carefor_banner015.jpg
อัปเดทล่าสุด : อังคาร 2 ธันวาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก arrow ใส่ใจมาฝาก arrow สิ่งดีที่มีอยู่...สิ่งดีมีให้กัน : ลุงริศ
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 155 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

สิ่งดีที่มีอยู่...สิ่งดีมีให้กัน : ลุงริศ พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
"มันช่างปัญญาอ่อนมากๆ ผมมีข้าวกินครบทุกมื้อ มีเงินใช้ มีทุกอย่างในชีวิต แต่แค่โดนผู้หญิงทิ้ง ผมกลับรู้สึกเหมือนสูญเสียทุกอย่างในชีวิตไป... แต่พวกเขานั้นไม่มีอะไร วันๆ ข้าวจะมีให้กินรึเปล่าก็ยังไม่รู้..." คลิกดูรูปกว่า 180 รูป 



โดย นริศ มณีขาว

ก้าวพ้นความทุกข์ด้วยความทุกข์

          “ก่อนมาที่ค่ายนี้ ผมอกหักจากผู้หญิงคนหนึ่ง ผมนอนไม่หลับหลายคืน ไม่สิ... ทุกคืนติดต่อกันต่างหาก กว่าผมจะหลับก็อยู่ในช่วงตีห้าทุกวัน และแทบทุกคืนผมฝันถึงเธอ พอตื่นขึ้นมา เรื่องของเธอก็จะวนเวียนซ้ำไปมา... เป็นอย่างนี้มาร่วมเดือน...

          เมื่อผมมาค่ายนี้ ผมพยายามเก็บอาการเศร้าไว้ ทำหน้าตายิ้มแย้มดูมีความสุข แต่ทุกคืนที่กลับไปนอนก็ยังคิดและฝันถึงเธออยู่... แต่มาวันหนึ่ง ผมพบว่าชาวบ้านและเด็กจำนวนไม่น้อยในหมู่บ้านนี้ต้องกินข้าวกับน้ำ ถ้าดีหน่อยก็กินข้าวกับเกลือ เด็กตัวเล็กซึ่งแม่เสียชีวิตต้องออกไปทำงานทุกวัน...


          ผมรู้สึกสะดุ้งและเหมือนว่าได้หลุดพ้นจากวงจรชีวิตเดิมๆ ปัญหาของตัวผมที่คิดว่าเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ ไม่สามารถแก้ไขได้ ...กลับกลายเป็นปัญหาที่เล็ก และผมรู้สึกว่า มันช่างปัญญาอ่อนมากๆ ผมมีข้าวกินครบทุกมื้อ มีเงินใช้ มีทุกอย่างในชีวิต แต่แค่โดนผู้หญิงทิ้ง ผมกลับรู้สึกเหมือนสูญเสียทุกอย่างในชีวิตไป... แต่พวกเขานั้นไม่มีอะไร วันๆ ข้าวจะมีให้กินรึเปล่าก็ยังไม่รู้...

          มันทำให้ผมรู้ว่า คนที่มีความทุกข์มีปัญหานั้นช่างมีเยอะกว่าผมมากมาย... เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผมจึงไม่มีเวลาว่างไปทุกข์ใจอีกแล้ว..”

          ชายหนุ่มคนหนึ่งเล่าถึงจุดเปลี่ยนอันงดงามของชีวิต เขาก้าวพ้นความเจ็บปวด ก้าวพ้นความทุกข์แบบฉับพลัน... เมื่อหัวใจของเขามากระทบกับหัวใจของชาวบ้าน เมื่อความทุกข์ของเขามากระทบกับความทุกข์ของชาวบ้าน... เมื่อเขามาอยู่ต่อหน้าความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่กว่า... เขาก็ก้าวพ้นความทุกข์ได้อย่างฉับพลัน...

เด็กๆกินข้าวกับเกลือ...กินข้าวกับน้ำ !

          ผมขึ้นดอยกับน้องๆกลุ่มค่ายนิสิตนักศึกษาอาสาพัฒนา บ้านเซเวียร์ มาใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านของพี่น้องชาวม้ง ที่แม่แจ่ม เชียงใหม่ราว 2 อาทิตย์ มีเรื่องราวมากมายที่เปลี่ยนแปลงชีวิต เปลี่ยนแปลงมุมมอง เปลี่ยนแปลงวิธีคิดของนักศึกษา และแม้กระทั่งตัวผมเอง...

