carefor_banner017.jpg
อัปเดทล่าสุด : อังคาร 2 ธันวาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 155 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

ผลสำรวจพบคนไทยเสพติดหวย พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
ครัวเรือนส่วนใหญ่ 56% ตระหนักถึงความสำคัญของการออม แต่ครัวเรือน 40-50% ไม่อยู่ในฐานะออมได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลในอนาคตระยะยาว


หวยใต้ดินยังสะพัดยอดขายสูง4แสนล้าน
หวยบนดินขายดีแต่โกยรายได้แค่4หมื่นล.

หอการค้าเปิดผลสำรวจ พบคนไทยเสพติดทั้งหวยบนดิน-ใต้ดิน ชี้แม้หวยใต้ดินจะลดลง แต่ยอดซื้อกลับสูงถึง 4 แสนล้าน ขณะที่บนดินมียอดซื้อแค่ 4 หมื่นล้าน เหตุใช้เครดิตแถมจ่ายน้อยกว่า รวมถึงมีส่วนลดให้ด้วย เผยคนไทยมุ่งสร้างหนี้มากกว่าออม หนี้ภาคครัวเรือนพุ่งเฉลี่ยกว่า 5,000 บาท/เดือน แต่ออมจิ๊บๆ แค่ 389 บาท/เดือน

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดสัมมนาวิชาการนำเสนอผลวิจัยประเด็นต่างๆ โดยนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ นำเสนอวิจัยในหัวข้อ "หวยใต้ดิน-หวยบนดิน:พฤติกรรมการบริโภคของไทย" ซึ่งได้รสำรวจงวดวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2549 กับกลุ่มสำรวจจำนวน 1,394 ราย

พบว่าหลังจากรัฐบาลนำสลากแบบเลขท้าย 2 และ 3 ตัวหรือหวยบนดิน ออกจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2546 ทำให้การซื้อหวยใต้ดินลดลง เพราะหวยใต้ดินหาซื้อยาก กลัวผิดกฎหมาย ต้องการถูกรางวัลแจ๊คพอตจากหวยบนดิน และกลัวเจ้ามือเบี้ยว ซึ่งเป็นสัดส่วน 44.1% ของกลุ่มตัวอย่าง

โดยอีก 26.9% ระบุยังซื้อหวยใต้ดินเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น เพราะใช้เงินการซื้อน้อยกว่า ใช้เครดิตในการซื้อได้ และมีส่วนลดในการจูงใจ

ผลศึกษายังพบว่าการบริโภคทั้งหวยบนดินและใต้ดินมีลักษณะการเสพติดแบบสมเหตุสมผลมากกว่าแบบตาบอด

กล่าวคือการซื้อหวยบนดินมีการพิจารณาและวางแผนโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในอนาคตด้วย
โดยความรุนแรงของการเสพติดหวยบนดินมีมากกว่าหวยใต้ดิน
โดยผู้บริโภคภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะการเสพติดหวยบนดินสูงสุด
ส่วนกรุงเทพฯและปริมณฑลต่ำสุด

ในแง่ของพฤติกรรมการซื้อหวยบนดินมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 502.73 บาท/เดือน
แต่หวยใต้ดินมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,347.9 บาทต่อเดือน

แม้สัดส่วนคนซื้อหวยใต้ดินจะมีน้อยกว่าแต่มีเงินสะพัดถึง 4 แสนล้านบาท ขณะที่หวยบนดินมีเงินสะพัดประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเพียง 10% ของมูลค่าหวยใต้ดิน

ที่สังเกตคือคนซื้อหวยกลุ่มใหญ่อายุเกิน 50 ปี
และมักเป็นกลุ่มคนรายได้น้อยประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อเดือน
มีอาชีพรับจ้างทั่วไป และการศึกษาน้อย

แต่หากเป็นคนการศึกษาสูงไม่ค่อยนิยมเล่นหวย
แต่หากเป็นคนเล่นหวยก็จะยอมจ่ายเงินที่สูงกว่า

"ผลวิจัยพบว่าแม้คนไทยซื้อหวยบนดินแทนใต้ดิน แต่ก็ไม่ได้ลดรายจ่ายด้านอื่นลง จึงทำให้เงินไหลเข้าระบบ แต่พฤติกรรมคนซื้อหวยใต้ดินยังสูง รัฐควรหาวิธีการให้คนเหล่านี้เข้าระบบ แต่ต้องระวังผลจากการใช้กลยุทธ์จูงใจ เพราะอย่างไรก็คือการเล่นพนันอย่างหนึ่ง ผู้ซื้อมีแต่ขาดทุน ไม่เช่นนั้นอาจเข้าลักษณะเสพติดแบบอันตราย"

นายดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ นำเสนอวิจัยหัวข้อ "การสำรวจทัศนคติของประชาชนเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี การออม การจัดสวัสดิการ และการเกื้อกูลกันโดยภาคประชาชน" จากกลุ่มตัวอย่าง 4,984 ครัวเรือน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2548 พบว่า

ครัวเรือนส่วนใหญ่ 56% ตระหนักถึงความสำคัญของการออม
แต่ครัวเรือน 40-50% ไม่อยู่ในฐานะออมได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลในอนาคตระยะยาว

โดยเฉพาะสังคมคนชรามีเพิ่มขึ้นและเป็นสัดส่วนกว่า 10% ของประชากร
เฉพาะในส่วนที่มีการออมจะเป็นสัดส่วน 13% ของรายได้ค่อนข้างต่ำ
หากเทียบกับการโฆษณาแนะให้ออมหนึ่งส่วนใช้จ่ายสามส่วนหรือ 25% ของรายได้
และนิยมออมเพื่อใช้ในเหตุฉุกเฉิน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ทุนการศึกษา เป็นค่าทำศพ
ส่วนเก็บเพื่อยามชราน้อยมาก

ซึ่งอุปสรรคของการออม อาจเพราะครัวเรือนไทยมียอดหนี้สินสูงประมาณ 6.8% ของรายได้
หรือหนี้ต่อครัวเรือน 5,143 บาท/เดือน

ขณะที่ค่าเฉลี่ยการออมต่อเดือน 389 บาท หรือ 4,668 บาท/ปี
โดยการออมมักนิยมเป็นสมาชิกกลุ่มออม เช่น

ผ่านกลุ่มสมาคมแม่บ้าน สหกรณ์ มากกว่าออมคนเดียว และสัดส่วนส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด

การสำรวจยังพบว่าครัวเรือนไทยมีสวัสดิการทางสังคมต่ำเพียง 18.9%
อีก 58.9% ไม่มีสวัสดิการสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้รัฐบาลควรพิจารณาต่อไป

_____________________________
วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10304

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License