 "การบำบัดรักษาด้วยการหัวเราะ ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง และผลเสียใดๆ ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง เราอาจได้เห็นผู้ป่วยได้รับใบสั่งยา ให้ไปซื้อวิดีโอตลกที่ร้านขายยา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา"
_______________________
คอลัมน์ ร่อนตามลม
โดย
จากที่เราได้ยินกันมานมนานว่า เสียงหัวเราะเป็นเหมือน "เสียงสวรรค์" ได้เปล่งเสียงหัวเราะครั้งใด ก็รู้สึกถึง "ความสุข" ได้เมื่อนั้น แต่ก็ยังไม่มีใครลุกขึ้นมา "พิสูจน์" คำพูดนี้กันสักที?
แต่ตอนนี้ ปรากฏว่ามีแล้วค่ะ เป็นนักพันธุกรรมชาวญี่ปุ่นชื่อว่า คาสุโอะ มูระกามิ วัย 70 ปี ที่สนใจหยิบเรื่องเอิ๊กๆ อ๊ากๆ มาศึกษา หาทางพิสูจน์ด้วย "หลักฐาน" ที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อไขปริศนาให้ชาวโลกได้เห็นถึงคุณค่าอันมหาศาลของการหัวเราะ ซึ่งอาจจะเป็น "ยาวิเศษ" ที่สามารถช่วยกระตุ้น เสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานของยีนส์ หรือหน่วยพันธุกรรมในร่างกายของมนุษย์เราให้ทำงานได้ดีขึ้น
และหากเป็นเช่นนั้นจริง อีกหน่อยเราอาจจะได้เห็นค่ารักษาพยาบาลที่ลดลง และอาจได้เห็นคุณหมอสั่งจ่าย "ดีวีดีตลก" เป็นส่วนหนึ่งของยารักษาโรคก็ได้!!!
คุณอย่าทำเป็น "หัวเราะ (เยาะ)" เห็นเป็นเรื่องขำๆ ไป เพราะนี่เป็นเรื่องจริงนะจ๊ะ
 ผู้สูงอายุในเมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น ที่เข้าร่วมโครงการดูแลสุขภาพที่ผสมผสานการออกกำลังกาย การฝึกหัวเราะ และรับประทานอาหารที่คุณประโยชน์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนด้วยสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง (ภาพเอเอฟพี)
ทั้งนี้ในฐานะนักพันธุกรรม มูระกามิเล่าว่า จากที่คนทั่วไปมักจะคิดกันว่ายีนส์ เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ที่จริงมียีนส์อยู่กว่า 90% ในร่างกายมนุษย์ที่ไม่ค่อยทำงานผลิตโปรตีนต่างๆ เนื่องจากขาดการกระตุ้น!!!
แล้วตามทฤษฎี หรือข้อสมมติฐานเบื้องต้นที่มูระกามิคิดไว้ก็คือ การหัวเราะ อาจเป็นวิธีการกระตุ้นอย่างหนึ่ง ที่สามารถไปกระตุ้นพลังงานภายในดีเอ็นเอ ให้มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคต่างๆ ได้นั่นเอง
"แล้วถ้าหากเราสามารถพิสูจน์ได้ว่า มนุษย์เราสามารถใช้อารมณ์ ความรู้สึก อย่างเช่นการเปล่งเสียงหัวเราะ ไปกระตุ้นการทำงานของยีนส์ได้ นี่อาจจะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษ มีค่าคู่ควรกับรางวัลโนเบลทีเดียว หรืออาจจะยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก" มูระกามิ ซึ่งยังเป็นผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์กล่าว
มูระกามิเริ่มลงมือศึกษาเพื่อหาประโยชน์อันมหาศาลที่อาจ "ซ่อน" อยู่ในเสียงหัวเราะมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยจับมือกับบริษัทบันเทิงชื่อดัง โยขิโมโตะ โคเกียว จำกัด ทำการทดลองภาคสนามเป็นครั้งแรกในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยนำทีมนักแสดงตลกระดับหัวกะทิไปแสดงให้ผู้ป่วยชม หลังจากที่ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวถูกจับไปนั่งฟังการบรรยายทางวิขาการอันน่าเบื่อ ชวนหาวนอน หลังจากทำการทดลองอยู่อย่างนั้น 2 วัน ปรากฏว่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยอันเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานมีระดับลดลงหลังจากผู้ป่วยได้หัวเราะเอิ๊กอ๊าก เมื่อเทียบกับหลังไปนั่งฟังบรรยายชวนง่วงนอน
