 "เพราะฉันเชื่อว่า แผ่นกระดาษที่เขียนด้วยลายมือเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความสำคัญได้อย่างหนึ่งว่า คุณคือคนพิเศษ"
_____________________________
จดหมาย ยังไม่ตาย!!! จากเป็น"ของหายาก"กระทั่งคนรู้สึกถึงคุณค่า ที่อเมริกาเริ่มมี คนเขียนจดหมายมากขึ้น
คอลัมน์ ร่อนตามลม
คุณเคย "เขียนจดหมาย" ครั้งล่าสุดเมื่อไร? เคยได้ "รับจดหมาย" ครั้งล่าสุดเมื่อไร? แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง?
หยิบขึ้นมาถาม หลังจากได้อ่านบทความชิ้นหนึ่งของสำนักข่าวเอพี ที่นำเรื่อง "จดหมาย" ที่กลายเป็น "ของหายาก" ในยุคที่ผู้คนนิยมสื่อสารกันผ่านอี-เมล, แช็ตผ่านอินเตอร์เน็ต และส่งข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์มือถือหรือเอสเอ็มเอส (SMS) มาเขียนเล่าให้ฟังว่า "จดหมายยังไม่ตาย" ยังไม่สูญหายไปจากโลกของการติดต่อสื่อสาร ทั้งยังกลายเป็น "สิ่งมีคุณค่าทางความรู้สึก" ทำให้คนรับดีใจ และที่สหรัฐอเมริกาขณะนี้ก็มีคนหันมาเขียนจดหมายกันมากขึ้น ด้วยความที่มันหายาก และให้คุณค่าทางความรู้สึกมากกว่าอี-เมล!!!
"ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเข้าใจผิดที่คิดว่าเทคโนโลยีใหม่จะปิดทางทำให้สิ่งที่มีอยู่เดิมตายไป" จูดิธ มาร์ติน นักเขียนเจ้าของคอลัมนิสต์ แมนเนอร์ พูดถึงจดหมายที่ยังอยู่รอดในโลกการสื่อสาร ทั้งยังว่า แฮนด์ริทเทิน เล็ตเตอร์ หรือ "จดหมายที่เขียนด้วยลายมือ" กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนรู้สึกซาบซึ้ง ด้วยความที่ว่า มันหายาก ก่อนจะเปรียบเทียบถึง "ความรู้สึก" ระหว่างคนได้รับอี-เมลกับ จดหมายว่า "คุณแค่อ่านอี-เมลผ่านๆ แต่คุณจะตั้งใจอ่านมากกว่าหากเป็นจดหมาย"
เมลิสซา วอลเกอร์ อาจารย์สอนวิชาประวัติศาสตร์ในเซาธ์แคโรไลนา เป็นคนหนึ่งที่เลือก "การเขียนโปสการ์ด" แทนที่จะเขียนอี-เมลในการติดต่อกับเจเน็ต เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยด้วยความถี่ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ด้วยความรู้สึกที่เธอบอกว่า "มันให้ความรู้สึกดีมากๆ เลย"
เมลิสซา วอลเกอร์ ยังเล่าถึงความรู้สึกตอนได้รับโปสการ์ดหรือจดหมายจากเจเน็ตที่ไปทำงานอยู่ที่รัฐวิสคอนซินว่า เหมือนความรู้สึกดีใจของเด็กๆ ตอนที่ได้รับของขวัญชิ้นพิเศษจากบุรุษไปรษณีย์ ยังไง ยังงั้น!!!
