carefor_banner042.jpg
อัปเดทล่าสุด : อังคาร 2 ธันวาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 150 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

เสียงหัวเราะ คือยาวิเศษ ในอนาคต เราอาจได้เห็นหมอสั่งจ่าย"ดีวีดีตลก"รักษาผู้ป่วย? พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
"การบำบัดรักษาด้วยการหัวเราะ ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง และผลเสียใดๆ ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง เราอาจได้เห็นผู้ป่วยได้รับใบสั่งยา ให้ไปซื้อวิดีโอตลกที่ร้านขายยา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา"

_______________________

คอลัมน์ ร่อนตามลม

โดย

จากที่เราได้ยินกันมานมนานว่า เสียงหัวเราะเป็นเหมือน "เสียงสวรรค์" ได้เปล่งเสียงหัวเราะครั้งใด ก็รู้สึกถึง "ความสุข" ได้เมื่อนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครลุกขึ้นมา "พิสูจน์" คำพูดนี้กันสักที?

แต่ตอนนี้ ปรากฏว่ามีแล้วค่ะ เป็นนักพันธุกรรมชาวญี่ปุ่นชื่อว่า คาสุโอะ มูระกามิ วัย 70 ปี ที่สนใจหยิบเรื่องเอิ๊กๆ อ๊ากๆ มาศึกษา หาทางพิสูจน์ด้วย "หลักฐาน" ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อไขปริศนาให้ชาวโลกได้เห็นถึงคุณค่าอันมหาศาลของการหัวเราะ ซึ่งอาจจะเป็น "ยาวิเศษ" ที่สามารถช่วยกระตุ้น เสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของยีนส์ หรือหน่วยพันธุกรรมในร่างกายของมนุษย์เราให้ทำงานได้ดีขึ้น

และหากเป็นเช่นนั้นจริง อีกหน่อยเราอาจจะได้เห็นค่ารักษาพยาบาลที่ลดลง และอาจได้เห็นคุณหมอสั่งจ่าย "ดีวีดีตลก" เป็นส่วนหนึ่งของยารักษาโรคก็ได้!!!

คุณอย่าทำเป็น "หัวเราะ (เยาะ)" เห็นเป็นเรื่องขำๆ ไป เพราะนี่เป็นเรื่องจริงนะจ๊ะ

Image
ผู้สูงอายุในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่เข้าร่วมโครงการดูแลสุขภาพที่ผสมผสานการออกกำลังกาย การฝึกหัวเราะ และรับประทานอาหารที่คุณประโยชน์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนด้วยสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง (ภาพเอเอฟพี)


ทั้งนี้ในฐานะนักพันธุกรรม มูระกามิเล่าว่า จากที่คนทั่วไปมักจะคิดกันว่ายีนส์ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ที่จริงมียีนส์อยู่กว่า 90% ในร่างกายมนุษย์ที่ไม่ค่อยทำงานผลิตโปรตีนต่างๆ เนื่องจากขาดการกระตุ้น!!!

แล้วตามทฤษฎี หรือข้อสมมติฐานเบื้องต้นที่มูระกามิคิดไว้ก็คือ การหัวเราะ อาจเป็นวิธีการกระตุ้นอย่างหนึ่ง ที่สามารถไปกระตุ้นพลังงานภายในดีเอ็นเอ ให้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคต่างๆ ได้นั่นเอง

"แล้วถ้าหากเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า มนุษย์เราสามารถใช้อารมณ์ ความรู้สึก อย่างเช่นการเปล่งเสียงหัวเราะ ไปกระตุ้นการทำงานของยีนส์ได้ นี่อาจจะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ มีค่าคู่ควรกับรางวัลโนเบลทีเดียว หรืออาจจะยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก" มูระกามิ ซึ่งยังเป็นผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กล่าว

มูระกามิเริ่มลงมือศึกษาเพื่อหาประโยชน์อันมหาศาลที่อาจ "ซ่อน" อยู่ในเสียงหัวเราะมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยจับมือกับบริษัทบันเทิงชื่อดัง โยขิโมโตะ โคเกียว จำกัด ทำการทดลองภาคสนามเป็นครั้งแรกในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยนำทีมนักแสดงตลกระดับหัวกะทิไปแสดงให้ผู้ป่วยชม หลังจากที่ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวถูกจับไปนั่งฟังการบรรยายทางวิขาการอันน่าเบื่อ ชวนหาวนอน

