
ทุกข์ของคนไทยคือทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัว และสุขของคนไทยคือสุขของพระเจ้าอยู่หัว สิ่งที่ควรทำที่สุดก็คือ ช่วยกันทำให้คนไทยทุกข์น้อยลง และสุขมากขึ้น
60 ปีของคนไทย : ทุกข์ของคนไทยคือทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัว
โดย วสิษฐ เดชกุญชร
เวลานี้ผมเชื่อว่าใจของคนไทยทั้งชาติไปรวมกันอยู่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงครองสิริราชสมบัติ ทรงดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยมา จนจะครบ 60 ปี ในวันศุกร์ที่ 9 มิถุนายนนี้
ตลอดเวลาเกือบ 60 ปีนี้ พระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชกรณียกิจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ซึ่งมีอยู่เป็นอันมาก
แต่ที่คนไทยตระหนัก ซาบซึ้ง และถือเป็นบุญของตนเองที่ได้มาเกิดและอยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารนั้น คือพระราชกรณียกิจที่ทรงทำ นอกเหนือไปจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือการช่วยเหลือประชาชน เช่นในโครงการตามพระราชดำริต่างๆ ที่มีอยู่กว่าสามพันโครงการ
การช่วยเหลือดังกล่าวทำให้ฝิ่นหายไปจากเมืองไทย และทำให้คนไทยชาวเขาเผ่าต่างๆ เลิกปลูกฝิ่น และหันมาปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ผิดกฎหมาย หรือประกอบอาชีพอย่างอื่น ทำให้มีฐานะและความเป็นอยู่ดีขึ้น
คนไทยที่อยู่ในภาคอื่นๆ ตั้งแต่เหนือลงไปจนจดใต้ ก็ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณเช่นเดียวกัน เขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่สร้างตามพระราชดำริกระจายอยู่ทั่วประเทศ ช่วยให้เกษตรกรมีน้ำสำหรับเลี้ยงพืชและเลี้ยงตัวเอง ศูนย์ศึกษาพัฒนาตามพระราชดำริ 6 แห่ง ที่โปรดให้ตั้งขึ้นทั้งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ เป็นโรงเรียนสอนให้เกษตรกรรู้จักพัฒนาที่ดินเพื่อการเพาะปลูก เลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์อย่างถูกต้องตามหลักวิชา ทั้งยังสอนให้เกษตรกรรู้จักสหกรณ์และการตลาดด้วย
เมื่อคนไทยประสบเคราะห์กรรมจากภัยธรรมชาติ บาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมากๆ แต่ละครั้ง พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีส่วนในการสงเคราะห์ผู้ประสบภัยทุกคราวมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ที่ทรงตั้งขึ้น ส่งเจ้าหน้าที่ไปเยี่ยม นำเงินและสิ่งของที่จำเป็นไปแจกจ่ายบรรเทาทุกข์ให้จนถึงตัว
หลายครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมผู้ประสบภัย และพระราชทานพระราชทรัพย์ด้วยพระองค์เอง
พระราชกรณียกิจที่ว่านี้ ไม่ปรากฏบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ถึงหากจะไม่ทรงทำก็ไม่เป็นไร ใครจะตำหนิก็ไม่ได้ แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงทำ และทรงทำด้วยพระราชศรัทธาและพระวิริยะ ทรงทำด้วยความแกล้วกล้า ไม่ละวางและต่อเนื่อง
ไม่เคยหยุดแม้แต่เวลาทรงพระประชวร
