carefor_banner045.jpg
อัปเดทล่าสุด : อังคาร 2 ธันวาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 153 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

ตะลึง!วัยรุ่นไทยกว่า10% อยู่ในวัฏจักร"ตบ-ตี-เตะ-ตื้บ" พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
"เด็กที่สามารถบัญชาการให้เพื่อนจิกหัวตบกระหน่ำเพื่อนอีกคนหนึ่ง แล้วสามารถ่ายวิดีโอคลิปไว้ได้นั้น หัวใจทำด้วยอะไร เด็กเหล่านี้กลายเป็นคนที่บูชาความรุนแรง และมองเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและคุณค่าไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก จะกลายเป็นวัฒนธรรม ลัทธิ และการบูชาเรื่องผิดๆ เพราะฉะนั้น ทางแก้ปัญหาถือเป็นเรื่องสำคัญมาก"


สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ เกี่ยวกับผลวิจัยโครงการ Child Wacth ซึ่งพบเด็กไทยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ในระดับมัธยมศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ตกอยู่ในวัฏจักรของการ "ตบ-ตี-เตะ-ตื้บ" ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ดร.อมรวิชช์เปิดเผยว่า จากตัวเลขของโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Wacth) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกว. และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากกรณีที่มีเด็กนักเรียนหญิงตบตีกันแล้วถ่ายภาพเป็นคลิปวิดีโออย่างที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทยแต่อย่างใด แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว มีเด็กที่ตกอยู่ในวัฏจักรของความรุนแรง และการใช้กำลังกันระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกันเป็นจำนวนมาก

จากตัวเลขของโครงการ Child Wacth ที่ทำการสำรวจในกลุ่มเด็กประมาณ 150,000 คนทั่วประเทศ จังหวัดละประมาณ 2,000 คน พบว่าเด็กในระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษาทั้งในระดับ ปวช.และ ปวส. ตกอยู่ในวัฏจักรของการตบ ตี เตะ และตื้บ ประมาณ 1 ใน 10 หรือประมาณ 700,000 คน จากจำนวนนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา ปวช. และ ปวส. ทั้งหมดประมาณ 7 ล้านคน ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันบ้างในแต่ละภูมิภาค แต่ก็ไม่มากนัก อยู่ในอัตราส่วนระหว่าง 8-10 เปอร์เซ็นต์ โดยภาคกลางมีปัญหาความรุนแรงสูงสุดคือ 12 เปอร์เซ็นต์ ภาคเหนือตอนบนต่ำสุดคือ 8 เปอร์เซ็นต์

"ที่เด็กไทยอยู่ในเบ้าหลอมของความรุนแรงในสังคมคล้ายๆ กัน ก็เพราะเงื่อนไขที่ส่งให้เด็กเข้าสู่พฤติกรรมความรุนแรงมาจากหลายทาง ทั้งจากครอบครัวที่ทำให้เกิดความเก็บกดกับเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ครอบครัวแตกแยกพบว่ามีสูงมาก ซึ่งในขณะนี้ประเทศเรามีอัตราการหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้นมากในอัตรา 4 : 1 และเด็กที่มีภูมิหลังครอบครัวแตกแยกจะค่อนข้างสร้างปัญหา ดังตัวอย่างกลุ่มเด็กในสถานพินิจและคุ้มครองและเยาวชน ประมาณร้อยละ 60 มาจากเด็กบ้านแตก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าครอบครัวทำให้เด็กบอบช้ำทางจิตใจ ส่งผลให้เกิดพลังร้าย พลังลบ พลังเก็บกดเกิดขึ้นในตัว แล้วไประบายออกในด้านความรุนแรงแทน"

ดร.อมรวิชช์บอกด้วยว่า ปัญหาด้านสื่อเองก็มีอิทธิพลอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้จากสื่อหนัง สื่อละคร ที่มีการจิกหัวตบกันไม่ว่าจะเป็นละครไทย ละครเทศ ไม่เว้นแม้แต่ละครญี่ปุ่นหรือละครเกาหลีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัยรุ่น จะมีฉากในโรงเรียนและการใช้กำลังเข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้เรื่องความรุนแรงกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเด็ก ทำให้เด็กเกิดความชาชิน และกลายเป็นเบ้าหลอมและแบบอย่างความรุนแรงที่ทำให้เด็กไทยเข้าสู่วงจรนี้มากขึ้น

