 แต่ถ้าเราปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดจนจบและรับฟังอย่างตั้งใจ ท่านจะสังเกตเห็นว่าความกดดันต่างๆค่อยๆลดลง และรู้สึกผ่อนคลายเช่นเดียวกับคนที่ท่านพูดคุยด้วย
______________________
ผมโตขึ้นมาพร้อมกับความเชื่อว่าตัวเองเป็นนักฟังที่ดี และแม้ปัจจุบันนี้ผมจะเป็นนักฟังที่ดีกว่าที่เคยเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ผมต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นเพียงนักฟังที่พอใช้ได้เท่านั้น
การรับฟังอย่างทรงประสิทธิภาพเป็นเรื่องสำคัญกว่า เพียงการพยายามหลีกเลี่ยงนิสัยชอบพูดสอดแทรก หรือขัดคอผู้อื่นก่อนที่เขาจะพูดจบ
การฟังความคิดของใครสักคนจนจบ ย่อมนำความพอใจมาให้มากกว่าการคอยจังหวะเพื่อตัวเองจะได้พูดบ้าง
บางครั้งการละเลยที่จะฟังก็สะท้อนให้เห็นถึงวิธีใช้ชีวิตของเรา เรามักถือว่าการติดต่อสื่อสารเป็นการแข่งขัน จึงตั้งเป้าหมายที่จะได้แสดงความเห็นทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบโดยไม่ต้องเหลือเวลาให้คิด
เมื่อไม่นานมานี้ผมและภรรยาไปกินข้าวกลางวันกันที่คาเฟ่แห่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนรอบข้าง ดูคล้ายกับว่าทุกคนเอาแต่พูดโดยไม่มีใครใส่ใจฟังใครเลย ผมถามภรรยาว่าเป็นเช่นคนพวกนั้นหรือไม่ เธอตอบยิ้มๆว่า "บางครั้ง"
การไม่รีบร้อนตอบโต้หรือแสดงความเห็นอะไร แต่พยายามเป็นผู้ฟังที่ดีทำให้ท่านเยือกเย็นรอบคอบยิ่งขึ้น เพราะเป็นวิธีช่วยลดความกดดันออกไปจากตัวเอง
หากลองพิจารนาดูท่านจะเห็นว่ามันต้องใช้พลังงานมากมายและทำให้เครียดเพียงใด ในการพยายามคาดเดาว่าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเรา (หรือถือหูโทรศัพท์อยู่) กำลังจะพูดอะไร เพื่อที่เราจะได้ตอบโต้กลับไปอย่างทันทีทันควัน
แต่ถ้าเราปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งพูดจนจบและรับฟังอย่างตั้งใจ ท่านจะสังเกตเห็นว่าความกดดันต่างๆค่อยๆลดลง และรู้สึกผ่อนคลายเช่นเดียวกับคนที่ท่านพูดคุยด้วย
ต่างจะรู้สึกปลอดภัยและไม่รีบร้อนตอบโต้ เพราะไม่รู้สึกว่าต้องแข่งขันหรือแย่งพูดกับอีกฝ่ายหนึ่ง
การพยายามเป็นผู้ฟังที่ดีไม่เพียงแต่จะช่วยให้ท่านกลายเป็นคนอดทนมากขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มคุณภาพสัมพันธภาพที่ท่านมีกับผู้อื่นอีกด้วย พวกเราทุกคนย่อมชอบพูดคุยกับคนที่ตั้งใจฟังในสิ่งที่เราพูดอย่างแท้จริง
----------------------------------------------- จาก Don't sweat the small stuff… and it's all small stuff 100 ( ข้อคิดเพื่อชีวิตสุขสงบ) RICHARD CARLSON, PH.D. เขียน ผศ. ดร. ปริญญ์ ปราชญานุพร แปลและเรียบเรียง |