 คนที่พบทางตันทางการเมืองที่สุดเวลานี้คือประชาชนไทย อยากรักษาระบบไว้ให้มีโอกาสแก้ความบกพร่องของตนเอง อันเป็นคุณสมบัติของระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต้องเชื่อตัวเองว่า ไม่มีใครผ่าทางตันนี้ให้เราได้ นอกจากตัวเราเอง
________________________
นิธิ เอียวศรีวงศ์
จากวิกฤตศรัทธาต่อนายกรัฐมนตรี มาสู่วิกฤตของสภา และมาลงท้ายที่วิกฤตของรัฐธรรมนูญ
ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนมาจากการที่ไม่มีฝ่ายใดตั้งใจจะแก้ปัญหาทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ฝูงชนจำนวนมากในเขตเมืองต่อต้านนายกรัฐมนตรี เพราะเขาไม่เชื่อในความซื่อสัตย์สุจริตของนายกรัฐมนตรี ข้อกล่าวหานั้นชัดเจน โดยเฉพาะการขายหุ้นทำกำไรมหาศาลแก่กิจการลงทุนของรัฐบาลต่างชาติโดยไม่ต้องเสียภาษี
นายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับข้อกล่าวหานั้นอย่างตรงไปตรงมาด้วยตนเอง เพราะการบริภาษก็ตาม การตีโวหารก็ตาม การให้ข้าราชการหรือ ก.ล.ต.ออกมาปกป้องแทนก็ตาม ไม่ทำให้ศรัทธาที่หายไปในบรรดาผู้ประท้วงกลับคืนมาได้ (ก็คนเหล่านั้นได้รับความศรัทธาเชื่อถือจากประชาชนน้อยกว่าตัวนายกฯ เองเสียอีก) จึงไม่อาจแก้วิกฤตศรัทธาได้
คนที่นายกรัฐมนตรีต้องกู้ศรัทธากลับคืนมาให้ได้ ไม่ใช่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล หรือขาประจำ ขาจรทั้งหลายที่ขึ้นเวทีอภิปราย แต่คือคนชั้นกลางซึ่งเจ็บปวดกับการเสียภาษีเงินได้ประเภทต่างๆ และได้รับผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินมากที่สุดเสมอมา จึงทนการโกงของนักการเมืองได้น้อย เพราะไม่โกงเขาได้ ในขณะที่ชาวบ้านระดับล่างทนได้มากกว่า เพราะถึงไม่โกง เขาก็ไม่ค่อยได้อะไรอยู่แล้ว
ถ้านายกรัฐมนตรีกู้ศรัทธาจากคนที่เข้าร่วมต่อต้านคืนมาได้ คุณสนธิและขาประจำ-ขาจรทั้งหลายก็หมดพลังไปเอง
การเปิดอภิปรายในสภาเป็นส่วนหนึ่งของการเผชิญวิกฤตศรัทธา ถึงไม่มีการลงมติในสภา แต่ต้องมีการลงมติในสังคมอย่างแน่นอน เพราะประชาชนทั้งฝ่ายที่ยังศรัทธานายกฯ และฝ่ายที่ต่อต้านนายกฯย่อมจ้องทีวีตาไม่กะพริบตลอดการอภิปรายถ้านายกฯ แสดงความสุจริตของตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือได้ท่ามกลางการซักฟอกอย่างหนักของฝ่ายค้าน ฝูงชนที่ต่อต้านจะหายไปครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อยในทันที
แล้วท่านนายกฯก็ยุบสภาเปลี่ยนวิกฤตศรัทธาที่มีต่อตัวท่านเองให้กลายเป็นวิกฤตของสภา ผลที่เล็งเอาไว้ก็คือ พรรคของท่านจะได้รับเลือกตั้งเข้ามามากที่สุด (แม้ไม่มากเท่าเดิมก็ตาม) และเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ เป็นการเล็งผลที่ไม่น่าจะพลาด และเพราะไม่น่าจะพลาดนี่แหละที่ทำให้วิกฤตศรัทธาที่ผู้คนมีต่อท่านนายกฯ ยิ่งวิกฤตหนักข้อขึ้นไปกว่าเดิม เพราะทำให้ความสงสัยในความสุจริตของนายกฯ หนักแน่นขึ้นไปอีก ก็ไม่กล้าเผชิญการซักฟอกต่อหน้าสาธารณชน
ผลที่เล็งเอาไว้อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อได้รับเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก ก็จะชำระล้างความสงสัยแคลงใจในความสุจริตของท่านนายกฯออกไปด้วย "เสียงสวรรค์" ที่ผ่านหีบเลือกตั้ง ผลอันนี้เล็งผิดอย่างค่อนข้างหูป่าตาเถื่อน การชนะเลือกตั้งยืนยันสิ่งที่ทุกคนเชื่ออยู่แล้วว่า ท่านนายกฯได้รับความนิยมจากพลเมืองไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรีสูงสุด โพลสำรวจเรื่องนี้ทีไรก็ได้ผลเหมือนกันอย่างนี้ทุกที แม้กระนั้นความสงสัยระแวงในความสุจริตของท่านนายกฯ ในหมู่คนที่เขาสงสัย (ซึ่งถึงแม้เป็นเสียงข้างน้อยก็ตาม) ก็ไม่เคยจืดจางลงเลย กลับยิ่งเพิ่มพูนทั้งความสงสัยและคนสงสัยขึ้นไปเรื่อยๆ