          "แม้จะไม่ได้อาบน้ำหลายๆวัน... ผมก็ไม่รู้สึกทุกข์ใจอะไร กลับรู้สึกว่าเราต้องร่วมทุกข์และขอบคุณชาวบ้านกับเด็กๆที่นี่... ก็พอพวกเรามา น้ำที่เคยมีใช้ก็ขาดแคลนลงไป... ชาวบ้านที่นี่ลำบากกว่าเรามาก เด็กๆและพ่อแม่ในหลายๆครอบครัวต้องกินข้าวกับเกลืออาทิตย์ละไม่น้อยกว่า 3 วัน... เพราะความยากจน... ยิ่งกว่านั้นบางทีเกลือก็ไม่มี... ต้องกินข้าวกับน้ำเปล่าๆ... ผมได้ยินจากปากของแม่ และจากปากของเด็กแล้ว... ถึงกับอึ้ง และน้ำตาคลอเบ้าตาทั้งสองข้าง...อย่างไม่อาจจะหักห้ามใจได้เลย... น้องนักศึกษาบางคนถึงกับเบือนหน้าหนีด้วยความสะเทือนใจ..."

เงินวันละ 40 บาทเลี้ยง 4 ชีวิต

          หมู่บ้านนี้ขาดแคลนน้ำเนื่องจากภัยแล้ง ตอนกลางคืนหนาวจัด ขนาดเราไปอยู่ในช่วงฤดูร้อนนี้ ยังต้องใช้ผ้าห่มสักคนละ 3 ผืนจึงจะทนหนาวไหว ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมีผ้าห่มไม่พอ อย่างเช่นว่า มีครอบครัวหลายครอบครัวใช้ผ้าห่ม 2 ผืนแบ่งกันห่ม 5 คน ชาวบ้านรับจ้างทำไร่สตอเบอรี่ แต่ต้องทำงานวันเว้นวัน และขึ้นอยู่กับจำนวนผลของสตอเบอรี่ที่บางช่วงออกมาก บางช่วงออกน้อย ช่วงการปลูกและเก็บสตอเบอรี่ใช้เวลา 5 เดือน หลังจากนั้นชาวบ้านจะรับจ้างปลูกกล้าสตอเบอรี่ หรือทำงานรับจ้างอื่นๆ เช่น ขุดดินทำแปลง ทำคันดิน

          อย่างครอบครัวยากจนครอบครัวหนึ่ง แม่ต้องผูกลูกสาวคนเล็กราว 4 เดือนไว้ข้างหลัง อุ้มลูกสาว 4 ขวบ และเดินกับลูกสาวคนโตอายุ 6 ขวบ ข้ามเขา 2 ลูกไปรับจ้างเก็บลูกสตอเบอรี่ โดยจะเก็บตอนสี่โมงเย็นถึงสองทุ่ม หลังจากนั้นจะนำมาเรียงโดยนำลูกสตอเบอรี่มาเรียงไว้บนใบสตอเบอรี่ใส่ตระกร้าพลาสติดไว้จนถึงราวเที่ยงคืน ถ้าต้องมาขายที่ตลาดก็จะนั่งรถเดินทางมาตลอดในเมืองถึงราวตีสอง ตีสาม และรอขายในตอนเช้ามืด กว่าจะกลับบ้านก็ช่วงสายๆ แต่สำหรับแม่กับลูก 3 คนนี้มักจะเสร็จงานเที่ยงคืนและนอนหนาวด้วยผ้าห่มเพียงผืนเดียวที่กระท่อมโล่งๆในไร่ และเดินข้ามเขากลับบ้านในตอนสายของอีกวันหนึ่ง ได้ค่าจ้างวันละ 80 บาท และเนื่องจากการเก็บสตอเบอรี่จะทำวันเว้นวัน เธอจึงต้องใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวัง คือวันละไม่เกิน 40 บาท สำหรับเป็นค่าอาหารและค่าใช้จ่ายอื่นๆสำหรับ 4 ชีวิต คือเธอและลูกอีก 3 คน... ซึ่งแน่นอนครอบครัวของเธอก็เป็นหนึ่งในครอบครัวที่ต้องกินข้าวกับเกลือ กินข้าวกับน้ำอาทิตย์ละหลายวันเช่นกัน

