
เรียนรู้การสื่อสารที่จริงใจ และมีเมตตาต่อกัน
โดยตระหนักว่าตนเองยังต้องการเติมเต็มความต้องการในส่วนลึก
ที่ขาดหายไป อันมีผลต่อคำพูดที่ทำร้ายตนเองและคนอื่น...
โดย ลุงริศ : นริศ มณีขาว
จากใจผู้เขียน "เมื่อผมมีโอกาสฝึกฝนและเป็นวิทยากรเรื่อง 'การสื่อสารอย่างสันติ (Compassionate Communication) เป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากที่ผมค้นพบตนเองว่า บางครั้งตนเองก็เป็นคนจริงใจ แต่ไร้เมตตา และบางครั้งก็เป็นคนขี้เกรงใจ จนไม่สามารถบอกความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงให้คนรอบข้างรับฟังได้...
ผลของการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องครั้งนี้ ทำให้ผมสังเกตเห็นความคิดและคำพูดที่ทำร้ายตนเอง ทำร้ายคนอื่น... สังเกตเห็นและฟังความรู้สึก และความต้องการในส่วนลึกของตนเอง และคนอื่นอย่างลึกซึ้ง... ผมเรียนรู้การสื่อสารที่จริงใจ และมีเมตตาด้วยในเวลาเดียวกัน โดยตระหนักว่าตนเองยังต้องการเติมเต็มความต้องการในส่วนลึกที่ขาดหายไป อันมีผลต่อคำพูดที่ทำร้ายตนเองและคนอื่น...
และเมื่อเราพบว่า ผู้คนที่เราหวังว่าเขาจะช่วยเติมเต็มความต้องการในส่วนลึกที่ขาดหายไปนั้น ไม่สามารถจะช่วยเราได้ ก็ไม่เป็นไร เพราะเราก็สามารถหาทางเติมเต็มให้ตัวเราเองได้
สิ่งดีที่ผมได้รับนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนบทความนี้ เพื่อแบ่งปันแก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน เผื่อว่าถ้อยคำบางคำ ประโยคบางประโยค อาจมีความหมายกับท่านบ้าง..."
2 คำถามที่มีความหมาย
มาร์แชล โรเซ็นเบิร์ก ผู้ก่อตั้งศูนย์เพื่อการสื่อสารที่ไร้ความรุนแรง (The Center for Nonviolent Communication: CNVC) ได้เล่าถึงช่วงหนึ่งของชีวิตหลังจากทำงานด้านการให้คำปรึกษาเพื่อช่วยเหลือผู้คนมาเป็นเวลานาน มาร์แชลเกิดคำถามในใจอยู่ 2 คำถาม คำถามทั้ง 2 คำถามนี้มีพลังมากจนทำให้ มาร์แชลหยุดทำงาน 1 ปีเต็ม และออกแสวงหาคำตอบของ 2 คำถามนี้ จากศาสนาหลัก 7 ศาสนาของโลก คำถาม 2 คำถามนี้คือ...
1) อะไรทำให้เราไม่สามารถสัมผัสกับความเมตตากรุณาซึ่งเป็นธรรมชาติภายในของเราอย่างแท้จริง และเมื่อไม่สามารถเข้าถึงธรรมชาติภายในของเราได้ จึงนำไปสู่ความรุนแรง เบียดเบียนผู้อื่น
2) แล้วเพราะอะไร ในคนบางคน แม้สถานการณ์เลวร้าย แต่เขายังสัมผัสกับความเมตตาที่เป็นธรรมชาติภายในของมนุษย์ได้อยู่
การแสวงหา…
ระหว่างที่มาร์แชลแสวงหาคำตอบนั้น มาร์แชลพบว่าหัวใจของศาสนาหลักๆนั้น ได้กล่าวถึงเรื่องของความเมตตากรุณาว่า มนุษย์ทุกคนมีความเมตตากรุณาอยู่ภายในจิตวิญญาณของตนเองอยู่แล้ว
การค้นพบคำตอบ…
ที่สุดมาร์แชลค้นพบคำตอบ เขาค้นพบว่า เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์กลับไปสัมผัสกับความต้องการภายในส่วนลึกของจิตใจ มนุษย์จะเห็นคนอื่น หรืออีกฝ่ายเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา เขามีความต้องกการเช่นเดียวกับเรา (ใจเขาใจเรา) จิตใจจึงสัมผัสกันได้ ความเมตตา ความกรุณาต่อกันก็เกิดขึ้นจากภายในจิตใจ สู่ภายนอก
ต่อจากนั้นมีอะไรทำให้มนุษย์เราตัดขาดจากความเมตตากรุณา... มาร์แชลพบว่า มนุษย์เราตัดขาดจากความเมตตากรุณาก็เพราะว่า "ความต้องการในส่วนลึกของตัวเรา ของผู้คน ของมนุษย์ไม่ได้รับการดูแล" ความต้องการที่ว่านี้ ไม่ใช่ความอยากได้เงิน บ้าน รถ หรือวัตถุสิ่งของภายนอก แต่เป็นความต้องการในส่วนลึกที่ทุกคนต้องการเหมือนกัน อาทิ
