 "แม้ว่าความรู้สึกรักเป็นส่วนหนึ่งของความรัก แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของความรัก"… และ "การปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความรัก อาจไม่เกิดความรู้สึกรักควบคู่ไปด้วยก็ได้..."
เรื่องของ ความรักแบบที่ไม่รู้สึกว่ารักนี่มันเป็นอย่างไรครับ?
เคยสังเกตไหมครับว่า บ่อยครั้งเราวางตัวเฉยๆกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เพื่อนร่วมงาน คนที่เรารู้จัก โดยเฉพาะพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือคนอื่นๆในครอบครัวของเราเอง… เราใช้ชีวิต เรียน ทำงาน กิน เที่ยว ตามปรกติ…
จนวันหนึ่งมีใครบางคนไม่สบาย ล้มป่วย หรือมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ… เวลานั้นเราจะให้ความใส่ใจเขาเป็นพิเศษ… บางทีก็ติดตามไต่ถามเขาด้วยความห่วงใย… ไปเยี่ยมเขาที่บ้าน… ให้เวลานั่งคุยด้วย… รับฟังความทุกข์ของเขาที่พรั่งพรูออกมา… ถ้าเขาไม่สบาย เราก็พาเขาไปหาหมอ…
บ่อยครั้งเราก็ให้กำลังใจเขา… ปลอบใจยามที่เขาท้อแท้ ทุกข์ใจ หรือกังวล… เราพอจะทำอะไรให้เขาได้ เราก็ทำทันที ทำแบบไม่ได้คิดอะไร ทำแบบอัตโนมัติ ทำอย่างเป็นธรรมชาติ… บางทีไม่รู้จะทำอย่างไรดี… ก็ยังไปนั่งเป็นเพื่อนเขา…. ให้เวลาเขาหลายชั่วโมง หรือเป็นวันๆก็มี…
นี่แหละครับ ความรักแบบที่ไม่รู้สึกว่ารัก ที่ผมหมายถึง… ความรักแบบนี้ผลักให้เราออกจากตัวเอง สนใจคนอื่น ให้คนอื่นเป็นศูนย์กลางของชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ… เราลืมตัวเองไปเลย… แม้จะมีธุระอะไรหลายอย่าง ในเวลานั้นเราพร้อมจะปล่อยวางหรือเลื่อนไปก่อน… หรือแม้แต่เราจะยอมกลับมาทำงานดึกๆก็ได้ไม่เป็นไร…
แล้วมันแตกต่างจากการให้เวลาเขาเพราะความเกรงใจอย่างไรล่ะครับ…. ก็แตกต่างตรงที่ ความราบรื่นภายในจิตใจของเราครับ ถ้าเป็นความเกรงใจ เราจะอึดอัดเพราะมันฝืนใจเรามากเกินไป แต่ความรักแบบที่ไม่รู้สึกว่ารักนี่ มันเรียบง่ายครับ ไปตามทางของมัน… เราจะรู้เองว่า เราจะทำอย่างไรจึงจะเหมาะ… แม้แต่การขอตัวเขาเพื่อกลับมาพักผ่อน ให้เวลากับครอบครัว หรือทำงานของเราต่อไป… เราก็ทำได้อย่างสบายใจ…
ถึงตรงนี้แล้ว… ผมเชื่อว่า คนเราล้วนมีประสบการณ์ของความรักแบบที่ไม่รู้สึกว่ารักกันมาแล้วแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นวัยไหน ศาสนาใดก็ตาม… แน่นอนครับ บางทีเราก็รักแบบที่รู้สึกรักควบคู่กันไปด้วย… ก็ดีครับ… แต่เวลาที่เราไม่รู้สึกว่ารักใครๆหรือใครบางคนที่อยู่รอบข้างเรา… ก็ไม่ได้หมายความว่าเราหมดรักซะแล้วเสมอไป
ครับ…เรายังรักเขาอยู่แต่ไม่รู้สึกว่ารัก หรือเราหมดรักแล้วจริงๆ… มันไม่เหมือนกันตรงไหน…ก็ตรงที่ว่า…เมื่อเราทบทวนดู แล้วเราจะพบว่า…เรายังใส่ใจ เรายังปฏิบัติต่อเขาด้วยความรักเมตตา ให้อภัย อดทน ตามสมควร…เรียกได้ว่า เรารักเขาแบบใหม่… แบบที่ไม่มีความรู้สึกว่ารักเขาอยู่เลย…ก็เป็นได้
"ความรู้สึกรักเป็นส่วนหนึ่งของความรัก แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของความรัก"… และ "การปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความรัก อาจไม่เกิดความรู้สึกรักควบคู่ไปด้วยก็ได้ครับ"…
หลังจากแต่งงานกันมาได้ 3 ปี
ภรรยาพูดกับสามีว่า "เธอไม่เห็นรักฉันเลย…?"
