
ทรงได้ยินเสียงประชาชนคนหนึ่งตะโกนกราบทูลว่า "อย่าละทิ้งประชาชน" ในบันทึกที่พระราชทาน ทรงดำรัสตอบว่า "อยากร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนไปอย่างไรได้ แต่รถวิ่งและเลยไปไกลเสียแล้ว"
โดย กฤษณา พันธุ์วานิช กลุ่มพัฒนาสื่อสิ่งพิมพ์
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
ใประวัติศาสตร์ของชาติไทยนับแต่กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเวลากว่า 700 ปี ได้มีพระมหากษัตราธิราชเจ้าในพระบรมราชวงศ์ต่างๆ เสวยราชสมบัติสืบเนื่องกันมากเป็นจำนวนมากนับเรียงลำดับถึง 49 พระองค์
ยุครัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 60 ปี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในโลก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในดวงใจของมวลชนชาวไทย ด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงาม ซึ่งจะเห็นได้จากโครงการพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยโดยไม่ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกาย ด้วยพระราชปณิธานที่ทรงดำรัสไว้ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม"
ทรงมีพระราชบันทึกพระราชทานมายังผู้ใกล้ชิด เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินไปจากประเทศไทย ในขณะที่ประทับรถยนต์ผ่านราษฎร ทรงได้ยินเสียงประชาชนคนหนึ่งตะโกนกราบทูลว่า "อย่าละทิ้งประชาชน"
ในบันทึกที่พระราชทาน ทรงดำรัสตอบว่า "อยากร้องบอกเขาลงไปว่า ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนไปอย่างไรได้ แต่รถวิ่งและเลยไปไกลเสียแล้ว"
จากบันทึกนี้จะเข้าใจได้ว่า เสมือนหนึ่งจะได้มีพระราชประสงค์ให้ทราบว่า
"เราได้เสี่ยงแล้วและได้ปฏิญาณแล้วว่าจักให้ทุกอย่างแก่ประชาชน ตราบเท่าที่จะพึงรับเราและสิ่งที่เราจะให้ไว้ด้วยใจสุจริต"
พระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นเวลานานถึง 60 ปี มีอยู่มากมายจนมิอาจจะนำมาพรรณนาได้อย่างถ้วนทั่ว
แนวทางพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สรุปสาระหลักๆ ได้ 3 ประเด็น คือ
ปัจเจกบุคคลที่จัดได้ว่าเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพที่สามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนตน พร้อมๆ กับประโยชน์ส่วนรวมนั้น จักต้องมีคุณสมบัติประจำตัวใน 3 ลักษณะสำคัญคือ
1) การตระหนักถึงหน้าที่ของตนเอง
2) การมีแนวการทำงานที่มีประสิทธิภาพ
3) การมีคุณธรรมประจำตัว
การตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวม ปัจเจกบุคคลพึงต้องแสวงหาความรู้ เรียนรู้ และทำความเข้าใจในรายละเอียดของพฤติกรรมต่างๆ ทั้งในหน้าที่การงาน หรือมีหน้าที่ในฐานะในบทบาทอื่นๆ ซึ่งนำไปสู่แนวการทำงานที่มีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบ มีการวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ รู้จักการประยุกต์ใช้ความรู้ ความสามารถที่มีอยู่ในโอกาสและในสภาพแวดล้อมต่างๆ การมีวินัยที่จะปฏิบัติในแนวที่ควรปฏิบัติจนเป็นนิสัยประจำตัวและเกิดการปฏิบัติอย่างอัตโนมัติ
การมีคุณธรรมประจำตัวเป็นส่วนที่สำคัญที่ไม่อาจแยกจากการมีแนวปฏิบัติและวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อประกันว่า ความรู้ความสามารถในเรื่องการทำงานและในบทบาทอื่นๆ จะไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะที่เพิ่มพูนประโยชน์ส่วนตนที่มิได้มีส่วนสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมพร้อมๆ กันไปด้วย คุณธรรมต่างๆ เหล่านี้อาจจัดเป็นกลุ่มได้ 4 กลุ่ม คือ
1. ความขยันหมั่นเพียร ความอดทน ความสามารถพึ่งตนเองและการมีวินัย
2. ฉันทะ ความศรัทธาสัจจะ ความรับผิดชอบ ความสำนึกในหน้าที่ และความกตัญญู
3. ความมีสติ และความตั้งจิตให้ดี
4. ความเมตตา ความปรารถนาดี ความเอื้อเฟื้อต่อกัน และความไม่เห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบกันใน
การปฏิบัติตนให้มีคุณธรรมเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ทั้ง 4 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในวโรกาสต่างๆ เพื่อทรงเตือนสติว่า