มนุษย์เราทุกคนต้องการ...ความปลอดภัย ต้องการความสบายใจ มนุษย์เราทุกคนต้องการ...มิตรภาพ ความสัมพันธ์ ความไว้วางใจต่อตนเอง ต่อผู้อื่น มนุษย์เราทุกคนต้องการ...ความเข้าใจ ความรัก ความจริงใจ จนถึงความต้องการความสงบสุข สันติ ความต้องการเติมเต็มทางจิตวิญญาณ ฯลฯ
เวลาที่เราทะเลาะกัน…
เวลาคนเราทะเลาะกันหรือมีความขัดแย้งที่ไม่อาจจะแก้ไขได้ เป็นเพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่หายไป แต่ไม่รู้ว่าอะไรหายไป ฝ่ายหนึ่งไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร
อย่างเช่น คนหนึ่งต้องการให้ปิดประตู อีกคนหนึ่งไม่ยอมปิดประตู แล้วก็ทะเลาะกันว่าจะปิดหรือไม่ปิด ทั้งสองคนทะเลาะกันโดยไม่มีโอกาสจะรับรู้ความต้องการในส่วนลึกของอีกฝ่ายหนึ่ง คือ คนที่อยากให้ปิดประตู ก็เพราะเขารู้สึกหนาว เขาต้องการความอบอุ่น และรู้สึกผิดหวังว่า "คุณไม่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก-ความต้องการของฉันเลย"
ทำไมเขาไม่ฟังความต้องการของเรา ก็เพราะเขาเข้าไม่ถึงความต้องการของเรานั่นเอง
เมื่อหัวใจของเราเชื่อมโยงกัน
พี่ชายโกรธน้องสาว เพราะน้องสาวพูดไม่ดีกับพ่อผู้ชรา เมื่อพ่อขอให้ช่วยอุ่นอาหารให้พ่อ แต่แล้วเขาคิดได้ว่า เมื่อคืนเขาได้ยินเสียงน้องสาวไอแค่กๆอยู่เกือบทั้งคืน... พอเขาคิดได้เช่นนั้น เขาก็ถามถึงอาการของน้องสาว และเขาก็รับรู้ได้ว่า น้องสาวของเขาไม่สบาย และต้องการการพักผ่อน น้องสาวของเขาต้องการการดูแล... พี่ชายหายโกรธเป็นปลิดทิ้ง เขาช่วยอุ่นอาหารให้พ่อแทนน้องสาว และยังหายาให้น้องสาวอีกด้วย...
เมื่อผู้คนรับรู้ว่าคนอื่นและตนเองรู้สึกหรือมีความต้องการในส่วนลึกในเรื่องใด... จิตใจของเราจะอ่อนโยนลง เกิดความเห็นใจกันและกันมากขึ้นแทนการใช้คำพูดที่รุนแรงต่อกัน... ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ใจของเรามาพบกัน ใจของเราเชื่อมโยงถึงกันนั่นเอง...
การสื่อสารกันด้วยความรักและสันติเป็นวิถีชีวิต
การสื่อสารกันด้วยความรักและสันตินั้นเป็นวิถีชีวิต การฝึกฝนตนเอง ทั้งในด้านของการดูแลตนเอง การมอบความรักเมตตา ความกรุณาต่อตนเอง ควบคู่ไปกับการดูแล และมอบความรักเมตตา ความกรุณต่อคนอื่น เป็นการปฏิบัติทางจิตวิญญาณไปในตัว
เมื่อผู้คนเริ่มปฏิบัติแล้ว เขาจะค้นพบประสบการณ์ที่มีความหมายต่อชีวิตของเขา ด้วยประสบการณ์ภายในของตนเอง เขาจะค้นพบความต้องการในส่วนลึกของคนอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดภาวะสันติในจิตใจ และในความสัมพันธ์ต่อคนอื่นมากขึ้นตามไปด้วย
จิตวิญญาณของการสื่อสารอย่างสันติ
จิตวิญญาณของการสื่อสารอย่างสันติ คือ... การเชื่อมโยงกับพลังของความงดงามอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ภายในจิตใจของคนอื่นและของตัวเราเอง... การเชื่อมโยงกับพลังของความรัก...พลังของการเป็นที่รักอันศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ภายในจิตใจของคนอื่นและของตัวเราเอง... (Beauty, Beloved Divine Energy) มาร์แชล เรียกสิ่งนี้ว่า "เป็นชีวิต และเชื่อมโยงกับชีวิต" (life and connection to life)
เราสามารถสัมผัสพลังแห่งความงดงามนี้ได้โดยการเชื่อมโยงกับชีวิตของมนุษย์คนอื่น ไม่ใช่การมองเห็น แต่เป็นการลิ้มรสพลังความงดงาม ซึงเราสามารถรู้สึกได้ และเราจะค่อยกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังความงดงามนี้ทีละเล็กทีละน้อย
