carefor_banner046.jpg
อัปเดทล่าสุด : อังคาร 2 ธันวาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 248 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

หัวใจแห่งกระแสพระราชดำรัสของในหลวง "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
เข้าถึงจิตใจหรือความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์ รู้สึกถึงความทุกข์ ความเจ็บปวด ความกลัว ความหวาดระแวง วิตกกังวล ของพี่น้องที่ประสบปัญหา มีความรู้สึกร่วมทุกข์ และเกิดสำนึกร่วมฝ่าฟันปัญหาต่างๆ ไปด้วยกัน


"เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" ปรัชญาแห่งศานติ สมานฉันท์ และความเจริญที่ยั่งยืน

โดย สุรพศ ทวีศักดิ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์หัวหิน

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีนโยบายสาธารณะมหาวิทยาลัยมหิดล ครั้งที่ 4 เรื่อง "การมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้แก่นแท้ของหลักการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

สาระสำคัญของการอภิปรายและเสวนาเป็นการร่วมกันทำความเข้าใจหัวใจสำคัญแห่งกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" ร่วมกันคิดว่า

ภาครัฐ ภาคประชาชน และตัวเราแต่ละคนควรมีแนวทางน้อมนำกระแสพระราชดำรัสมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (และปัญหาอื่นๆ ของชุมชน สังคม และประเทศชาติ) อย่างไรบ้าง

ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาตีความกระแสพระราชดำรัสหลากหลายนัยและมีข้อเสนอมากมายในการน้อมนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

ด้วยสติปัญญาอันน้อยนิด ผู้เขียนเห็นว่ากระแสพระราชดำรัส "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" คือ ปรัชญาการทำงานเพื่อสังคมที่รวมพลังเป็นหนึ่งระหว่างปัญญา (สมอง) จิตวิญญาณ (หัวใจ) และทักษะการบริหารจัดการเพื่อบรรลุศานติ สมานฉันท์ และความเจริญที่ยั่งยืน

เข้าใจ คือการเกิดปัญญารู้ความจริงทั้งหมด
ทั้งในมิติภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สภาพสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ปัญหา ความต้องการต่างๆ ของชุมชน ซึ่งต้องอาศัยการแสวงหาความรู้ เช่น การวิจัย เข้าไปพูดคุย คลุกคลีกับคนในพื้นที่ เก็บรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านจากคนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาจริงๆ

ที่ผ่านมาดูเหมือนปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้จะยังอยู่ที่ระดับของการพยายามทำความเข้าใจปัญหาว่าเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง ใครคือผู้อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังของปัญหาดังกล่าว ซึ่งยังไม่มีคำตอบให้สังคมเข้าใจตรงกันอย่างชัดเจน

ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ที่สังคมในวงกว้างรับรู้ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลการอธิบายตีความจาก "คนนอกพื้นที่" เช่น รัฐบาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ สื่อของรัฐ คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) นักวิชาการ สื่ออิสระ เสียเป็นส่วนใหญ่

ส่วนข้อมูลการอธิบายตีความจาก "คนในพื้นที่" หรือประชาชนที่ประสบปัญหาโดยตรงยังมีเป็นส่วนน้อย ดังที่เรามักชินตากับภาพของนักวิชาการ ผู้รู้ต่างๆ ออกมาวิเคราะห์วิพากษ์ปัญหาภาคใต้ผ่านหน้าจอทีวี หน้าหนังสือพิมพ์

แต่แทบจะไม่เห็นประชาชนหรือผู้นำชุมชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาโดยตรงเล่าข้อเท็จจริงของปัญหา ความรู้สึก ความคิด ความเห็น และความต้องการของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาผ่านจอทีวีหรือหน้าหนังสือพิมพ์กันเลย

ดังนั้น ในเรื่องความ "เข้าใจ" เกี่ยวกับปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ จึงยังมีคำถามว่า รัฐบาลในฐานะผู้กำหนดนโยบายเจ้าหน้าที่ของรัฐ และสังคมนอกพื้นที่เข้าใจปัญหาตรงกันกับคนในพื้นที่หรือไม่เพียงใด

ถ้าเข้าใจตรงกัน "ความเข้าใจซึ่งกันและกัน" ก็น่าจะมีมากขึ้น ความหวาดระแวงระหว่างกันน่าจะลดลงในระดับที่เห็นเป็นรูปธรรม

เข้าถึง มีความหมายหลายอย่างเช่น

เข้าถึงจิตใจหรือความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์ รู้สึกถึงความทุกข์ ความเจ็บปวด ความกลัว ความหวาดระแวง วิตกกังวล เป็นต้น ของพี่น้องที่ประสบปัญหา มีความรู้สึกร่วมทุกข์ และเกิดสำนึกร่วมฝ่าฟันปัญหาต่างๆ ไปด้วยกัน

เข้าถึงคุณค่า หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เคารพอัตลักษณ์ทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ วิถีชีวิตของกันและกัน

เข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ คือยึดมั่นในความจริงที่ว่าไม่ว่ามนุษย์จะแตกต่างทางเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ฯลฯ แต่เราทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน มีคุณค่าและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน

ศาสนาทุกศาสนาจะสอนในเรื่องนี้ เช่น

ศาสนาที่นับถือพระเจ้าถือว่ามนุษยชาติเป็นหนึ่งเดียวกัน ควรรักและช่วยเหลือกันและกัน เพราะเป็นบุตรของพระเจ้าองค์เดียวกัน

