
ครัวเรือนส่วนใหญ่ 56% ตระหนักถึงความสำคัญของการออม แต่ครัวเรือน 40-50% ไม่อยู่ในฐานะออมได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลในอนาคตระยะยาว
หวยใต้ดินยังสะพัดยอดขายสูง4แสนล้าน
หวยบนดินขายดีแต่โกยรายได้แค่4หมื่นล.
หอการค้าเปิดผลสำรวจ พบคนไทยเสพติดทั้งหวยบนดิน-ใต้ดิน ชี้แม้หวยใต้ดินจะลดลง แต่ยอดซื้อกลับสูงถึง 4 แสนล้าน ขณะที่บนดินมียอดซื้อแค่ 4 หมื่นล้าน เหตุใช้เครดิตแถมจ่ายน้อยกว่า รวมถึงมีส่วนลดให้ด้วย เผยคนไทยมุ่งสร้างหนี้มากกว่าออม หนี้ภาคครัวเรือนพุ่งเฉลี่ยกว่า 5,000 บาท/เดือน แต่ออมจิ๊บๆ แค่ 389 บาท/เดือน
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้จัดสัมมนาวิชาการนำเสนอผลวิจัยประเด็นต่างๆ โดยนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ นำเสนอวิจัยในหัวข้อ "หวยใต้ดิน-หวยบนดิน:พฤติกรรมการบริโภคของไทย" ซึ่งได้รสำรวจงวดวันที่ 15-16 พฤษภาคม 2549 กับกลุ่มสำรวจจำนวน 1,394 ราย
พบว่าหลังจากรัฐบาลนำสลากแบบเลขท้าย 2 และ 3 ตัวหรือหวยบนดิน ออกจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2546 ทำให้การซื้อหวยใต้ดินลดลง เพราะหวยใต้ดินหาซื้อยาก กลัวผิดกฎหมาย ต้องการถูกรางวัลแจ๊คพอตจากหวยบนดิน และกลัวเจ้ามือเบี้ยว ซึ่งเป็นสัดส่วน 44.1% ของกลุ่มตัวอย่าง
โดยอีก 26.9% ระบุยังซื้อหวยใต้ดินเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น เพราะใช้เงินการซื้อน้อยกว่า ใช้เครดิตในการซื้อได้ และมีส่วนลดในการจูงใจ
ผลศึกษายังพบว่าการบริโภคทั้งหวยบนดินและใต้ดินมีลักษณะการเสพติดแบบสมเหตุสมผลมากกว่าแบบตาบอด
กล่าวคือการซื้อหวยบนดินมีการพิจารณาและวางแผนโดยคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในอนาคตด้วย
โดยความรุนแรงของการเสพติดหวยบนดินมีมากกว่าหวยใต้ดิน
โดยผู้บริโภคภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีลักษณะการเสพติดหวยบนดินสูงสุด
ส่วนกรุงเทพฯและปริมณฑลต่ำสุด
ในแง่ของพฤติกรรมการซื้อหวยบนดินมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 502.73 บาท/เดือน
แต่หวยใต้ดินมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,347.9 บาทต่อเดือน
แม้สัดส่วนคนซื้อหวยใต้ดินจะมีน้อยกว่าแต่มีเงินสะพัดถึง 4 แสนล้านบาท ขณะที่หวยบนดินมีเงินสะพัดประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเพียง 10% ของมูลค่าหวยใต้ดิน
ที่สังเกตคือคนซื้อหวยกลุ่มใหญ่อายุเกิน 50 ปี
และมักเป็นกลุ่มคนรายได้น้อยประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อเดือน
มีอาชีพรับจ้างทั่วไป และการศึกษาน้อย
แต่หากเป็นคนการศึกษาสูงไม่ค่อยนิยมเล่นหวย
แต่หากเป็นคนเล่นหวยก็จะยอมจ่ายเงินที่สูงกว่า
"ผลวิจัยพบว่าแม้คนไทยซื้อหวยบนดินแทนใต้ดิน แต่ก็ไม่ได้ลดรายจ่ายด้านอื่นลง จึงทำให้เงินไหลเข้าระบบ แต่พฤติกรรมคนซื้อหวยใต้ดินยังสูง รัฐควรหาวิธีการให้คนเหล่านี้เข้าระบบ แต่ต้องระวังผลจากการใช้กลยุทธ์จูงใจ เพราะอย่างไรก็คือการเล่นพนันอย่างหนึ่ง ผู้ซื้อมีแต่ขาดทุน ไม่เช่นนั้นอาจเข้าลักษณะเสพติดแบบอันตราย"
นายดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ นำเสนอวิจัยหัวข้อ "การสำรวจทัศนคติของประชาชนเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี การออม การจัดสวัสดิการ และการเกื้อกูลกันโดยภาคประชาชน" จากกลุ่มตัวอย่าง 4,984 ครัวเรือน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2548 พบว่า
ครัวเรือนส่วนใหญ่ 56% ตระหนักถึงความสำคัญของการออม
แต่ครัวเรือน 40-50% ไม่อยู่ในฐานะออมได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่ากังวลในอนาคตระยะยาว
โดยเฉพาะสังคมคนชรามีเพิ่มขึ้นและเป็นสัดส่วนกว่า 10% ของประชากร
เฉพาะในส่วนที่มีการออมจะเป็นสัดส่วน 13% ของรายได้ค่อนข้างต่ำ
หากเทียบกับการโฆษณาแนะให้ออมหนึ่งส่วนใช้จ่ายสามส่วนหรือ 25% ของรายได้
และนิยมออมเพื่อใช้ในเหตุฉุกเฉิน ซื้ออสังหาริมทรัพย์ ทุนการศึกษา เป็นค่าทำศพ
ส่วนเก็บเพื่อยามชราน้อยมาก
ซึ่งอุปสรรคของการออม อาจเพราะครัวเรือนไทยมียอดหนี้สินสูงประมาณ 6.8% ของรายได้
หรือหนี้ต่อครัวเรือน 5,143 บาท/เดือน
ขณะที่ค่าเฉลี่ยการออมต่อเดือน 389 บาท หรือ 4,668 บาท/ปี
โดยการออมมักนิยมเป็นสมาชิกกลุ่มออม เช่น
ผ่านกลุ่มสมาคมแม่บ้าน สหกรณ์ มากกว่าออมคนเดียว และสัดส่วนส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด
การสำรวจยังพบว่าครัวเรือนไทยมีสวัสดิการทางสังคมต่ำเพียง 18.9%
อีก 58.9% ไม่มีสวัสดิการสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้รัฐบาลควรพิจารณาต่อไป
_____________________________
วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10304
|