มนุษย์เราสามารถสัมผัสพลังความงดงามนี้ได้เมื่อเชื่อมโยงจิตใจของเรากับคนอื่น กับชีวิตอื่น กับสรรพสัตว์ กับธรรมชาติ ความงดงามที่หมายถึงนี้คือ ความรักในลักษณะที่ "ให้ตัวของเราเองกับคนอื่นหรือสรรพสิ่ง" (Giving of ourselves)
การให้ตัวของเราเองหมายถึง การแสดงออกอย่างจริงใจ การให้พรสวรรค์ของเรา หรือให้สิ่งดีที่เรามีอยู่ทั้งหมดโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เหมือนเป็นของขวัญให้กับคนอื่นและตัวเราเอง โดยไม่ตำหนิ ไม่วิจารณ์ ไม่ลงโทษ แต่เพียงเป็นตัวของเราเองอย่างแท้จริง
สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เมื่อเราปล่อยให้จิตใจของเราเชื่อมโยงกับพลังความงดงามอันศักดิ์สิทธิ์ภายในตัวเราเอง และเชื่อมโยงกับพลังความงดงามอันศักดิ์สิทธิ์ของคนอื่น และนั่นเป็นการเชื่อมโยงกับพลังความงดงามของสรรพสิ่ง รวมถึงสิ่งสูงสุดในเวลาเดียวกันอีกด้วย
จิตวิญญาณพื้นฐานของการสื่อสารอย่างสันติจึงหมายถึง ความพยายามที่จะเชื่อมโยงกับพลังความงดงามในตัวคนอื่น และเชื่อมโยงกับความความงดงามในตัวเอง
เมื่อเราเชื่อมโยงพลังความงดงามของกันและกัน ผู้คนจะมีความสุขกับการให้ตนเองกับคนอื่น ให้ตนเองเพื่อความดีงามของคนอื่น มีความสุขกับการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย
สิ่งนี้จะแทนที่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในความรุนแรงในสังคมและความรุนแรงภายในตัวเรา
ความรุนแรงในโลกของเราเกิดจากความแปลกแยกและความไม่สามารถเชื่อมโยง หรือการถูกตัดขาดจากพลังความงดงามภายใน
"เราจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับความงดงามภายในนี้ได้อย่างไร?"
"เราจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงกับความงดงามภายในนี้ได้อย่างไร?" คำถามนี้นับเป็นคำถามที่ท้าทายและมีความหมายกับมนุษย์เราทุกคน เพราะมนุษย์เรามีพรสวรรค์ มีศักยภาพที่จะตัดสินใจเลือกและสรรค์สร้างสันติอันงดงามแก่โลกของเราได้... แล้วเราจะตอบคำถามนี้กันอย่างไรดี...
|
นานาทัศนะ เขียนโดย น้องพิณ เมื่อ 2008-09-21 16:37:53 รู้สึกโลกนี้ก็มีสิ่งสวยงามเหลืออยู่ มีคนดี ๆหลงเหลืออยู่เหมือนกันน้อ.อยากให้โลกนี้คนเข้าใจกัน ลองสื่อสารกันดูแล้วจะเกิดการพัฒนา ชีวิตง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น | มุมมองสื่อสาร เขียนโดย Pimporn เมื่อ 2008-09-22 21:19:00 เขียนส่งหลายครั้งแล้วไม่สำเร็จค่ะ | มุมมองการสื่อสารด้วยรักและสันติ เขียนโดย Pimporn เมื่อ 2008-09-22 21:36:19 จากใจผู้ฝึก;สังเกตุจากการใช้การสื่อสารด้วยรักและเมตตาในชีวิต
ประจำวัน กับใคร ๆที่อยู่ข้าง ๆ บางครั้งผลที่ออกมาไม่สวยงามดังที่หวัง เป็นเพราะเวลาที่เราสื่อสารก็เริ่มจากการสังเกตุและสื่อความรู้
สึกออกไปเพื่อให้ได้รับการตอบสนองกลับ แต่เวลาที่สื่อสารกันไปมาจิตตกเข้าไปอยู่ในความคิด ซึ่งความคิดมนุษย์เต็มไปด้วยทิฏฐิ -ยึดมั่นว่าความคิดของตนเองถูก จนลืมความรู้สึกซึ่งกันและกันไป ถ้าเราหมั่นฟังเสียงหัวใจของเรา-ของคนข้าง ๆ บ่อย ๆ เราจะเห็นใจกัน ความสุขจากภายในเกิดการเชื่อมโยงต่อกัน โลกนี้คงจะงดงามได้นะคะพี่ริศ | ลองมาใช้ใจกันบ้าง เขียนโดย น้องพิณ เมื่อ 2008-09-23 15:33:23 จริงๆด้วย หากคนเราปล่อยวางความคิดลงเสียบ้าง ใช้ใจ-ใช้ความรู้สึกระลึกรู้มากขึ้น อะไร ๆ คงเบา-อ่อนโยนขึ้น โลกนี้จะมีคุณธรรม มีเมตตา-กรุณาต่อกันมากขึ้นอย่างหมดใจ...เพราะมาจากใจที่ใสๆ.. |
ขับเคลื่อนโดย อโกคอมเม้นท์ ๒.๐! |