หลังจากทำการทดลองอยู่อย่างนั้น 2 วัน ปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยอันเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานมีระดับลดลงหลังจากผู้ป่วยได้หัวเราะเอิ๊กอ๊าก เมื่อเทียบกับหลังไปนั่งฟังบรรยายชวนง่วงนอน

นอกจากนี้ ในการทดลองครั้งล่าสุดกับบริษัทบันเทิงเดิมนี้ มูระกามิยังสามารถระบุได้ว่า มียีนส์อย่างน้อย 23 ยีนส์ ที่มีการทำงานกระเตื้องขึ้น โดยในบรรดายีนส์เหล่านี้มียีนส์ 18 ตัว ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภูมิคุ้มกันโรคภายในร่างกาย โดยผลการศึกษาเหล่านี้จะได้รับการลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ และจิตวิทยาของสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคมนี้ด้วย

"การบำบัดรักษาด้วยการหัวเราะ ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง และผลเสียใดๆ ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ ที่เราจะได้เห็นผู้ป่วยได้รับใบสั่งยา ให้ไปซื้อวิดีโอตลกที่ร้านขายยา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา"

อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า มีความเชื่อกันมานานแล้วว่า เสียงหัวเราะเป็นสิ่งดีต่อสุขภาพ แม้แต่ครูสอนโยคะในอินเดียก็มีการสอนหัวเราะ ซึ่งทุกวันนี้ได้รับความนิยม กระทั่งมี "ชมรมหัวเราะ" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้สมาชิกได้มีสถานที่มาเอ็นจอย เปล่งเสียงหัวเราะกัน

แต่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และค่ารักษาพยาบาลแต่ละปีคิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล การค้นคว้า ทดลองของมูระกามิ จึงเป็นเหมือน "ความหวัง" อันโชติช่วง

และถึงแม้การศึกษาค้นคว้ายังอยู่ในระยะที่เรียกได้ว่าแค่เริ่มต้น แต่เมื่อปีที่แล้วก็มีวารสารการแพทย์ของญี่ปุ่นฉบับหนึ่ง ภายใต้การแนะนำของทีมงานของมูระกามิ ได้ทำดีวีดีแนะนำวิธีหัวเราะให้แก่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ขณะที่หน่วยงานรัฐบาล อย่างเช่น กระทรวงอุตสาหกรรม ก็เชื่อว่า การบำบัดโรคด้วยการหัวเราะจะก่อประโยชน์ให้แก่โครงการหลายอย่าง ที่เน้นการดูแลสุขภาพ และการป้องกันโรค

"ถ้าหากมีการพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ว่า การหัวเราะและสุขภาพมีความเกี่ยวพันจริง นี่อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในเรื่องของการดูแลรักษาสุขภาพ และเรายังหวังว่าจะมีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมา เพราะการเชื่อมโยงระหว่างการรักษาทางการแพทย์ และการหัวเราะ" นายฮิคารุ โฮริกูชิ" เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความเห็น

Image
ขณะที่เมืองโอซากาก็ได้มีการทดลองใช้การหัวเราะเพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุกันแล้ว เป็นโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้มหาวิทยาลัยโอซากา ซันเกียว ดูแลโครงการดูแลสุขภาพ ด้วยการผสมผสานการออกกำลังกายกับการหัวเราะเข้าด้วยกัน

"เราทำโครงการนี้ขึ้นมาด้วยความเชื่อว่า จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาตัว ค่าหมอ และค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ อีกทั้งเราเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สูงอายุควรจะมีอายุยืนยาว พร้อมด้วยสุขภาพ พลานามัยที่แข็งแรง"

ในโครงการนี้ ผู้สูงอายุจะได้รับการตรวจเช็คสุขภาพ ได้ออกกำลังกายในโรงยิม พร้อมกับชมการแสดงตลกจากนักแสดงตลกชั้นนำ แล้วยังได้เข้าเรียนการทำอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

"ตอนเด็กๆ ฉันหัวเราะเก่งมาก แต่ฉันเพิ่งมาตระหนักว่ายิ่งแก่ขึ้น ฉันก็ไม่ค่อยได้หัวเราะเลย แต่หลังจากมาเข้าโปรแกรมนี้ รู้สึกเลยว่า เลือดลมเดินดีขึ้น และตอนนี้ฉันสามารถนั่งคุกเข่าได้แล้ว จากที่นั่งไม่ได้มาก่อน" คิโยมิ ยามานากะ สตรีวัย 61 กล่าว

____________________
มติชน 23 มกราคม 2549

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License