน หันมาเน้น "เสรีนิยมใหม่" (Neo-Liberalism)
ลดบทบาทของรัฐ ส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนขายโอนรัฐวิสาหกิจ ให้เอกชนดำเนินการ
ตลอดจนปลดปล่อยธนาคารจากข้อจำกัดต่างๆ ในการให้สินเชื่อ
ขณะที่รัฐบาลก็เข้ามาค้ำประกันระบบเงินฝากของธนาคารมากขึ้น
ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ส่งเสริมให้บรรษัทยักษ์ใหญ่
หันมาให้ความสนใจต่อการแสวงหาการกำไร จากการเล่นหุ้น ขายหุ้น ทำการตลาด
เพื่อพิฆาตบรรษัทคู่แข่งเพื่อควบรวม หรือเพื่อทำกำไรจากการถือหุ้น
ขณะเดียวกันธนาคารก็เข้ามาร่วมมือในกระบวนการเหล่านี้
นอกจากนั้น
จากสภาวะใหม่ที่ไม่มีการควบคุมการไหลเวียนของเงินตราและจากการยกเลิกข้อตกลงเดิมเรื่องการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนที่ผูกติดกับราคามาตรฐานทองคำของสหรัฐอเมริกา
ทำให้เกิดการลอยตัวของอัตราแลกเปลี่ยน จึงเกิดระบบการค้าขายเงินตรา ซึ่งปรากฏว่า
มีการซื้อขายเงินตราระหว่างประเทศถึงวันละประมาณ 1.2 ล้านล้าน-1.5
ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 60
เท่าของปริมาณที่ต้องการเพื่อแลกเปลี่ยนตามปกติของธุรกิจการค้า (Eric Toussaint,
Your Money or Your Life)
การซื้อขายเก็งกำไรเงินตราเหล่านี้ มีกองทุน เฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds)
ซึ่งกองทุนคอนตั้ม ของนายโซรอส ก็เป็นกองทุนหนึ่งที่เข้ามาดำเนินการ
ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของโลก อังกฤษ เม็กซิโก และไทย เกิดปัญหาวิกฤต
ก็เพราะกองทุนเหล่านี้โจมตีค่าเงินของประเทศเหล่านี้
โดยสรุปรวม ในช่วง 20 ปีสุดท้ายของศตวรรษที่ผ่านมา
เศรษฐกิจโลกได้ผันแปรไปจากข้อสมมติฐานเดิมของอดัม สมิธ
การแสวงหาผลกำไรของบริษัทยักษ์ใหญ่ อาศัยเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลัก เพื่อลดค่าแรง
ยึดโยงกับการลงทุนทางการเงินด้วยการเล่นหุ้น การซื้อขายเงินตรา
ทำให้การสะสมทุนดังกล่าวมิได้นำไปสู่การสร้างงานอย่างที่คิดไว้
ผลที่ตามมา ก็คือ ในประเทศยุโรปตะวันตก เกิดปัญหาว่างงานเพิ่มขึ้น จากเดิม
(ช่วง ค.ศ.1960-1973) ว่างงาน 3.2% เพิ่มเป็น 7.3% ในช่วง ค.ศ.1980-1994
(สหรัฐอเมริกา เพิ่มมากที่สุดเป็น 11.5% ญี่ปุ่น เพิ่มมากกว่า 13.3% สหราชอาณาจักร
มากกว่า 13.2% ตามสถิติของ UNCTAD, 1995)
ส่วนความยากจนแผ่กระจายวงกว้างมากขึ้นทั่วโลก ตามสถิติของยูเอ็นดีพี (UNDP) ปี
ค.ศ.1996 มีคนยากจน 3.5 พันล้านทั่วโลก ซึ่งมีทรัพยากรเพียง 5.6% ของทรัพยากรของโลก
ขณะที่มีคนร่ำรวยที่สุดของโลกเพียง 358 คน
ที่มีทรัพย์สินเงินทองมากกว่าค่าแรงทั้งหมด 45% ของกรรมกรที่ยากจนที่สุดของโลก (2.3
พันล้านคน)
ฉะนั้นที่ตั้งข้อสมมติฐานว่า ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี
จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งโดยรวม ก็หาได้เกิดขึ้นจริงไม่
ซ้ำจะสร้างปัญหาให้สังคมโลกมากมาย ทั้งก่อให้เกิดความยากจนอย่างทั่วถ้วน
ขณะที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในบรรดาอภิมหาเศรษฐีไม่กี่ครอบครัว
มิหนำซ้ำทุนนิยมที่อิงการตลาด ที่ยุยงส่งเสริมการบริโภคอย่างไม่มีขีดจำกัด
ก็แผ่อิทธิพลไปทุกซอกมุมของชีวิต ระบบคุณค่าเดิมที่ให้ความสำคัญแก่เกียรติยศ
คุณธรรม ความดี ก็เสื่อมถอยให้แก่อำนาจเงิน ซึ่งซื้อได้ทุกสิ่งแม้กระทั่ง
"บาปบุญคุณโทษ" สังคมที่ยินยอมให้พระใบ้หวย และนำพาญาติโยมไปสู่อบายมุขและหายนะ
ก็คือสังคมที่ล่มสลาย
การชูประเด็น เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งมีตัวอย่างเป็นรูปธรรมให้เห็นตามโครงการพระราชดำริ
จึงน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการระดับชาติและควรได้มีการวิเคราะห์ต่อไปว่า
ควรจะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของการพัฒนาประเทศ ที่ยึด จีดีพี เป็นหลัก
ที่มุ่งแต่จะส่งออกและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศโดยไม่พิจารณาผลระยะยาว
และปกป้องผลประโยชน์ของไทยได้อย่างไร
และรัฐบาลจะขยายผล ขยายกระบวนการของเศรษฐกิจพอเพียง
ให้เป็นปัจจัยสำคัญของระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล และทุกๆ วงการในสังคมต้องหันมาทบทวนว่าอะไรบ้างที่เราจำเป็นต้องรับจากระบบเศรษฐกิจโลก
โดยไม่ก่อผลเสียหายแก่เรา อะไรบ้างที่เราต้องปฏิเสธ
แฮร์รี ชัท (Harry Shutt)
ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจในการวิเคราะห์ปัญหาของเศรษฐกิจโลก
ถึงกลับสรุปเป็นคำเดียวได้ว่า ทุนนิยม ที่เน้นแต่มุ่งผลกำไรมากที่สุด
ได้ถึงทางตันแล้ว จำเป็นต้องแสวงหาวิถีทางใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาของเศรษฐกิจโลก
(Harry Shutt, The Troubles with Capitalism, 1998)
______________________________
มติชน วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10364
|