"...นอกจากความรู้ในวิชาการซึ่งสอนกันอยู่ ยังต้องมีความรู้ในทางธัมมะ คือ เป็นอยู่ในจิตใจของแต่ละคน การที่เป็นคนดี เป็นคนที่มีความรู้ในทางเหตุผลนี้สามารถที่จะทำให้คนอยู่ด้วยการร่วมกันอย่างดีไม่ทะเลาเบาะแว้งกัน ช่วยเหลือสามัคคี นอกจากนี้จะช่วยให้คนสามารถที่จะเรียนรู้วิทยาการได้ ผู้ใดที่เรียนวิทยาการแต่ฝ่ายเดียว จะไม่สามารถปฏิบัติตนเป็นมนุษย์ ถ้ามีศีลธรรมอยู่ในจิตใจก็สามารถปฏิบัติตนเป็นมนุษย์ที่ดี เป็นประโยชน์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น..." (23 ก.พ.2517)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะในเรื่องของคุณธรรม จากโครงการตามแนวพระราชดำริต่างๆ พระองค์ทรงแฝงแนวคิด ปรัชญา ที่เป็นเนื้อหาสาระที่จะใช้ปลูกฝังและหล่อหลอมให้ประชาชนคนไทยมีทัศนคติที่ดีที่สร้างสรรค์ตนเองและประเทศชาติ
หลักการเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวคิดหรือหลักการในการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งรายละเอียดปรากฏในพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทจำนวนมากมายโดยสามารถสรุปได้ดังนี้
ประการแรก จะต้องเรียนรู้วิชานั้นๆ ให้แตกฉาน โดยรู้อย่างถูกต้องและแจ่มแจ้งทั้งหลักทฤษฎีและในส่วนละเอียด และรวมทั้งส่วนที่ต้องประสานกับวิชาอื่นๆ ที่จะนำมาใช้เกื้อกูลส่งเสริมวิชาของตนด้วย
ประการที่สอง ควรนำหลักวิชาที่ได้เรียนรู้ มาพิจารณาเทียบเคียงใช้ในกิจกรรมประจำวันของตนเองอยู่เสมอจนเป็นนิสัย เพื่อเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์และความชำนิชำนาญในการนำหลักทฤษฎีมาปฏิบัติ
ประการที่สาม จะต้องรู้จักวินิจฉัยวิเคราะห์งานที่ทำว่า จะมีผลในทางใด และมุ่งทำเฉพาะงานที่สร้างสรรค์ประโยชน์ โดยไม่ทำงานที่ให้ผลทางลบหรือที่มิได้อำนวยประโยชน์อันพึงประสงค์
ประการที่สี่ ก่อนที่จะทำงานใดๆ จะต้องศึกษางานนั้นให้ทราบแจ่มแจ้งทั้งในจุดประสงค์ ขอบเขต และแนวทางปฏิบัติ
ประการที่ห้า ควรอย่างยิ่งที่จะต้องทราบถึงโครงสร้างของงานอื่นของทุกฝ่ายประกอบด้วย และควรต้องทราบว่างานแต่ละฝ่ายนั้นมีขอบเขตและความสัมพันธ์กันอย่างไร จักได้สามารถประสานและพึ่งพาอาศัยกันได้อย่างถูกต้องเหมาะสมที่สุด โดยตระหนักเสมอว่า ทุกคนทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน
ประการที่หก ควรฝึกให้คิดอย่างมีเหตุผล อีกทั้งทำจิตใจของตัวเองให้เป็นกลาง เที่ยงตรง มีความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ และมั่นคง เพื่อให้มีวิจารณญาณที่ละเอียดรอบคอบ และชัดเจนแม่นยำ สามารถวินิจฉัยเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง
ประการที่เจ็ด จะต้องมีความตั้งใจ บริสุทธิ์ใจ และมีความเพียรพยายามอยู่เสมอที่จะทำงานของตนให้จนสำเร็จประโยชน์ตามที่มุ่งหมาย
ประการที่แปด จะต้องรู้จักปฏิบัติ ทำใจให้หนักแน่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่มักง่าย และมีระเบียบในการทำงาน กล้าหาญและพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง
ประการที่เก้า จะต้องมีความเมตตาและมีไมตรีจิต ยินดีประสานสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยไม่ทำตัวทำใจให้คับแคบ แต่ยินดีและพร้อมที่จะเรียนรู้จากผู้ร่วมงานด้วยใจที่เป็นกลาง และด้วยความคิดพิจารณาที่ฉลาดรอบคอบ
ประการที่สิบ จะต้องอาศัยความพอเหมาะพอดีในการปฏิบัติงานทั้งปวง โดยถือว่างานทุกชิ้น ทุกส่วนมีความสำคัญ และต้องพยายามทำงานแต่ละส่วนแต่ละขั้นตอนนั้นให้สมบูรณ์ ไม่ละเว้น หรือเน้นหนักในส่วนหนึ่งส่วนใดให้เกินความพอดี
ประการสุดท้าย จะต้องพยายามนำข้อแนะนำข้างต้นทุกข้อ ไปปฏิบัติให้เป็นวินัยประจำตัว โดยปฏิบัติได้อย่างอัตโนมัติ ทำให้เกิดความเป็นระเบียบทั้งในการคิดและในการทำงาน อันมีส่วนช่วยให้เกิดประโยชน์บริบูรณ์ตามจุดมุ่งหมาย
...........................................
*เอกสารอ้างอิง แนวพระราชดำริด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดยศาสตราจารย์ไกรยุทธ ธีรตยาคีนันท์
________________________________
มติชน วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10318
|