เล่ามาถึงตรงนี้ เผื่อหลายคนอาจจะคิดว่าเมลิสซาเป็น "คนหัวเก่า" ที่ปฏิเสธเทคโนโลยีหรือเปล่า หรืออาจจะคิดว่าคนที่ยังชอบเขียนจดหมายอยู่น่าจะเป็น "คนสูงวัย" เรื่องนี้ในรายงานของเอพีมีคำตอบให้ โดยว่าเมลิสซาทุกวันนี้ใช้เวลาทำงานอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์และใช้อินเตอร์เน็ตวันละหลายชั่วโมง และการเขียนอี-เมลเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับเธอ
ขณะที่ ไมเคิล นอล อาจารย์คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาธ์แคลิฟอร์เนียได้เล่าถึงเหตการณ์ในชั้นเรียนเมื่อไม่นานมานี้ เขาได้ถามลูกศิษย์ในชั้นว่า มีใครยังเคยเขียนจดหมายอยู่บ้างหรือไม่?
ปรากฏว่าคำตอบที่ได้ทำให้เขา "อึ้ง" ไปเหมือนกัน "เพราะมีเด็กนักศึกษาในชั้นมากกว่าครึ่งยกมือ" ไมเคิลเล่า และว่า เขายังนำคำถามเดียวกันนี้ไปถามนักศึกษาอีกชั้นเรียนหนึ่ง แล้วก็ได้คำตอบแบบเดียวกัน เมื่อมีเด็กๆ ยกมือมากกว่าครึ่ง!!!
"นั่นเป็นสิ่งที่บอกได้ชัดเจนว่า การเขียนจดหมายได้กลายเป็นสิ่งที่มีความหมายมากสำหรับพวกเรา" ไมเคิลบอก ก่อนจะบอกต่อถึงเหตุผลว่าทำไมว่า "เพราะในยุคนี้ การได้รับจดหมายกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมดา ดังนั้น การได้รับจดหมายสักฉบับจึงกลายเป็นสิ่งมีค่าและมีความหมายมาก"
ในบรรดาคนที่ "รักจดหมาย" มากๆ มี เคต สเปด อยู่ด้วยคน เธอเป็นดีไซเนอร์นักออกแบบกระเป๋าถือชื่อดัง ผู้ชื่นชอบการเขียนจดหมายมาตั้งแต่เด็กๆ และเชื่อว่า "ทุกคนชอบการได้รับจดหมาย สำหรับฉันชอบทั้งส่งจดหมาย และได้รับจดหมาย"
ความรักชอบจดหมายและกระดาษเป็นชีวิตจิตใจ ทำให้แม้แต่จะอ่านอี-เมลที่ส่งมาถึงเธอ เคตก็จะให้ลูกน้องในบริษัทจัดการสั่งพิมพ์อี-เมลต่างๆ นั้นออกมาให้เธออ่านจากแผ่นกระดาษ ขณะที่เธอเองก็ยังบอกอย่างไม่อายว่า ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์กับใครเขาเลย!!!
ปัจจุบัน เคตยังจับมือกับบริษัท Crane $ Co; ผลิตสินค้าทำจากกระดาษ และขายเครื่องเขียน อาทิ นามบัตร,แผ่นกระดาษไว้จดข้อความสั้น,ฯลฯ ด้วยสโลแกน หรือคำขวัญประจำบริษัทว่า วอต์ช เลส,ไรต์ มอร์ (Watch less,Write more) หรือดูให้น้อยลงเขียนให้มากขึ้น อยู่ข้างรูปวาดเป็นรูปภาพโทรทัศน์ เพื่อเชิญชวนให้ผู้คนหันมาดูโทรทัศน์ให้น้อยลง และใช้เวลากับการขีดเขียนกันให้มากขึ้น
ขณะที่ จูลี่ ไวส์ สาวกราฟิกดีไซเนอร์ในนครนิวยอร์กก็เล่าว่า เธอชอบใช้เวลานั่งทำ "ซองจดหมายทำมือ" ไว้สำหรับส่งไปเชิญลูกค้ามาร่วมงานในโอกาสต่างๆ แทนที่จะส่งการ์ดเชิญทางอี-เมล "เพราะฉันเชื่อว่า แผ่นกระดาษที่เขียนด้วยลายมือเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความสำคัญได้อย่างหนึ่งว่า คุณคือคนพิเศษ"
____________________ มติชน วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10222 |