ศาสนาพุทธถือว่ามนุษย์เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ภายใต้กฎธรรมชาติเดียวกัน จึงควรเมตตาอาทรซึ่งกันและกัน

ดังนั้น การเข้าถึงจึงเป็นเรื่องของหัวใจที่รู้ร้อนรู้หนาวต่อทุกข์สุขของเพื่อนมนุษย์ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่ซาบซึ้งเคารพในคุณค่า/ศักดิ์ศรีของมนุษย์ และมีสำนึกในความเป็นหนึ่งเดียวไม่แบ่งแยกเป็นเขาเป็นเรา

การเข้าถึงจึงเป็นพลังในการนำความเข้าใจที่ถูกต้องมาปรับใช้ให้เกิดการพัฒนาที่ก่อเกิดศานติ สมานฉันท์ และความเจริญที่ยั่งยืน

พัฒนา เป็นเรื่องของการใช้ทักษะการบริหารจัดการที่สามารถรวมเอาปัจจัยต่างๆ เช่น ทุน คน องค์ความรู้ เทคโนโลยี ศาสนา วัฒนธรรม ฯลฯ มาทำให้สังคมดีขึ้นเจริญขึ้น แต่ความเจริญที่ยั่งยืนจะต้องไปด้วยกันกับศานติ สมานฉันท์

การพัฒนาที่สร้างความเจริญทางวัตถุ แต่ทำให้เกิดความไม่สงบสุขทางสังคม เกิดความแตก ความล่มสลายของชุมชนไม่ใช่การพัฒนาที่ถูกต้อง

การพัฒนาที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้องเป็นพื้นฐานและมีการเข้าถึงเป็นพลังขับเคลื่อน ทำให้เกิดการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของชุมชน

จึงนำไปสู่ความเจริญที่ยั่งยืนในบรรยากาศของศานติ สมานฉันท์

ในการปาฐกถานำ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี กล่าวว่า

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงใช้หลักการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจช่วยเหลือพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศมาตลอด 60 ปี ในการครองราชย์ของพระองค์"

น่าเสียดายที่การพัฒนาของภาครัฐเท่าที่ผ่านมาไม่ได้ใช้แนวทางดังกล่าว จึงทำให้เกิดการพัฒนาที่ไปทำลายคุณค่าดั้งเดิม ทำให้คนแปลกแยกจากรากเหง้าของตนเองโดยเฉพาะรากเหง้าทางจิตวิญญาณ ศาสนา วัฒนธรรม วิถีชีวิตที่เรียบง่าย เป็นการพัฒนาที่ไร้ทิศทาง ตอบไม่ได้ว่าจุดหมายปลายทางที่สังคมเราพึงบรรลุถึงคืออะไร เช่น

สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีนโยบายการปฏิรูปวัฒนธรรมอย่างขาดความเข้าใจ เข้าถึงคุณค่าของวัฒนธรรมเดิมจึงเป็นจุดเริ่มที่ทำให้คนไทยดูถูกตนเอง และหลงบูชาฝรั่ง

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เอาน้ำไหลไฟสว่างทางสะดวกเข้าไปในชนบท แต่ได้สร้างภาพลักษณ์ "หูป่าตาเถื่อน" ให้กับวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมชาวบ้าน

นโยบาย 4 ปีไม่มีคนจนที่ทดลองปฏิบัติผ่าน "โมเดลอาจสามารถ" ของรัฐบาลทักษิณ ที่เน้นเศรษฐกิจเป็นตัวตั้ง ได้ฉายภาพคนจนในชนบทให้ดูน่าสงสารสมเพชยิ่งขึ้นอีก (เช่นภาพคนจนมารุมล้อมนายกฯ ด้วยแววตาหวังว่าจะได้รับแจกเศษเงินของท่าน) ไม่มีภาพความงามของวิถีชีวิต ภูมิปัญญาชาวบ้าน วัฒนธรรมชุมชน ศานติสุข สมานฉันท์ ซึ่งเป็นทุนทางสังคมที่มีคุณค่าคู่กับวิถีชาวบ้านมาแต่เดิม

แต่ภาพของคนจนที่ฉายผ่านการทรงช่วยเหลือของในหลวงและพระราชินีด้วยแนวทาง "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" กลับเป็นภาพคนจนที่ดูงดงาม มีศักดิ์ศรี เชื่อมั่นในภูมิปัญญา วิถีชีวิต จิตวิญญาณ และวัฒนธรรมของตนเอง

ข้อเขียนของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในหนังสือชื่อ "หลักธรรม/ทำตามรอยพระยุคลบาท" ที่ว่า

"59 ปีที่ผ่านมานั้นได้ทรงแสดงให้ดูหมดทุกอย่าง ได้ทรงทำหมดทุกอย่าง ทรงคิดหมดทุกอย่าง เพื่อรักษาประเทศนี้ไว้...พวกเราพสกนิกรเห็นพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เคยมองพระเจ้าอยู่หัวเลย ชื่นชม แต่ไม่เคยทำตาม"

น่าจะช่วยเตือนสติให้เราทุกคน ทุกภาคส่วน น้อมนำปรัชญา "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" อันลึกซึ้งมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมให้ได้

_____________________________
มติชน วันที่ 04 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10312

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License