carefor_banner028.jpg
อัปเดทล่าสุด : อังคาร 2 ธันวาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 141 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

ประเด็นทางจริยธรรม-ศีลธรรมทางการเมือง พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
เป็นเวลานับสิบๆ ปีแล้ว ที่สังคมไทยไม่เคยถามถึงศีลธรรม-จริยธรรมของนักการเมืองอย่างเอาจริงเอาจัง บางท่านรู้สึกเฉยๆ กับเรื่องนี้ก็มี ขณะที่บางท่านถึงกลับปฏิเสธก็มี เรื่องนี้นับว่าเป็นอันตรายไม่น้อยสำหรับบ้านเมืองเรา

__________________

โดย พระภูธรเก่า

ก่อนจะตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ ผู้เขียนได้พิจารณาชั่งใจอยู่หลายวัน ด้วยเกรงว่า หลายท่านจะมองว่าเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์

แต่เมื่อมาคำนึงถึงปัญหาของ "จริยธรรม-ศีลธรรม" แล้ว ถึงจะมีผลกระทบกับตัวผู้นำประเทศและพรรคโดยตรง แต่อุปการคุณน่าจะมีมากมายแก่สังคมไทยโดยรวม โดยเฉพาะประเด็นการปฏิรูปการเมืองการปกครองของไทย

เป็นเวลานับสิบๆ ปีแล้ว ที่สังคมไทยไม่เคยถามถึงศีลธรรม-จริยธรรมของนักการเมืองอย่างเอาจริงเอาจัง บางท่านรู้สึกเฉยๆ กับเรื่องนี้ก็มี ขณะที่บางท่านถึงกลับปฏิเสธก็มี เรื่องนี้นับว่าเป็นอันตรายไม่น้อยสำหรับบ้านเมืองเรา

แต่มาคราวนี้ ผู้เขียนแอบดีใจนิดๆ เพราะมีหลายคนหันมาพูด มาถามถึงจริยธรรม-ศีลธรรมของนายกฯ หลังจากที่ท่านและ ครอบครัวของท่าน ขายหุ้นของบริษัทให้บริษัทจากสิงคโปร์ ได้เงินเข้ากระเป๋าเหนาะๆ ถึง 73,200 ล้าน โดยไม่ได้เสียภาษีให้รัฐแม้สักบาทเดียว อ้างว่าเป็นการกระทำตามกติกา กฎหมาย ทุกประการ

ความจริง กรณีนี้ถ้าเกิดกับนักธุรกิจธรรมดาคนหนึ่ง จะเป็นใครก็ได้ ประชาชนคนไทยคงถามถึงเรื่องมาตรฐานทางศีลธรรมน้อยมาก หรืออาจไม่ถามเลยก็ได้

แต่นี่เป็นบุรุษหมายเลขหนึ่งของประเทศ ซึ่งประกาศตนเองตลอดว่า "รวยพอแล้ว ชาตินี้กินเท่าไรก็ไม่หมด เข้ามาทำงานการเมือง เพื่อทดแทนบุญคุณชาติ.....นักการเมืองที่ดีต้องเสียสละ" คำถามจึงเกิดขึ้นมาก

ถ้าจะไล่เรียงว่า ที่เรากล่าวหาท่านนายกฯว่าไม่มีจริยธรรม-ศีลธรรมนั้นท่านไม่มี หรือขาด หรือทำผิดศีลข้อใด และขาดธรรมข้อไหนกันบ้าง?

เรามาลองพิจารณาเป็นข้อๆ ดูกันดังนี้

ในบรรดาศีลห้าข้อ ธรรมห้าข้อ หรือเบญจศีล-เบญจธรรมนั้น เมื่อท่านนายกฯพยายามพูดจาบ่ายเบี่ยงเลี่ยงหลบตอนแรกๆ คล้ายว่าเรื่องการซื้อขายหุ้นของชินคอร์ปครั้งนี้ท่านไม่รู้ไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องของภรรยา ของลูกๆ ตนไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธุรกรรมมานานแล้ว แต่ก็มีสื่อมวลชนหลายแขนงพยายามนำถ้อยคำมาปะติดปะต่อกัน และลงความเห็นว่าท่านพูดไม่จริง คำพูดต้นๆ กับคำพูดหลังๆ ขัดกันเอง ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้อนี้แสดงว่า ท่านละเมิดศีลข้อสี่ (มุสาวาทา) เป็นประจำ และไม่รักษาความสัตย์ความจริงด้วย

ในกรณีการขายหุ้นของดาวเทียม และ ทีวี ซึ่งเป็นสมบัติชาติ ได้มาด้วยการขอสัมปทานและสิทธิพิเศษต่างๆ ไปขายให้ต่างชาติ อย่างที่จะหาทดแทนไม่ได้อีก อาจกระทบถึงความมั่นคงของชาติด้วย