เจ็บไข้ไม่มีค่ารถไปหาหมอ

          ลูกสาวคนเล็ก 4 เดือนเป็นไข้ทุกคืนมานานร่วมเดือนแล้ว เธอก็ซื้อยาไข้เด็กจากร้านในหมู่บ้านมาให้ลูกสาวกินแก้ไข้ เพราะเธอไม่มีเงินพอจะที่จะไปอนามัย ซึ่งต้องใช้ค่ารถไปกลับ 80 บาท ถ้าไปโรงพยาบาลใช้ค่ารถไปกลับราว 160 บาท ลูกสาวคนกลางยังไม่ได้แจ้งเกิด เพราะหมอตำแยทำคลอดให้ ถ้าไปทำใบเกิดใช้เงินค่ารถไปกลับ 1,000 บาท เพราะอำเภออยู่ใกล้มาก และต้องมีผู้ใหญ่บ้าน หมอตำแย และพยานไปด้วยกัน เด็กที่ไม่มีใบเกิดจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ เช่นด้านการเรียน การรักษาพยาบาล จะต้องจ่ายเต็มอัตรา สถานะภาพเป็นเด็กเถื่อนนั่นเอง… เธอบอกว่า จะทำอย่างไรได้ ในชีวิตของเธอ เธอไม่เคยหาเงินได้เป็นจำนวนพัน จะหาเงินได้ก็เป็นจำนวนร้อยเท่านั้น... 

อาหารเที่ยงมื้อละ 2 บาท 63 สตางค์

          ครูในโรงเรียนนี้มี 3 คน สอนเด็กประถม ป.1-ป.6 ราว 118 คน เด็กมีอาการขาดสารอาหารทั้งหมด หรือที่เราเรียกว่า ทุโภชนาการนั่นเอง แต่โรงเรียนได้ค่าอาหารกลางวันสำหรับเด็ก 31 คนเป็นจำนวนเงิน 310 บาทต่อวันเท่านั้น (ค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนมาตรฐานอยู่ที่มื้อละ 10 บาทต่อคน) คุณครูก็เลยต้องใช้เงิน 310 บาททำอาหารเลี้ยงเด็ก 118 คนทุกวัน อย่างเช่น ทำข้าวต้มใส่หมู หมี่ผัดใส่ไข่ พะโล้เน้นเต้าหู้ โดยเพิ่มข้าวเป็นหลักเพื่อจะได้พอเพียงสำหรับนักเรียนทุกคน ถ้าเราลองคำนวณดูก็เท่ากับว่าค่าอาหารกลางวันของเด็กที่นี่ตกคนละ 2 บาท 63 สตางค์เท่านั้น... ผมรู้สึกสะท้อนใจขึ้นมาทันทีว่า สำหรับคนในเมือง เงินจำนวน 2-3 บาทนั้นใช้ซื้ออะไรได้บ้าง? และส่วนใหญ่แล้วเราใช้เงินของเราหมดไปกับเรื่องอะไรบ้าง?...

เด็กกินข้าวกับน้ำ แต่หลายคนยังเทข้าวทิ้ง !

          “ประสบการณ์นี้อาจจะไม่ประทับใจ แต่ว่ามันตรึงใจ... หนูได้รู้ว่า ขณะที่หลายคนเทข้าวทิ้งอย่างไม่เสียดาย ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำงานแทบตาย เพื่อหาเงินมาซื้ออาหาร และบางครั้งต้องทานข้าวกับน้ำและเกลือ...

          หนูนับถือเขามาก รวมทั้งครอบครัวของเขาด้วย และสิ่งหนึ่งที่หนูได้คิดคือ จะใช้เงินมากน้อยไม่สำคัญ แต่ให้มันคุ้มกับจำนวนที่ต้องจ่ายไปกับสิ่งที่ได้มา คนบางคนทำงานหลายชั่วโมงกว่าจะได้เงิน 20 บาท แต่บางคนเสียเงิน 20 บาท และเวลา 1 ชั่วโมงกับเกมคอมพิวเตอร์ วิถีทางมันสวนกันมาก หนูคิดว่าหนูคงไม่เป็นแบบนั้น และก่อนจะใช้เงินครั้งใดๆ หนูคงใช้ความคิดไตร่ตรองมากขึ้น และคิดถึงพวกเขาเหล่านั้น ที่ทานข้าวกับนำและเกลือ” โดย เด็กอิงพายเรือ

