 หลานสาววัย 9 ขวบเห็นข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมในหนังสือพิมพ์ เลยถามผมว่า "ลุงๆ ลุงเลือกข้างไหน ข้าง... หรือข้าง..." ท่านคงจะพอเดาออกว่าหลานผมพูดถึงใครนะครับ
ผมก็เลยตอบหลานสาวไปว่า "ลุงเลือกข้างพระเยซู... ข้างพระพุทธเจ้า" หลานสาวอึ้งไปสักครู่... ผมก็เลยถามหลานสาวว่า "แล้วเราล่ะ เราเลือกฝ่ายไหน" หลานตอบทันทีว่าเลือกฝ่ายไหน นอกนั้นยังบอกอีกว่าไม่ชอบอีกฝ่ายเพราะอะไร ผมเลยถามว่าหลานรู้ได้อย่างไร หลานบอกว่าก็ฟังข่าววิทยุนะซิ...
ผมคิดอยู่นานครับว่า จะเขียนถึงเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยของเราหรือไม่ และจะเขียนอย่างไรดีที่จะเป็นไปในหนทางที่เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน...
ในขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ สถานการณ์ของความขัดแย้งที่แบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนมีความรุนแรงขึ้น อย่างน้อยในความรู้สึกของผม เพราะผมรู้สึกอึดอัดใจเมื่อฟังคำพูดที่เป็นไปในทางตำหนิติเตียนกันและกัน... ความแตกต่างทางความคิดของผู้คนในสังคมนั้นขยายสู่ครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆ
จริงๆแล้ว ผมเชื่อว่าความแตกต่างและความขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ และส่งผลดีมากมายต่อชีวิตของเรามนุษย์ เพียงแต่ว่าความแตกต่างและความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงด้วยคำพูดหรือการกระทำนั้น เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญ และพยายามที่จะประคับประคองให้เป็นไปในหนทางของสติ ปัญญา และความรักในที่สุด...
นักบวชทั้งพุทธและคริสต์...ท่านได้สอนผมเกี่ยวกับการพิจารณาสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งในชีวิตจิตใจ และในสังคมของเรา ท่านสอนผมว่า
อย่างแรกขอให้พิจารณาดูว่า ทิศทางท้ายที่สุดของจิตใจหรือเหตุการณ์ในสังคมนั้นนำเราไปสู่อะไร
นำเราไปสู่การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานหรือไม่ นำเราไปสู่ความศรัทธา ความหวัง และความรักหรือไม่ นำเราไปสู่ปัญญาและความรักหรือไม่ หรือนำเราไปสู่ทางตรงข้าม...
อย่างที่สอง ดูว่าช่วงต้น ช่วงกลาง ช่วงปลาย เป็นไปในทางที่ดีต่อส่วนรวมหรือไม่
การกระทำที่เป็นไปในหนทางของความดีงามเสมอต้นเสมอปลายนั้น เป็นสัญญาณที่ให้ความมั่นใจว่า เราก้าวมาถูกทางแล้ว ขอให้ก้าวต่อไป แต่ถ้าเหตุการณ์ใดที่ตอนต้นเริ่มจากสิ่งที่ดีงาม แต่พอผ่านไปๆแล้วกลับเบี่ยงเบนไปจากความดีงาม หรือไม่นำไปสู่สิ่งที่ดีงาม... ขอให้เราตั้งข้อสงสัยว่า มีอะไรที่อาจไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเกิดขึ้นก็เป็นได้
อย่างที่สาม จุดมุ่งหมายและวิธีการนั้นต้องสอดคล้องกัน...
ถ้าเราต้องการให้เพื่อน พี่ น้อง หรือลูกหลานของเรารักสันติ ไม่ขัดแย้งกัน แต่เราใช้คำพูดหรือท่าทีที่บังคับ ไม่ว่าจะเป็นสายตา ท่าทาง คำพูดที่รุนแรงต่อเขา ย่อมเป็นการยากที่จะช่วยให้เกิดบรรยากาศและเกิดสันติได้อย่างแท้จริง... แม้ภายนอกจะดูเหมือนว่า วิธีการของเราได้ผลก็ตาม แต่ภายในจิตใจนั้นย่อมไม่เกิดสันติอย่างแท้จริง... การพูดจากันด้วยสันติซึ่งไม่จำเป็นต้องพูดแบบนุ่มนวลเสมอไปนั้น (เช่น ถ้าเราถูกเหยียบเท้าอย่างแรง เราร้องโอ๊ยออกมา ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ถ้าเราพูดว่า "คุณครับ ขอความกรุณาคุณยกเท้าออกจากเท้าผมด้วยครับ เพราะเท้าคุณมาเหยียบเท้าผมอยู่ครับ ผมรู้สึกเจ็บมากครับ อย่างนี้ก็คงนุ่มนวลเกินไปหน่อยนะครับ") ย่อมเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่จะนำไปสู่สันติอย่างยั่งยืนนาน และฝังลึกลงในจิตใจของผู้คนได้อย่างแท้จริง
อย่างสุดท้ายคือ สิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น อาจไม่เป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักศีลธรรมเสมอไป
เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก เพราะในยุคนี้ ความไม่ถูกต้องอาจแฝงตัวเข้ามาจนทำให้เราเห็นเป็นความถูกต้องไปก็ได้ เช่นเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆเขาก็ทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น ไม่เห็นผิดตรงไหนเลย... เมื่อก่อนผมคิดว่าถ้าถูกกฎหมายก็ถือว่าไม่ผิดศีลธรรม... แต่ภายหลังผมพบว่า ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป... มีกฎหมายมากมายที่กำลังรอการแก้ไข หรือต้องแก้ไข เพราะกฎหมายนั้นไม่สมเหตุสมผล ไม่เคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม และเลือกปฏิบัติก็มีไม่น้อย
ผมหวังว่าการแบ่งปันในครั้งนี้คงช่วยสนับสนุนให้ท่านผู้อ่านมีโอกาสย้อนมองถึงคุณค่าต่างๆที่มีอยู่แล้วในตัวท่าน และผลักดันออกมาจากหัวใจ จากจิตวิญญาณของท่าน สู่ผู้คนรอบข้าง เพื่อนำไปสู่หนทางแห่งความรัก และสันติในที่สุด
____________________ ไต่ตามโค้งตะวัน อุดมศานต์ |