เรื่องนี้ พิจารณาดูก็ไม่ต่างไปจากการนำสมบัติชาติไปขายมากนัก ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็ถือว่าเข้าข่ายผิดศีลข้อสอง (อทินนาทานา) พร้อมกันนี้ การทำมาหากินแบบนี้ในทรรศนะของพุทธศาสนา ก็ไม่น่าจะเป็นสัมมาอาชีพ หนึ่งในมรรคมีองค์ 8 ประการด้วย

อีกประการหนึ่ง การขายหุ้นล็อตใหญ่สุดครั้งนี้ โฆษกของตระกูลออกมาแถลงว่า "มิใช่ไม่เสียภาษี แต่ไม่มีภาษี" เพราะเป็นไปตามกติกา และกฎหมายทั้งหมด

ประชาชนทั่วประเทศฟังแล้วต้องพากันปลงเป็นแถวๆ จำนวน เงิน 73,200 ล้านบาทไม่ต้องเสียภาษี เพราะท่านทราบวิธีทำให้ไม่มีภาษีได้ตลอด เพราะท่านมีทนายเก่งๆ มีผู้บริหารมืออาชีพ ผู้ถือคติแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา และคอยหาช่องโหว่ของกฎหมายช่วยให้รอดพ้นจากความผิด

แต่คนชั้นกลาง และคนยากจน แม้จะขายก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง อาจเรียกว่าต้องนับจำนวนจาน จำนวนชามเสียภาษี เป็นราชพลีกันทั้งนั้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยความภูมิใจในกรรมดีที่ได้ช่วยชาติบ้านเมืองที่รักยิ่งของตน

คุณธรรมของนักปกครอง หรือนักการเมืองแบบพระโพธิสัตว์ข้อหนึ่ง ก็คือ "ทาน" การให้ การเสียสละ การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการแบ่งปัน ฯลฯ นักปกครองต้องเสียสละเป็นตัวอย่างจริงจัง ดังเช่นพระเวสสันดร บริจาคได้ทั้งวัสดุสิ่งของ ช้างม้า และบุตร ธิดา ภรรยาที่รักยิ่งของตนเอง

คราวหนึ่ง ท่านนายกฯได้รับเชิญไปแสดงปาฐกถาพิเศษแก่สมาชิกศูนย์คุณธรรม (29 ธ.ค.2547) ท่านได้ยืนยันความสำคัญของความเสียสละไว้ว่า.... "ถ้าเสียสละได้ ขั้นตอนต่อจากนั้นย่อมง่ายขึ้น แต่ถ้าคำว่าเสียสละไม่ได้นั้น ขั้นตอนต่อจากนั้นไปจะเป็นขั้นตอนที่เป็นของปลอม ไม่ใช่ของจริง ถ้าคนไม่เสียสละแล้ว บอกว่าผมจะเป็นผู้สนับสนุนคุณธรรมจริยธรรมนั้น อย่าพูด เป็นไปไม่ได้เลย เพราะคุณยังเสียสละด้วยตัวเองไม่ได้"

นี่จากคำพูดของท่านนายกฯเอง?

สรุปส่งท้าย เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจและควรแก่การเข้าใจในชีวิต และวิธีคิดของท่านนายกฯในเรื่องจริยธรรม-ศีลธรรมนี้ เพราะตลอดชีวิตของท่านดูเหมือนว่าท่านจะให้ความสำคัญอยู่กับเรื่องทำมาหากิน การลงทุน และการหากำไร และทำอย่างไร ธุรกิจธุรกรรมนั้นๆ ของตนจะประสบความสำเร็จสูงสุด โดยไม่สนใจว่าวิธีการจะเป็นเช่นไร เอาความสำเร็จเป็นที่เป้าหมาย เป็นประการสำคัญ เข้าทำนองว่า The Means is Justified by End ซึ่งทำให้ท่านได้ก้าวไปครองตำแหน่งลำดับต้นของเศรษฐีโลก

นอกจากนี้ ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ท่านนายกฯได้เสนอนโยบายที่สวนทางกับจริยธรรม-ศีลธรรมหลายเรื่อง เช่น การขุดหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน ทำเหล้าสาโทของชาวบ้านมาเป็น otop แม้การปราบยาเสพติด-ผู้มีอิทธิพล ผู้คนก็ล้มตายเสียชีวิตไปราว 2,500 คน โดยยังมีข้อสงสัยว่าได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมหรือไม่?