          นี่เป็นบันทึกจากเยาวชนหญิงคนหนึ่งที่ไปกับเรา การพบกับเรื่องราวความเป็นจริงทำให้เธอย้อนมองกลับมายังชีวิตของเธอเอง และเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในส่วนลึกของจิตใจ... นักศึกษาอีกหลายๆคนก็เริ่มคิดว่า แทนที่เราจะใช้เงินกินๆเที่ยวๆอย่างฟุ่มเฟือย อย่างกินชาเขียวขวดละ 20 บาท ถ้าเรานำเงินมาเป็นค่าอาหารกลางวันให้น้องๆที่ยากจนได้ 6-7 คน หรือถ้าจะให้น้องได้ค่าอาหารกลางวันตามมาตรฐานก็เป็นค่าอาหารกลางวันได้ 2 คน

เด็ก 10 ขวบถ่ายรูปได้ระดับมืออาชีพ

Image Image Image Image Image

          วันหนึ่งผมเห็นเด็กๆที่นี่ปั้นดินน้ำมันเป็นรูปกล้องถ่ายรูป แล้วมาขอถ่ายรูปพี่ๆ... ก็เลยจุดประกายขึ้นมาในใจผมว่า ถ้าสอนให้เด็กถ่ายรูป รูปจะออกมาเป็นอย่างไร ในสายตาเด็กนั้นเด็กมองเห็นอะไรบ้าง... ผมก็เลยเริ่มสอนเด็กๆให้ถ่ายรูป มีตั้งแต่เด็ก 5 ขวบจนถึงเด็ก 10 ขวบ...

          แล้วผมก็พบกับความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก... รูปที่เด็กๆถ่ายออกมาเป็นรูปที่มีชีวิตชีวา สวยงามมากอย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน... หลายๆรูปเป็นรูปที่ดูเป็นแบบมืออาชีพเลยทีเดียว... อย่างรูปประกอบในบทความนี้ ก็เป็นฝีมือของเด็กๆที่นี่ เด็กที่ยากจนที่กินข้าวกับเกลือ กินข้าวกับน้ำนี่แหละครับ... มีสิ่งดีที่ซ่อนอยู่ มีศักยภาพ มีพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ภายใน... เพียงแต่ว่าเด็กเหล่านี้จะมีโอกาสเหมือนเด็กอื่นๆหรือไม่?  

ไม่ใช่เพราะเราดีกว่าเขา แต่เพราะมีโอกาสมากกว่า

น้องนักศึกษาผู้เข้าร่วมค่ายครั้งนี้คนหนึ่งใช้นามปากกาว่า “ซีริน” กล่าวว่า

          “เมื่อได้ใช้ชีวิตนอนกะดินกินกะทราย ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีคลื่นโทรศัพท์ พบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การทำงานของชาวบ้านที่นี่ ทำให้เราเห็นค่าในสิ่งต่างๆมากขึ้น...

          เราได้อยู่ดีกว่าเค้า(มีน้ำมีไฟ มีอาหารกินพร้อมสรรพ)  ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนดีกว่าเค้า แต่เพราะมีโอกาสมากกว่า  โชคดีกว่าได้อยู่ในครอบครัวที่มีพร้อม
          
          เราได้เรียนสูงกว่าไม่ใช่ว่าเพราะเราฉลาดกว่า (จบปริญญา แต่เค้าได้เรียนแค่ ป. 6) แต่แพราะเรามีโอกาสมากกว่าต่างหาก... เมื่อเรามีโอกาสที่ดีกว่า เราควรนำโอกาสนี้ แบ่งปันให้คนที่มีโอกาสน้อยกว่า...ต่อไป”

หาเงินให้ได้เยอะๆเพื่อตนเอง แต่ยังมีคนอดอยาก?

          “เคยคิดว่า จะเรียนสูงๆ ทำงานหาเงินให้ได้เยอะๆมาเพื่อตนเอง ซื้อหาของที่ตนต้องการให้มากที่สุด แต่ในความเป็นจริงมีคนอื่นอีกมากที่อดอยากมากกว่าเรา ดังนั้นเราจึงควรใช้ความรู้ที่เราเรียนมาให้มีประโยชน์มากกว่าแค่ทำเพื่อตนเองอย่างเดียว พยายามหยิบยื่นโอกาสให้ผู้ขาดโอกาสบ้าง...” น้องซีรินแบ่งปันเพิ่มเติมทิ้งไว้ให้หลายๆคนคิด...