ระบบการเมืองประชาธิปไตยยอมให้เสียงข้างมากยึดกุมการบริหาร และการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่ไม่ได้ยอมให้ยึดกุมความสงสัยหรือความคิดเห็นของเสียงข้างน้อย ฉะนั้น ถึงจะชนะเลือกตั้งมาสักเท่าไหร ก็ไม่สามารถทำให้วิกฤตศรัทธาที่มีต่อตัวท่านนายกฯ ลดลงแต่อย่างใด มันเป็นคนละเรื่องกัน ที่นั่งในสภาไม่สามารถทำให้การชุมนุมขับไล่นายกฯ หมดไป ก็เวลานี้ท่านนายกฯก็มีเสียงสนับสนุนในสภามากอย่างที่ไม่มีวันที่จะได้มากอย่างนี้อีกแล้ว เขาก็ชุมนุมกันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่หรือ
ยิ่งถ้าสภาไม่มีฝ่ายค้านที่เป็นฝ่ายค้านจริงๆ (ไม่ใช่นายกฯตั้งขึ้นด้วยการปล่อยที่นั่งให้สัก 100 ที่) วิกฤตศรัทธาของตัวท่านนายกฯจะยิ่งรุนแรงขึ้น ลองคิดเถิดว่าหาก ทรท.ได้ 500 ที่นั่งในสภา ความรังเกียจ, ความระแวงสงสัย, ความไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีจะยิ่งเพิ่มพูนไปสักเพียงไร ไม่ว่าจะขยับทำอะไร ก็จะต้องเผชิญกับความระแวงสงสัยและความไม่ไว้วางใจในข่าวลือ ในสื่อ (ที่ยังไม่ถูกซื้อ) ในวงสัมมนา และแน่นอนในการชุมนุมซึ่งใหญ่ขึ้นและถี่ขึ้นเรื่อยๆ
แม้แต่การบริหารงานตามปกติก็เป็นไปไม่ได้ แม้แต่จ่ายเงินเดือนเลื่อนขั้นข้าราชการยังกลายเป็นเรื่องใหญ่ เติมน้ำมันรถยนต์ประจำตำแหน่งแต่ละทีกลายเป็นข้อครหา
นายกรัฐมนตรีจะทำอย่างไรในสภาวะนั้น ถ้าไม่ลาออกก็ต้องเหยียบฝ่ายต่อต้านให้ราพณาสูร ประเทศไทยก็จะกลายเป็น "เมียนมาร์ 2" เศรษฐกิจไทยรองรับการถูกแซงชั่นแบบนั้นได้ไม่เกินเดือนเดียว
หากไม่มองด้วยโลภาคติ, ฉันทาคติ และภยาคติแล้ว ไม่เคยมีครั้งไหนที่นายกรัฐมนตรีไทยต้องการฝ่ายค้าน (จริงๆ) เท่าครั้งนี้
ฝ่ายค้านก็เข้าใจ และไพ่ใบสุดท้ายที่มีในมือคือ บอยคอตการเลือกตั้ง แต่ฝ่ายค้านก็มีภาระต้องพิสูจน์เหมือนกันว่า การเดินในแนวนี้มีประโยชน์ต่อสังคม ไม่ใช่เป็นแค่เกมการเมืองเพื่อกดดันนากยฯ ให้ต้องลาออก (เดี๋ยวนี้ หรือชาติหน้าตอนสายๆ ซึ่งก็คือเมื่อกลับเป็นรัฐบาลใหม่) และด้วยเหตุดังนั้นฝ่ายค้านจึงตกลงร่วมกันที่จะชูประเด็นปฏิรูปการเมือง อย่างน้อยก็เพราะมีคนจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องปฏิรูปการเมืองกันอีกครั้งหนึ่ง
แต่ปัญหาก็คือ ไม่มีความชัดเจนว่าปฏิรูปการเมืองนั้นจะต้องทำอะไร และทำอย่างไร พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือปฏิรูปการเมืองมีสองด้านคือ เนื้อหาและกระบวนการ ทั้งสองด้านไม่ชัดเจนในขณะนี้ว่าเป็นอย่างไร แม้มีผู้เห็นด้วยกับการปฏิรูปการเมืองกันอย่างกว้างขวางก็ตาม
ขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดขึ้น เช่นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่เคลื่อนไหวเพื่อปฏิรูปการเมือง เรียกร้องให้ "คืนพระราชอำนาจ" แต่ไม่ชัดนักว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเนื้อหาหรือเป็นกระบวนการ กล่าวคือจะแปรเปลี่ยนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เป็นผู้ควบคุมฝ่ายบริหารโดยตรง หรือเป็นเพียงผู้อำนวยอำนาจนอกระบบให้เกิดกระบวนการแก้ไขเปลี่ยนแปลง และออกแบบโครงสร้างทางการเมืองของสังคมกันใหม่