นอกจากนี้ ในการทดลองครั้งล่าสุดกับบริษัทบันเทิงเดิมนี้ มูระกามิยังสามารถระบุได้ว่า มียีนส์อย่างน้อย 23 ยีนส์ ที่มีการทำงานกระเตื้องขึ้น โดยในบรรดายีนส์เหล่านี้มียีนส์ 18 ตัว ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องภูมิคุ้มกันโรคภายในร่างกาย โดยผลการศึกษาเหล่านี้จะได้รับการลงตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ และจิตวิทยาของสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคมนี้ด้วย
"การบำบัดรักษาด้วยการหัวเราะ ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง และผลเสียใดๆ ไม่แน่ว่าสักวันหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะ ที่เราจะได้เห็นผู้ป่วยได้รับใบสั่งยา ให้ไปซื้อวิดีโอตลกที่ร้านขายยา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา"
อย่างที่กล่าวไว้ตอนต้นว่า มีความเชื่อกันมานานแล้วว่า เสียงหัวเราะเป็นสิ่งดีต่อสุขภาพ แม้แต่ครูสอนโยคะในอินเดียก็มีการสอนหัวเราะ ซึ่งทุกวันนี้ได้รับความนิยม กระทั่งมี "ชมรมหัวเราะ" เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้สมาชิกได้มีสถานที่มาเอ็นจอย เปล่งเสียงหัวเราะกัน
แต่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และค่ารักษาพยาบาลแต่ละปีคิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล การค้นคว้า ทดลองของมูระกามิ จึงเป็นเหมือน "ความหวัง" อันโชติช่วง
และถึงแม้การศึกษาค้นคว้ายังอยู่ในระยะที่เรียกได้ว่าแค่เริ่มต้น แต่เมื่อปีที่แล้วก็มีวารสารการแพทย์ของญี่ปุ่นฉบับหนึ่ง ภายใต้การแนะนำของทีมงานของมูระกามิ ได้ทำดีวีดีแนะนำวิธีหัวเราะให้แก่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ขณะที่หน่วยงานรัฐบาล อย่างเช่น กระทรวงอุตสาหกรรม ก็เชื่อว่า การบำบัดโรคด้วยการหัวเราะจะก่อประโยชน์ให้แก่โครงการหลายอย่าง ที่เน้นการดูแลสุขภาพ และการป้องกันโรค
"ถ้าหากมีการพิสูจน์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ได้ว่า การหัวเราะและสุขภาพมีความเกี่ยวพันจริง นี่อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในเรื่องของการดูแลรักษาสุขภาพ และเรายังหวังว่าจะมีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมา เพราะการเชื่อมโยงระหว่างการรักษาทางการแพทย์ และการหัวเราะ" นายฮิคารุ โฮริกูชิ" เจ้าหน้าที่กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความเห็น

ขณะที่เมืองโอซากาก็ได้มีการทดลองใช้การหัวเราะเพื่อส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุกันแล้ว เป็นโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบหมายให้มหาวิทยาลัยโอซากา ซันเกียว ดูแลโครงการดูแลสุขภาพ ด้วยการผสมผสานการออกกำลังกายกับการหัวเราะเข้าด้วยกัน
"เราทำโครงการนี้ขึ้นมาด้วยความเชื่อว่า จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาตัว ค่าหมอ และค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ อีกทั้งเราเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้สูงอายุควรจะมีอายุยืนยาว พร้อมด้วยสุขภาพ พลานามัยที่แข็งแรง"
ในโครงการนี้ ผู้สูงอายุจะได้รับการตรวจเช็คสุขภาพ ได้ออกกำลังกายในโรงยิม พร้อมกับชมการแสดงตลกจากนักแสดงตลกชั้นนำ แล้วยังได้เข้าเรียนการทำอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
"ตอนเด็กๆ ฉันหัวเราะเก่งมาก แต่ฉันเพิ่งมาตระหนักว่ายิ่งแก่ขึ้น ฉันก็ไม่ค่อยได้หัวเราะเลย แต่หลังจากมาเข้าโปรแกรมนี้ รู้สึกเลยว่า เลือดลมเดินดีขึ้น และตอนนี้ฉันสามารถนั่งคุกเข่าได้แล้ว จากที่นั่งไม่ได้มาก่อน" คิโยมิ ยามานากะ สตรีวัย 61 กล่าว
____________________ มติชน 23 มกราคม 2549 |