ก้าวต่อไปของชีวิต

          ผมลงจากดอยได้ยินเรื่องราวของเด็กหลายๆคนในเมือง มีเด็กที่กินลูกชิ้น ซึ่งแม้ว่าจะเป็นลูกเล็กๆ แต่ก็กินได้ถึง 14 ไม้ และมีเด็กที่เล่นเกมคอมพิวเตอร์มากมาย ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาๆของชีวิตเด็กในเมืองก็ตาม... ผมก็ยังรู้สึกสะเทือนใจอยู่ไม่น้อยเมื่อย้อนคิดถึงชีวิตเด็กๆบนดอยที่ผมเพิ่งจะจากมา... และทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะแบ่งปันเรื่องราวต่างๆ เผื่อว่าจะจุดประกายในหัวใจของผู้คนรอบข้าง ให้ย้อนมองชีวิต และเห็นคุณค่าในสิ่งดีที่มีอยู่ของตนเองว่า สิ่งดีที่มีอยู่ในหัวใจของทุกๆคนนั้น มีคุณค่าคู่ควรแก่การมอบให้กัน... มีคุณค่าคู่ควรแก่การแบ่งปันกัน... เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนนั่นเอง...

          และแม้ว่าเราจะเป็นเพียง คนเล็กๆคนหนึ่ง แต่เราก็เริ่มทำอะไรบางอย่างได้อย่างมีความหมาย... ก็อย่าง ด.ต.วิชัย สุริยุทธ คนธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ถูกหาว่าเป็นคนบ้าเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นผู้ที่ปลูกป่ามาแล้วกว่า 2,000,000ต้น (2ล้านต้น) ด้วยปณิธานในหัวใจที่ว่า “...ปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ ปลูกไปจนกว่าจะตายนั้นแหละ...” ด.ต.วิชัยกล่าวอย่างหนักแน่นว่า

          “ผมยึดหลัก ทำเพื่อความสุขของผู้อื่น ทำให้คนที่ไม่รู้ ทำให้คนที่เสียโอกาส ผมจะปลูกต้นไม้ ไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ผมไม่ได้ปลูกแต่ต้นยางนา คูน ตาล เท่านั้น ผมปลูกขี้เหล็ก สะเดา กระถิน ตะไคร้ โตแล้วให้ดอกออกผลก็เป็นของชาวบ้าน ใครจะกินก็มาเก็บเอา บางคนเก็บไปขาย ส่งลูกเรียน ผมเห็นแล้วก็ชื่นใจ ผมมีความสุขทุกขั้นตอน ตั้งแต่เอาเมล็ดพันธุ์ใส่ถุง แบกจอบ หิ้วขึ้นมอเตอร์ไซค์ ขี่ไปปลูกจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ผมจึงตั้งใจปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตจะหาไม่



ซึ้งถึงคำว่าแม่

Image
“ประสบการณ์ที่มีความหมายและประทับใจมากที่สุด คือ เราได้กลายเป็นแม่ เพราะมีน้องคนหนึ่งชื่อน้องปลา เราก็ไปเล่นกับน้องเค้า กินข้าวกับน้องเค้า ทำอะไรหลายๆอย่างร่วมกัน จนน้องเรียกเราว่า “แม่หมา” และก็บอกว่า “ถ้าพี่เป็นแม่หมา หนูก็จะเป็นลูกหมา” ทั้งๆที่เด็กผู้ชายซึ่งเรียกกันว่าเป็น “ลูกหมา” จะไม่ค่อยถูกกับเด็กผู้หญิงซึ่งเรียกกันเป็น “แม่หมู” เท่าไร ...หลังๆน้องเค้าก็เรียกเราว่าแม่เฉยๆ... เรารู้สึกว่าเค้าอยากอยู่ใกล้เราตลอดเวลา มากอด มาหอมเหมือนเค้าเป็นลูกเราจริงๆ ทำให้รู้ซึ้งถึงคำว่า “แม่” และรู้ว่าเด็กๆน่ารักแค่ไหน... เป็นความประทับใจที่จะที่มีคนรักเราและทำให้เรารักได้อย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งๆที่เจอกันได้ไม่นาน...”  ฝ้าย

____________________________
คอลัมน์ไต่ตามโค้งตะวัน. อุดมศานต์ พฤษภาคม 2549.

ท่านที่สนใจจะสนับสนุนค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน โรงเรียนบ้านแม่แฮเหนือ สาขาแม่แจ๊ะ ติดต่อได้โดยตรงที่ อาจารย์บุญศรี สาสุจิตร โทร 053-378154 (กลางคืน 19.00-20.00 น.) ในกรณีส่งธนาณัติ สามารถส่งไปได้ที่ บ้านเลขที่ 45 หมู่ 1 ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ 50250 ป.ณ.สะเมิง