"ต้นเหตุความรุนแรงในเด็กนั้นมาจากทั้งครอบครัว สื่อ และพื้นฐานทางสังคม ที่ทำให้เด็กและวัยรุ่นหาดื่มเหล้าได้ง่ายขึ้น โดยเด็กและวัยรุ่นที่เที่ยวกลางคืนกว่าครึ่งจะผ่านประสบการณ์พบเห็นความรุนแรงมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นยกพวกตีกัน เอาขวดตีหัวกัน เมื่อเงื่อนไขทางสังคมทั้งสภาพครอบครัว สื่อที่ชอบนำเสนอความรุนแรง และพื้นที่ทางสังคมที่เด็กสามารถเข้าถึงอบายมุขได้ง่าย ล้วนเป็นเงื่อนไขทำให้เด็กไทยมีพฤติกรรมชอบใช้ความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งตราบใดถ้าเงื่อนไขทางสังคมทั้ง 3 เงื่อนไขนี้ไม่เปลี่ยน ก็ทำนายได้เลยว่าความรุนแรงในสังคมไทยจะไม่ลดลงอย่างแน่นอน"

ดร.อมรวิชช์ยังวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัญหานี้ว่า สิ่งที่น่ากลัวก็คือเด็กและวัยรุ่นบางคนยกระดับความรุนแรงขึ้นมาจนกลายเป็นวัฒนธรรม วิธีคิด และมองเป็นเรื่องที่น่าศรัทธา น่ายกย่องนับถือ

"เด็กที่สามารถบัญชาการให้เพื่อนจิกหัวตบกระหน่ำเพื่อนอีกคนหนึ่ง แล้วสามารถ่ายวิดีโอคลิปไว้ได้นั้น หัวใจทำด้วยอะไร เด็กเหล่านี้กลายเป็นคนที่บูชาความรุนแรง และมองเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีและคุณค่าไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก จะกลายเป็นวัฒนธรรม ลัทธิ และการบูชาเรื่องผิดๆ เพราะฉะนั้น ทางแก้ปัญหาถือเป็นเรื่องสำคัญมาก"

ดร.อมรวิชช์ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาไว้ว่า ในระยะยาวจะต้องทำให้เด็กและวัยรุ่นรู้จักวิธีจัดการความรุนแรง

"ในประเทศสหรัฐอเมริกาประสบปัญหานี้มากกว่าบ้านเรามาก ในอเมริกามีเด็กในระบบการศึกษาประมาณ 50 ล้านคน และพบว่ามีเด็กกว่า 200,000 คน เคยพกปืนไปโรงเรียนเพื่อป้องกันตัว ซึ่งฟังดูแล้วน่ากลัวมาก ดังนั้น ในอเมริกาขณะนี้จึงกำลังใช้ความพยายามสอนเด็กในเรื่องของสันติศึกษา ให้เด็กหัดทะเลาะกันอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น โดยให้เด็กสองคนทะเลาะกันแล้วถ่ายวิดีโอให้ดูว่า เวลาทะเลาะกันแล้วเป็นอย่างไร น่าสวยๆ กลายเป็นน่ายักษ์ ให้เด็กเกลียดกลัวความโกรธ เด็กจะได้รู้สึกชิงชังความโกรธและขยะแขยงการใช้กำลัง และเมื่อโตขึ้นก็จะมีวิชาคลี่คลายความขัดแย้ง และหาทางออกอย่างสันติวิธี"

ดร.อมรวิชช์ให้ข้อมูลว่า งานวิจัยในสหรัฐชี้ชัดว่าที่เด็กทะเลาะกัน ตีกัน มาจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ

1.พูดไม่รู้เรื่อง
2.พูดไม่เข้าหูกัน

เพราะฉะนั้น การลดปัญหานี้ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงแค่ให้เด็กมีทักษะคลี่คลายความขัดแย้งเท่านั้น แต่ต้องมีทักษะในการสื่อสารที่ดีด้วย ฝึกให้เป็นคนพูดเป็น พูดดี พูดตรง และพูดแล้วเข้าใจ

"ในระยะยาวโรงเรียนในประเทศไทยควรแก้ปัญหานี้ด้วยการสอนทักษะชีวิตมากขึ้น สอนให้เด็กรู้จักคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติวิธี สอนให้มีทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ส่วนระยะสั้นเด็กที่มีพลังร้าย พลังลบในตัวมากๆ หากเราไปลงโทษหรือไล่ออกจากโรงเรียน อาจจะเป็นการเพาะสิ่งร้ายในตัวเด็กมากขึ้น จนในอนาคตเด็กเหล่านี้อาจกลายเป็นอาชญากรได้"

ดังนั้น คิดว่าทางออกคือต้องให้เด็กกลุ่มนี้นำพลังร้ายในตัวออกมาเป็นงานที่สร้างสรรค์ การเปิดพื้นที่ทางสังคมทั้งในโรงเรียน และชุมชนให้เด็กได้บำเพ็ญประโยชน์ ทำงานที่ดีเพื่อคนอื่น ได้สัมผัสถึงการได้เอื้ออาทรคนอื่นแล้วได้รับความรัก ความขอบคุณ ความเมตตากลับคืนมา เชื่อว่าจะช่วยเปลี่ยนพลังร้ายในตัวเด็กให้เป็นพลังดีได้ ซึ่งยังไม่สายเกินไป

________________
มติชน วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10336

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License