ฉะนั้น แม้แต่คนที่เห็นด้วยกับการ "คืนพระราชอำนาจ" ก็อาจเห็นกันคนละอย่างเป็นตรงกันข้ามเลยก็ได้
ปฏิรูปการเมืองจึงยังเป็นแค่คำขวัญกลวงๆ แม้เป็นคำขวัญที่มีคนสนับสนุนอยู่มากก็ตาม แต่เนื้อหาข้างในต่างคนต่างใส่ลงไปตามใจชอบ ไม่มีอะไรตรงกันสักอย่างเดียว
และในบรรดาผู้ใส่เนื้อหาลงไปตามใจชอบนั้น กลุ่มคนที่มองแคบที่สุดคือนักการเมือง เพราะมองกันแค่กติกาสำหรับเกมการเมืองในการแย่งกันมีอำนาจในฝ่ายบริหาร (จัดตั้งหรือร่วมจัดตั้งรัฐบาล) ไม่มีใครสนใจสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่มีใครศรัทธาที่จะเพิ่มอำนาจของประชาชน ไม่มีใครอยากเพิ่มอำนาจการตรวจสอบให้แก่สังคม ไม่มีใครอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการและตัดสินใจกิจการสาธารณะ ไม่มีใครสนใจสร้าง "ประชาธิปไตยที่กินได้" อย่างที่สมัชชาคนจนเรียกร้องอยู่เวลานี้
พรรคการเมืองทุกพรรค (ซึ่งเคยได้ที่นั่งในสภา) แล้วมีประวัติอันเลวร้ายของการละเมิดและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมาแล้วทั้งนั้น
ด้วยเนื้อหาที่แคบอย่างนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านจึงสรุปการปฏิรูปการเมืองลงเหลือเพียงแก้รัฐธรรมนูญ แล้วเสนอให้ลงสัตยาบันร่วมกัน ขอเปิดการเจรจาแบบ "จับเข่าคุยกัน" ซึ่งจะลงลึกถึงรายละเอียด รัฐบาลถูกบีบให้เล่นเกมปฏิรูปการเมืองด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกัน แต่หลีกเลี่ยงการลงสัตยาบันด้วยการเสนอให้ใช้เป็นคำสัญญาในการหาเสียงเลือกตั้งแทน เรียกว่าสัญญาประชาคม
ปฏิรูปการเมืองหดแคบลงเหลือการแก้รัฐธรรมนูญ และการแก้รัฐธรรมนูญหดแคบลงไปอยู่ในกำมือของนักการเมือง ซึ่งไม่เคยมองรัฐธรรมนูญมากไปกว่ากติกาของเกมแย่งอำนาจ
ประชาชนต้องร่วมกันถามให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า "ใครบอกว่า รัฐธรรมนูญเป็นสมบัติของพวกมึง"
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ล้มเหลวจริงในบางเรื่อง แต่ในหลายเรื่องไม่ได้มาจากรัฐธรรมนูญ หากมาจากปัจจัยอื่นๆ ที่แวดล้อมรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีรัฐธรรมนูญอะไรในโลกนี้ที่ถูกใช้ในสุญญากาศ แต่ถูกใช้ในสังคมซึ่งมีรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมกำกับควบคุมอย่างได้ผลอยู่แล้วทั้งนั้น ฉะนั้น การซัดความล้มเหลวทั้งหมดให้แก่รัฐธรรมนูญก็ตาม การแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่มองปัจจัยให้รอบด้านก็ตาม จึงเป็นการมองปัญหาอย่างตื้นเขิน เหมาะสำหรับนักการเมืองและสถาบันที่รับเงินวิจัยมาเสนอรายงานตื้นเขินแก่ผู้ให้ทุน
คนที่พบทางตันทางการเมืองที่สุดเวลานี้คือประชาชนไทย อยากรักษาระบบไว้ให้มีโอกาสแก้ความบกพร่องของตนเอง อันเป็นคุณสมบัติของระบอบประชาธิปไตย ก็ต้องไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ไม่มีทางเลือก ครั้นจะยอมให้มีการแก้ไขนอกระบบ ก็หมายถึงปล่อยให้ระบบถูกไขไปตามผลประโยชน์และโลกทรรศน์ของกลุ่มคนชั้นกลาง ซึ่งไม่เคยเห็นหัวคนจนมาก่อนทั้งนั้น (นอกจากการกระทำเชิงสัญลักษณ์เพื่อเคลือบความอยุติธรรมในระบบเอาไว้)
ประชาชนต้องเชื่อตัวเองว่า ไม่มีใครผ่าทางตันนี้ให้เราได้ นอกจากตัวเราเอง
__________________________ มติชน วันที่ 06 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10222 |