
ในโลกยุคใหม่นี้มีการแบ่ง "คุณค่า" เป็น 2 ส่วนที่ชัดเจน คือ คุณค่าภายใต้การซื้อมาขายไปในระบบโลกาภิวัตน์ และคุณค่าในเชิงสังคม ทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพ วัฒนธรรม ประชาธิปไตย ซึ่งซื้อขายไม่ได้หรือไม่ใช่เรื่องที่จะมาซื้อขาย
คอลัมน์ เดินหน้าชน
โดย จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด
เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจจัดสัมมนาพิเศษในโอกาสครบรอบ 30 ปี ในประเด็นใหญ่ที่กำลังอยู่ในกระแส "วิกฤตประเทศไทย ยุคทุนนิยมไล่ล่า" ในงานนี้ ท่านองคมนตรี นายแพทย์เกษม วัฒนชัย รับการบ้านใหญ่ให้มาช่วยวิเคราะห์ผลกระทบของระบบทุนนิยมในเชิงสังคม ซึ่งเมื่อเริ่มก็ออกตัวว่า งานนี้จะไม่มีประเด็นการเมืองมาเกี่ยวข้องและไม่ได้เจาะจงไปที่ใคร
แต่จะขอเปิดประเด็นใน 3 เรื่องใหญ่คือ เราจะมองสังคมไทยกันอย่างไร ความหมายของทุนนิยมที่เหมาะสมกับสังคมไทย และทางออกจากวิกฤตในระยะยาว
อาจารย์เกษมชี้ว่า หากมองย้อนไปสัก 700-800 ปี จะพบว่าสังคมไทยนั้นผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย และขณะนี้ก็กำลังเผชิญกับวิกฤตหนักในด้านสังคมและศีลธรรม แต่จุดแข็งของสังคมไทยก็คือ มีสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันศาสนา และสถาบันครอบครัวเป็นหลักยึดพื้นฐานในจิตใจของคนไทยโดยรวมมาตลอด
ขณะที่ในบริบททั่วโลก จากที่เคยแบ่งค่ายแบ่งฝ่ายโดยอุดมการณ์ทางการเมือง มายุคนี้ก็กลมกลืนไปด้วยกัน โดยมีการค้าและการเงินเป็นตัวเปิดประตูทุกประเทศเข้าหากัน และโลกการค้าเสรีนี่เองที่เริ่มส่งผลสะเทือนต่อระดับ "รากหญ้า" มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ระบบขนส่งสื่อสารสมัยใหม่ก็นำพาทั้งคน สิ่งของ ข่าวสารข้อมูลกระจายไปทั่วถึงกันและส่งอิทธิพลต่อกันอย่างไร้ขอบเขต ส่วนการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ก็เป็นไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งกว่า 90 ปีก่อนหน้า ใครตามไม่ทันก็มีสิทธิถูกหลอกและเสียเปรียบ
ส่วนภัยคุกคามที่ตามติดมากับโลกยุคใหม่นี้ ที่อันตรายสุดสุดก็คือ ภัยจากการก่อการร้ายที่นับวันจะแสดงตัวตนชัดเจนและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ภัยจากเชื้อไวรัสที่กลายพันธุ์จากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งหลาย ก็คุกคามมนุษย์มากขึ้น ทั้ง เอดส์ ซาร์ส และหวัดนกที่เมื่อไหร่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ ก็เป็นสิ่งที่น่าสะพึงกลัว
ในโลกยุคใหม่นี้มีการแบ่ง "คุณค่า" เป็น 2 ส่วนที่ชัดเจน คือ คุณค่าภายใต้การซื้อมาขายไปในระบบโลกาภิวัตน์ และคุณค่าในเชิงสังคม ทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพ วัฒนธรรม ประชาธิปไตย ซึ่งซื้อขายไม่ได้หรือไม่ใช่เรื่องที่จะมาซื้อขาย
เมื่อใดที่เริ่มซื้อง่ายขายคล่อง ย่อมนำไปสู่วิกฤตสังคมเช่นที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
ท่านอาจารย์เกษมยังชี้ด้วยว่า การที่ประเทศที่เคยประกาศตัวว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมไม่ว่าจะจีนหรือรัสเซีย หันกลับมายึดแนวทางทุนนิยมในการพัฒนาเศรษฐกิจ ย่อมแสดงว่าทุนนิยมมีข้อดี ซึ่งน่าจะหมายถึงการเปิดทางให้ภาคเอกชนและประชาชนได้เข้ามามีบทบาทมากกว่าที่รัฐจะผูกขาดไว้ฝ่ายเดียว แต่ทั้งนี้ ข้อดีของระบบก็น่าจะนำไปสู่การอยู่ดีมีสุขของผู้คน รวมทั้งความเจริญงอกงามและความมั่นคงของมนุษย์ สิ่งแวดล้อมและประเทศชาติโดยรวมในระยะยาวด้วย ไม่ใช่แค่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง หรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ธรรมชาติของทุนนิยมนั้นไปยื้อไปหยุดไม่ได้ ปัญหาคือ จะควบคุมหรือป้องกันอย่างไรไม่ให้ทุนนิยมที่กำลังเฟื่องฟูในไทยพัฒนาไปในทางลบเป็น "ทุนสามานย์" ซึ่งแสดงออกผ่านการให้คุณค่าของ "เงิน" เป็นสำคัญ ซึ่งนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวกมากไปกว่านี้ จนกลายเป็นวิกฤตที่นำสังคมไปสู่ความเสื่อมและล่มสลาย
ปัญหาคือ เราจะเรียนรู้หรือสรุปบทเรียนด้านลบของทุนนิยมเพื่อควบคุมมันอย่างไร
การที่องค์การสหประชาชาติทูลเกล้าฯถวายรางวัล "ความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์" แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวาระที่ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 60 ปี และชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นเครื่องลดผลกระทบด้านลบของทุนนิยม เท่ากับยอมรับว่า ปรัชญาดังกล่าวเป็นทางรอดจากทุนนิยมสามานย์ในบริบทของโลกด้วย
ดังนั้น ใครที่ยังไม่เคยเข้าถึงความลึกซึ้งของปรัชญาดังกล่าว ที่หลักสำคัญอยู่ที่การเดินสายกลางและตั้งอยู่บนความไม่ประมาทตามหลักพระพุทธศาสนาในทุกด้าน ตามที่ได้ทรงพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยมากว่า 30 ปีแล้ว ก็คงต้องกลับไปทำความเข้าใจอย่างจริงจังเพื่อแปรเป็นภูมิต้านทานในตัวเอง
ที่สำคัญจะได้ตั้งรับกันแต่เนิ่นๆ กับวิกฤตของ "ทุนสามานย์" ที่กำลังก่อตัวเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทยและในบริบทสังคมโลก
______________________________
มติชน วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10311
|