ที่ทรงอุทิศพระวรกายเช่นนี้ ก็เพราะทรงถือเป็นภาระหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ แม้รัฐธรรมนูญจะมิได้กำหนดบังคับ แต่ก็ทรงปฏิบัติตามทศพิธราชธรรม อันเป็นธรรมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทานไว้ตั้งแต่พุทธกาล และพระมหากษัตริย์ไทยทุกรัชกาลทรงยึดถือเป็นหลักมาจนถึงปัจจุบัน
พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระองค์ตามทศพิธราชธรรมครบทั้ง 10 ข้อ
พระราชทานทั้งพระราชทรัพย์ พระกำลังและพระราชดำริแก่ประชาชนตามข้อที่ 1 คือ ทาน ทรงตั้งมั่นอยู่ใน ศีล อันสมบูรณ์ ทรงสละแม้ความสุขส่วนพระองค์ในการช่วยเหลือประชาชนคือ ปริจจาคะ ทรงซื่อตรงทั้งกับพระองค์เองและผู้อื่นคือ อาชวะ ทรงสุภาพอ่อนโยนกับคนทุกชั้นแม้แต่กับสัตว์ที่ทรงเลี้ยง คือ มัทวะ ทรงมีความเพียรเผาหรือขจัดกิเลสและความเกียจคร้านคือ ตปะ ตั้งแต่ทรงครองราชย์มาไม่เคยกริ้วหรือโกรธผู้ใด แม้ผู้ที่ดูหมิ่นฝ่าละอองธุลีพระบาทและถูกศาลลงโทษก็ทรงพระกรุณาพระราชทานอภัยโทษให้ คือ อโกธะ ไม่ทรงเบียดเบียนผู้ใด คือ อวิหิสา ทรงมีความอดกลั้นในทุกกรณี ไม่ทรงปล่อยพระองค์ให้เป็นทาสของอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้ายคือ ขันติ และทรงยึดพระราชประเพณีและนิติธรรมอย่างเคร่งครัดในการปฏิบัติพระองค์คือ อวิโรธนะ
60 ปีของการครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัวจึงเป็น 60 ปีของการที่คนไทยได้ประจักษ์ในพระมหากรุณาธิคุณและความอุทิศพระวรกายของพระเจ้าอยู่หัว
ขณะที่ผมเขียนเรื่องนี้ รัฐบาลกำลังจัดงานเฉลิมฉลอง และคนไทยกำลังแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณด้วยประการต่างๆ
นอกเหนือไปจากอามิสบูชา เช่นด้วยการตกแต่งประดับประดา หรือเขียนคำถวายพระพรด้วยไปรษณียบัตร หรือสวมเสื้อสีเหลืองอันเป็นสีของวันพระราชสมภพแล้ว สิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า และคนไทยควรทำอย่างยิ่งคือ ปฏิบัติบูชา
เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งมั่นอยู่ในศีลและธรรม และทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรม คนไทยก็ควรจะสนองพระมหากรุณาธิคุณ ตามรอยพระยุคลบาท ด้วยการยึดศีลและธรรมเป็นหลักในการดำรงชีวิตและปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะผู้มีหน้าที่ในการบริหารประเทศนั้น ถ้ายังไม่รู้จัก ทศพิธราชธรรม เลย ก็แสดงว่ายังไม่รู้จักหลักธรรมสำคัญของผู้บริหารหรือนักปกครอง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องศึกษาธรรมข้อนี้ ศึกษาแล้วก็ต้องยึดถือและปฏิบัติตาม ทศพิธราชธรรม อย่างเคร่งครัด
เมื่อรู้ว่าทุกข์ของคนไทยคือทุกข์ของพระเจ้าอยู่หัว และสุขของคนไทยคือสุขของพระเจ้าอยู่หัว สิ่งที่ควรทำที่สุดก็คือ ช่วยกันทำให้คนไทยทุกข์น้อยลง และสุขมากขึ้น ช่วยกันทำแผ่นดินนี้ให้เป็นแผ่นดินธรรม ให้คนไทยอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสงบสุข รักและเห็นใจกัน ไม่รังเกียจเบียดเบียนกัน และมีน้ำใจช่วยเหลือตามกำลังเมื่อเห็นผู้อื่นตกอยู่ในความทุกข์
จะเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ตรงที่สุด และเป็นของขวัญที่พระเจ้าอยู่หัวคงจะโปรดที่สุดด้วย
__________________________
มติชน วันที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10314
|