เมื่อทำสิ่งเหล่านี้มากๆ พวกเราจึงพอจะเห็นร่วมกันว่า ท่านนายกฯคนนี้เห็นเรื่องจริยธรรม-ศีลธรรมสำคัญมากน้อยเพียงใด

ดังนั้น แนวความคิดแบบนี้อาจเรียกรวมๆ ว่า "บริโภคนิยม-วัตถุนิยม" ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง ถ้าเราไม่ระมัดระวังให้ดี ต่อไปเยาวชนไทยอาจจะยึดเอาเงินทอง อำนาจ และตำแหน่งแห่งที่ หรือความมีชื่อเสียงเป็นเครื่องวัดความสำเร็จของชีวิต เป็นเป้าหมายแห่งชีวิตของตน โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ชอบธรรม หรือจริยธรรม-ศีลธรรมเอาเลย

เมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้น ครูอาจารย์และนิสิต-นักศึกษาในหลายมหาวิทยาลัย และประชาชนจำนวนมากออกมาถามถึงจริยธรรม ศีลธรรม กับท่านนายกฯ ยืนยันว่าท่านหมดความชอบธรรม และความสง่างามในการอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศต่อไป ด้วยประเด็นที่ควรพิจารณา 3-4 ประการ ดังนี้

1.ประชาชนส่วนใหญ่คงเคลือบแคลงสงสัย ไม่สนิทใจ หรือไม่ไว้วางใจ ถ้ากรณีเช่นนี้ไม่ผิดจริยธรรม-ศีลธรรม ก็น่ากลัวว่า สังคมไทยกำลังสร้าง หรือยอมรับปทัฏฐานทางสังคมใหม่ นั่นคือ การโกงกินบ้างไม่เป็นไร ขอให้มีผลงานบ้าง หรือทำงานเก่งๆ ไว้ การใช้อำนาจทางการเมืองมาเอื้อธุรกิจของครอบครัวของตนก็ทำได้ หรือแม้แต่ระบอบประชาธิปไตยแบบธนกิจการเมืองก็พอรับได้ในสังคมไทย ไม่เห็นเป็นไร

2.เมื่อผู้นำไม่ใส่ใจ ไม่สนใจเรื่องจริยธรรมศีลธรรม การปกครองบริหารใดๆ ก็ไร้ผลดี ไม่อาจแก้ปัญหา หรือข้ามพ้นวิกฤตการณ์ใดๆ ไปได้เลย ถามว่าทำไมเราจึงเกณฑ์ให้ผู้นำมีจริยธรรม-ศีลธรรมกันนัก เพราะว่า พวกท่านต้องไปกำหนดทิศทาง และนโยบายในการพัฒนาประเทศ ความจริงก็น่าเห็นใจนักการเมือง เพราะพวกเขาก็ยังมีกิเลส อยากมี อย่างเป็น อยากได้ อยากร่ำรวยเหมือนคนทั่วๆ ไปอยู่ หรือแม้แต่จำต้องถอนทุนการเมือง

แต่ถ้าคนขับแท็กซี่ ซึ่งเก็บกระเป๋าเงินผู้โดยสาร ข้างในมีเงินเป็นแสนๆ บาท ยังตัดสินใจคืนผู้โดยสารได้ ดังนั้น ผู้นำเช่นนายกฯ รัฐมนตรี หรือ ส.ส. และ ส.ว.จึงต้องมีมาตรฐานทางศีลธรรมสูงส่งกว่าคนขับแท็กซี่ขึ้นไปอีกหลายเท่านัก

3.ถ้าเรื่องอย่างนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ สังคมอาจเป็นห่วงเป็นใยว่าท่านนายกฯกำลังสอนบุตรธิดา ให้หลบเลี่ยงไม่ย่อมเสียภาษี ถ้าเป็นจริงตามนั้น ก็น่าเป็นห่วงและเห็นใจเด็กๆ เหล่านั้นมาก รวมทั้งอาจเป็นตัวอย่างให้เยาวชนอื่นๆ ที่มารู้เห็นเรื่องนี้ แล้วจะเอาไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเข้าทำนองว่า เรามีผู้นำ นำทางผิดๆ นำเยาวชนไปทางอศีล อธรรม ถ้าอย่างนี้แล้ว อนาคตประเทศชาติที่รักยิ่งของพวกเราจะเป็นอย่างไร?

4.ตามหลักการของพระพุทธศาสนาแล้ว ศีลธรรมของผู้ปกครองคือปัจจัยหลักแห่งความเจริญหรือความเสื่อมของบ้านเมือง หรือความสุข และความทุกข์ของประชาชนทั้งมวล ดังนั้น ถ้าผู้ปกครองไร้ศีลขาดธรรม บ้านเมืองก็ระส่ำระสาย วิกฤตการณ์ทุกข์ยาก ตลอดไป ตรงกันข้ามแต่ถ้าผู้ปกครองเป็นคนดี มีศีลธรรม แล้วเขาก็จะนำประชาชนไปทางที่ดี ที่งาม สร้างสรรค์ และทางเป็นบุญกุศล แล้วไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินก็จะอยู่เป็นสุขกันทั่วหน้า


สัพพัง รัฏฐัง สุขัง เสติ ราชา เจ โหติ ธัมมิโก
ถ้าผู้ปกครองมีศีลมีธรรม ประชาชนทุกคนก็จะอยู่เย็นเป็นสุข

_______________________
มติชน 16 กุมภาพันธ์ 2549

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License