"…ฉันไม่รักเธอเลย?… เธอหมายถึงอย่างไรเหรอ?" สามีถามด้วยความสงสัย
"วันเกิดฉันเธอก็ไม่เอาดอกไม้มาให้… เวลาเธอไปทำงานต่างจังหวัด เธอก็ไม่โทรมาหาฉัน… เธอไม่รักฉันแล้วหรือ?" ภรรยาตัดพ้อ
"…เวลาที่เธอถามฉัน ฉันก็ตอบเธอ… เวลาเธอมีความทุกข์ ฉันก็ฟังเธอ… เวลาเธอมีความสุข ฉันก็ยิ้มกับเธอ… เวลาเธอไม่สบาย ฉันก็พาเธอไปหาหมอ… เวลาเธอขอให้ฉันช่วย ฉันก็ช่วยเธอ… สิ่งเหล่านี้พอจะบอกได้ไหมว่า… ฉันรักเธอเพียงใด…" สามีตอบ
เป็นธรรมดาที่คนเราต้องการความรักที่มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยรู้สึกรัก (และโรแมนติค…ในกรณีของชีวิตคู่) แต่เมื่อเรารักและผูกพันกับใครเป็นเวลานานๆ ความรู้สึกต่างๆย่อมลดลงหรือเปลี่ยนแปลงไป… เราอาจอาลัยอาวรณ์หรือเรียกหาความรู้สึกตื่นเต้นหวือหวาแบบตอนเริ่มต้นของความรัก แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่า ความรักแบบที่ไม่รู้สึกว่ารักนี้ เป็นความรักที่เติบโตไปอีกก้าวหนึ่ง… เป็นการก้าวพ้นไปจากการติดยึดกับความรู้สึก หรือการใช้ความรู้สึกเป็นตัววัดว่า รักหรือไม่รัก
เอาละครับ… ไม่ว่าจะรักแบบรู้สึกรัก หรือรักแบบไม่รู้สึกรัก… ก็ไม่เป็นไรครับ… ผมเชื่อว่าเวลาที่เราพบหรือทราบว่า… มีใครตกทุกข์ได้ยาก ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ… จะเป็นคนที่เรารัก คนที่เรารู้จัก คนที่น่ารัก… จนถึงคนที่เราไม่ค่อยจะรัก ไม่อยากจะรัก ไม่น่ารัก รักไม่ลง และคนที่เราไม่รู้จัก … โดยเฉพาะเด็ก ผู้หญิง คนยากไร้ที่อยู่ในความทุกข์ยาก…
เวลานั้นแหละครับ ที่ใจเราจะบอกเราเองว่า… เราจะอยู่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ หรือจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อลดทุกข์หรือเพิ่มปีติสุขให้กันและกันตามกำลัง ความสามารถ และพรสวรรค์ที่เรามีอยู่… แม้ในช่วงเวลานั้น เราเองก็มีความทุกข์ของเราอยู่เหมือนกัน… เราก็มีเรื่องที่ต้องหมกมุ่นเพื่อจัดการให้เรียบร้อยอยู่เหมือนกัน… หรือทั้งๆที่เรารู้ว่า…ใจของเราก็ด้านชาอยู่บ่อยๆเหมือนกันก็ตาม…
.....................................................
"…มนุษย์เราเกิดมาเพื่อรัก… ทั้งเพื่อให้ความรักแก่คนอื่น และเพื่อรับความรักจากคนอื่น…" ลุงริศ
________________________________ นริศ มณีขาว ไต่ตามโค้งตะวัน อุดมศานต์ |