ความคิดเห็น
คิดถึงแม่แจ๊ะ
เขียนโดย BEN เมื่อ 2006-04-25 23:36:01
ไปค่ายนี้ได้อะไรหลายๆอย่างเลย 
ที่ประทับใจก็เรื่องน้ำใจของชาวบ้านนี่แหละ 
เราเดินผ่านไร่สตอเบอรี่ของชาวบ้าน เขาก็ต้อนรับอย่างดี โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราเป็นใคร 
แถมยังชวนกินข้าวกลางวัน และ แบ่งกับข้าวอันน้อยนิดให้กับเราอีก ถึงมันดูจะไม่ค่อยน่ากินแต่ก็อร่อย แล้วยังแถมผักชีดอย กับสตอเบอรี่ให้เราเอากลับมากินอีกด้วย 
นี่แหละสิ่งที่หาได้ยากในเมือง 
^-^
ย้อนคิดความรู้สึก และสิ่งที่ได้
เขียนโดย ... เมื่อ 2006-04-26 14:03:50
ก่อนที่เราจะได้มีโอกาสไปค่าย เราได้เจอความทุกข์ที่เราคิดว่ามันเจ็บที่สุดในชีวิต กับคำว่าเพื่อน เราร้องไห้กับเรื่องราวต่างๆอยู่เป็นเดือน จนในทุกวันนี้มันก็ยังคงเป็นแผลเป็นในใจของเราอยู่เรื่อยมา 
 
แต่พอได้ไปค่ายเราได้เปิดหัวใจมองเห็นสิ่งต่างๆที่มันแตกต่างจา กสังคมในเมืองอย่างมากมาย ทั้งภาษา วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต จากการได้ไปเดินปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กๆมีห้องอยู่เพียง1-2ห้องกับจำนวนคนในครอบครัวที่ถือว่ามากพอสมควร เพราะมีเด็กเป็นจำนวนมาก บางหลังอยู่กันถึง20คน มีรายได้มากน้อยต่างกันไป แต่มากในที่นี้ไม่ได้ถึงกับรำรวยอะไรแค่มีพออยู่พอกิน  
 
ตอนเรามาแรกๆเรารู้สึกว่าทำไมคนที่นี่ไม่ยอมรักษาความสะอาดเหมื อนคนไม่เคยอาบน้ำ มือเท้าดำไปหมด อยู่ได้สองวันพี่ๆมาบอกให้เราประหยัดน้ำเพราะตาน้ำเริ่มแห้งชาว บ้านจะไม่มีน้ำพอที่จะใช้หรือทำการเกษตร พอดีกับที่เราได้ไปเยี่ยมชาวบ้าน เค้าบอกว่าสองวันนี้น้ำไม่ไหล นำกินก็ต้องซื้อ และได้ไปเห็นตาน้ำที่ทำให้เราต้องอึ้งจากภาพในสมองที่คิดว่าคงจ ะใหญ่ สวยงามเหมือนน้ำตกที่เราเห็นในทีวี เพราะบนภูเขาเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำให้คนทั้งประเทศได้ใช้กินกัน แต่สิ่งที่ได้เห็นคือทางช่องน้ำเล็กๆ มีปูนโบกกั้นล้อมรอบไว้ ความรู้สึกผิดในใจก็เกิดขึ้นอย่างไม่อยากจะให้อภัยตัวเอง เราไปแย่งน้ำจากเค้ามาอาบอย่างมีความสุขและบอกว่าตัวเองสะอาด แต่ใจไปคิดว่าเค้าสกปรก ทำให้วันต่อๆมาเราใช้น้ำกันอย่างประหยัดและรู้คุณค่ามากขึ้น  
 
สิ่งที่ประทับใจมากๆกับคนในค่ายนี้ และกับชาวบ้าน คือ "น้ำใจ"และ "มิตรภาพ"ที่ทุกคนหยิบยื่นให้กันเสมอ จากรอยยิ้ม มิตรภาพ สตอเบอรี่ อ้อย และความน่ารักของเด็กๆ  
 
จากเดิมที่ไม่ชอบเด็ก แต่พอได้สัมผัส ได้ใกล้ชิด ทำให้เราอยากจะให้สิ่งต่างๆที่เรารู้สึกว่าเค้าขาด เค้าทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญของเค้า เด็กที่บ้านแม่แจ๊ะร่าเริง สดใส มอบรอยยิ้มให้พวกพี่ๆได้เสมอ  
 
แต่พอเราได้มองลึกลงไป ได้พบความจริงในชีวิตหลายๆอย่างของเค้า ที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ มาทำความสะอาดบ้าน มาหุงข้าว ทำกับข้าว ซักผ้า แล้วก็รีบมาปลุกพี่ๆในตอนหกโมงเช้า อยู่เล่นทำกิจกรรมด้วยกัน กับอาหารกลางวันที่ธรรมดาสำหรับเรา แต่วิเศษสุดๆสำหรับเค้า  
 
พอตอนบ่ายๆก็ต้องรีบไปเก็บสตอเบอรี่ ไม่เคยทาแป้ง ไม่เคยใช้ยากระผม ไม่มีแม้กระทั่งกางเกงในที่จะใส่ และที่สำคัญไม้เคยได้รับความอบอุ่นจากผ้าผมในยามที่อากาศหนามเย ็น ถึงแม้จะต้องกินข้าวกับเกลือ ไม่เคยได้กินขนมอย่างที่เด็กกรุงเทพได้กิน เค้าก็มีความสุขในสิ่งที่เค้ามีอยู่ ผิดกับตัวเราเองที่มีทุกอย่าง สุขสบาย แต่พอเจอปัญหา เจออุปสรรคนิดเดียวที่เข้ามาในชีวิต เรากลับร้องให้จะเป็นจะตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีก  
 
แม้ว่าการไปค่ายครั้งนี้มันจะไม่สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตในสังคม เมืองของเราได้ แต่มันทำให้เราเห็นคุณค่าในทุกสิ่งของชีวิตที่เรามีอยู่ รู้จักใช้ รู้จักเก็บ และรู้จักแบ่งบันสิ่งดีๆให้กับสังคม อยากบอกว่ามีความสุขมากๆในค่ายนี้ ไม่ใช่สุขทางกาย แต่สุขทางใจ
เขียนโดย ถิง ถิง เมื่อ 2006-05-05 18:50:51
อ่านแล้วน่าสงสารเด็กๆกับชาวบ้านที่นั้นจัง อยากไปเยี่ยมพวกเขาสักครั้ง พาเด็กที่หอไปด้วย ไปทำกิจกรรม ไปแจกอาหาร ของเล่น หรือไปจัดงานวันเด็กให้เขา อยากให้เขาได้มีโอกาสเหมือนเรา คิดแล้วเศร้า
In my opinion...
เขียนโดย pouring_water เมื่อ 2006-05-07 16:13:09
This is not my first time for `Kai A-Sa`. So how it will be different? It was just another camp…What we always expect from camp life are friends, different lifestyle, escaping from big city and doing something for local people. But of course Mae Jae gave me more than these. 
Before I went there, I knew that living there must be something tough because there is no electricity. I thought I understand what I would face in Mae Jae and I think I can deal with it. However, when I got there, the urgent problem we found was water shortage!!! The situation kept going worse and worse. One of the local people I found said that “ my village never met water problem.” But he also said, “ until….2 days ago that the water does not come out of the pipe.” My first thought toward this is `What! That is after our arriving!.` and later when I saw the water storage of the village, I really realized that it was because of us and we had to do something at that time. In camp life, we stopped using water worthlessly. We hardly saw the campers took a bath. 
And me too. It was the first time in my life that I had not took a shower over 4 days. At that time I did not feel pity for myself, I just thought about local people and what we can do for them or at least to compensate what we took from them. ….Additionally, this water crisis teaches me to be more open-minded. There were many days that I did not take a bath, wash my face or even brush my teeth. And I really got angry when I saw other campers or my friends did that. But when I think of it later, I know that everyone did there best and want to help local people but everyone has his/her own limit. So it is not fair for them if I just judge them from my own thought only. Sorry na ka everyone.  
Another thing I am very impressed is about Strawberry. I can say that I love strawberry. Since I was a little kid, I always long for strawberry but my mother hardly bought it for me because it is quite expensive. When I was at camp, my first thought was that lucky! I could eat strawberries as much as I want!. But it is not that easy. Behind the beauty of strawberry field and the freshness of a big red strawberries, there are tear, sweat, and the tragedy of some local people beneath. After I learnt that I don’t want to eat strawberry anymore. The feel of bitterness left in my mouth every bite. To become a strawberry we will eat up in a few seconds is very difficult. I can feel the struggle of life and unfairness of society. So how I can eat all that strawberry without thinking nothing? Sarcastically, people there fed up with strawberry and don’t want to eat it any more but after many process they can not afford what they had plant difficultly themselves, while `city people` who have luxurious life can afford no matter how expensive it is without knowing how difficult or the pain of the planters. And that is the question! Why? And how we can make it better condition? Moreover, it is not only strawberry but also all food. I always think about the song we sang every time before eating `Kao took jan, A-harn took yang, Ya kin ting kwang penkhong mee ka…`. Now I try to eat all my food and not throw my rice away. I know that there are many people who still have nothing to eat. But I have a better chance. So I should not ignore it. What seem to be useless for us, it can be precious thing for others. 
 
 
******sorry na ka that I have to type in Eng coz I cant type in Thai. And sorry if it is wrong grammar na ka. I found that it is hard to express my thoughts and feelings in another language. 
 
  
Thank you
เขียนโดย Hawnan เมื่อ 2006-05-09 11:55:33
I read many articles from all of you. I feel that pull my spirituality to have more value of life. Thannk you for you all sharing
ข้อคิดดีดี
เขียนโดย pornpan เมื่อ 2006-08-26 12:06:40
ได้อ่านเรื่องราวแล้วได้ข้อคิดดีดีเยอะมากค่ะ...แล้วจะนำไปปรับใช้กับชีวิตของตัวเอง...และจะไม่ลืมแบ่งปันสิ่งดีดีให้กับคนรอบข้างด้วยค่ะ
รายนามผู้บริจาค
เขียนโดย อ.บุญศรี สาสุจิตร เมื่อ 2006-10-23 21:59:56
รายนามผู้บริจาคเงินและสิ่งของให้กับ ร.ร บ้านแม่แฮเหนือ สาขาแม่แจ๊ะ ครับ 
1. คุณรัชนี วีระสุขสวัสดิ์ 5,000 บาท 
2. คุณเยาวดี หยาดคำ 5,000 บาท 
3. ผู้ไม่ออกนาม 500 บาท 
4. คุณศรัญญา แซ่หลาย 1,000 บาท 
5. คุณศศิวิมล เหลืองสันติมิตร 500 บาท 
6. คุณ ธนินทีธร เวชไพศาลศิลป์ 400 บาท 
7.คุณสุภัทรา แซ่จัง หนังสือ 1 กล่อง 
8. ผู้ไม่ออกนาม ยา และ ขนม อย่างละกล่อง 
สำหรับผู้ที่ต้องการบริจาคสามารถโอนเงินเข้าบัญชีชื่อ นายบุญศรี สาสุจิตร เลขบัญชี 544-011663-9 ธนาคารกรุงเทพ สาขาสะเมิง ครับ
กลับมาได้ไหม
เขียนโดย แฟร้งค์ เมื่อ 2007-02-22 18:47:55
ผ่านมาและผ่านไปเกือบจะครบขวบปีแล้วที่ได้ผ่านค่ายที่ น่ารักและอบอุ่น(แม้อากาศจะหนาวมากก็ตาม)ยังคงคิดถึงบรรยากาศเก ่าๆที่เราเคยได้ไปทำกิจกรรมด้วยกันมา รวมถึงน้องของพี่ฟิมล์ และทุกครั้งที่ อากาศที่นี่หนาวผมก็จะคิดถึงตอนไปอยู่บนดอยที่เคยไปออกค่าย...เป็นอย่างนี้ทุกครั้งทุกครั้งและทุกครั้ง...ผมอยากกลับไป...คิดถึงจัง...
เขียนโดย เมื่อ 2007-06-05 20:14:52
อ่านแล้วซึ้งจังค่ะ ย้อนมองตัวเองต่อไปนี้จะไม่กินขนมจุกจิกไร้สาระแร้ว เปลืองตังจังเรย :sigh
ได้รับจดหมายขอบคุณแล้วค่ะ
เขียนโดย อารีรัตน์ กุลศลูกู้เกียรติ เมื่อ 2007-09-14 22:04:14
ได้รับจดหมายแล้ว ถ้ามีโอกาสจะแวะมาหานะค่ะ รู้สึกดีๆที่คุณครูและเด็กๆได้ใช้ประโยนชน์จากเงินจำนวนนี้ (ไม่มาก)
เขียนโดย เมื่อ 2007-12-21 15:18:49
:)
good
เขียนโดย mr.hakasi เมื่อ 2007-12-21 15:20:35
:)

เชิญแสดงความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวข้อ:
ความคิดเห็น:



กรุณาใส่รหัสที่เห็น:* Code

ขับเคลื่อนโดย อโกคอมเม้นท์ ๒.๐!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License