carefor_banner043.jpg
อัปเดทล่าสุด : อังคาร 2 ธันวาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 144 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

วันเด็กไร้สัญชาติ หมู่บ้านนอกแผนที่ประเทศไทย พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
เสียงพูดสุดท้ายของมึดา "ถึงแม้ครั้งนี้จะมีชื่อของหนูอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่ขอยินดีและเป็นแรงใจให้คนไร้สัญชาติคนอื่นๆ ได้สู้ต่อไป ในนามเด็กไร้สัญชาติ ขอสัญญาว่า หนูจะทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินเกิดจนกว่าชีวิตจะหาไม่"

____________________________

พลกฤษณ์ จริงจิตร

...เสียงกลองดังอึกทึก เด็กชาย-หญิงแผดเสียงร้อง กอดคอกันร่ำไห้ถึงความสูญเสียพ่อ แม่ พี่น้อง พวกเขาหารือกันว่าจะข้ามไปอาศัยอยู่อีกฝั่ง และบ้านหลังใหม่ของพวกเขาดูสงบ ปลอดภัยยิ่งนัก...

นี่เป็นละครฉากหนึ่งของกลุ่มตั๊กแตนเสียงใส ที่ผ้าม่านสีดำเปิดออกมาพร้อมกับ "มึดา" เด็กสาวที่เคยตกเป็นข่าวพบกับนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2547

วันนี้เธอต้องรับบทเป็นเจ้าหน้าที่ของอำเภอ เพื่อสะท้อนความรู้สึกของคนที่ถูกเรียกว่า "เผ่าพม่า" เหตุการณ์เดียวกับที่เธอเคยเจอเมื่อหลายปีก่อน ละครเรื่องนี้คือเสียงหัวเราะเปื้อนน้ำตาและรอยยิ้ม เสมือนคำบอกเล่าจากใจคนไร้สัญชาติ

วันเด็กไร้สัญชาติปี 2549 เดินทางเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน กลุ่มคนตามแนวชายแดนและชุมชนที่ไร้สัญชาติ เด็กที่ไม่มีโอกาสเข้าร่วมงานวันเด็กแห่งชาติที่รัฐบาลกำหนดจัดขึ้น ด้วยเงื่อนไขตกเป็นคนไร้สัญชาติ

สถานที่จัดงานเด็กไร้สัญชาติในปีนี้คือศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนชาวเขา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

*สบเมย* เป็นอำเภอที่กว้างใหญ่เท่ากับปทุมธานีทั้งจังหวัด ภายใต้อ้อมกอดของขุนเขาแห่งนี้กลับมีผู้ไร้สัญชาติอยู่เป็นจำนวนมาก จากตัวเลขของจังหวัดยืนยันว่าแม่ฮ่องสอนมีถึง 150,000 คน มีกลุ่มผู้ถือบัตรสีต่างๆ เช่น สีฟ้า สีเขียวขอบแดง สีส้ม สีชมพู

ส่วนที่ 2 คือรุ่นลูกของบุคคลที่ถือบัตรสีต่างๆ ส่วนที่ 3 คือบุคคลที่ตกสำรวจแต่มีถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย เช่น บ้านแม่ดึ๊ บ้านท่าเรือ บ้านแม่สามแลบ เป็นต้น ในปีนี้ถือเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่หน่วยงานราชการทุกระดับหันมาให้ความสนใจต่อปัญหานี้มากขึ้น

สำหรับ *เด็กที่ไม่มีสัญชาติไทย* จะหมายถึงเด็กที่ไม่มีสูติบัตรและทะเบียนบ้านของบุคคลที่มีสัญชาติไทย(ท.ร.14) หรือมีทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อย ทะเบียนสำรวจ บัญชีบุคคลในบ้าน บัตรประจำตัวชนกลุ่มน้อย หรือหนังสือรับรองการเกิดที่ทางราชการออกให้ และเอกสารอื่นๆ เป็นต้น 


Image
พวกเขาจึงไม่มีสัญชาติไทย

นายสิทธิชัย ประเสริฐศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน บอกเล่าถึงความเห็นเกี่ยวกับเด็กไร้สัญชาติว่า ไม่อยากใช้คำนี้ เพราะทุกคนล้วนมีสัญชาติทั้งสิ้น ทางรัฐบาลไทยกำลังให้ความช่วยเหลือ แม้ว่าในการให้สัญชาติจะถูกกำหนดโดยกฎหมายและกติกาไว้มากมาย แต่อยากให้เด็กเหล่านี้ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของประเทศ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แล้วสักวันหนึ่งเขาอาจได้สัญชาติ เพราะเรื่องนี้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาก

"ตอนนี้ที่เราห่วงมาก คือการศึกษาของเด็กๆ ทุกวันนี้กระทรวงศึกษาธิการได้รับรองเด็กเหล่านี้แล้ว ผมขอยืนยันอีกเรื่องว่า จะไม่มีการผลักดันพวกเขาออกนอกประเทศเด็ดขาด ทั้งยังจะได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาล"

ด้านสภาทนายความ ถือเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลือให้คำปรึกษาด้านกฎหมายสัญชาติ *นายสุรพงษ์ กองจันทึก* สภาทนายความ เห็นว่าเด็กคือผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าเกิดที่ไหนก็ไม่มีความผิด ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่ก็ตาม

"เราต้องดูแลผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ให้มีคุณภาพเพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ ประการแรกต้องช่วยทำให้เขาเป็นคนที่ถูกต้องตามกฎหมาย เด็กต้องได้เรียนตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ปี 2548 ถึงระดับการศึกษาขั้นสูงสุดของประเทศไทย และมีเงินอุดหนุนทางการศึกษาเหมือนเด็กไทยทุกอย่าง โดยในวุฒิบัตรจะไม่มีการปั๊มตัวแดงกรณีเด็กไม่มีทะเบียนราษฎร เพื่อให้เขาได้รับโอกาสในขั้นต่อไป ผมอยากบอกกับเด็กทุกคนว่า สมัยนี้ถ้าไม่เรียนจะไม่ได้สัญชาติ ถ้าไม่เรียนจะเดินทางลำบาก ไม่เรียนจะยากจน แต่ถ้าเรียนชีวิตทุกอย่างจะดีขึ้น"

*นายสันติพงษ์ มูลฟอง* ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน บอกว่า ที่ผ่านมาแทบจะไม่มีใครสนใจปัญหาของเด็กไร้สัญชาติ จากการสำรวจร่วมกับภาครัฐและเอกชน พบว่ายังมีบุคคลที่ตกสำรวจอีกมาก ตั้งแต่มีระเบียบการให้สถานะบุคคลปี 2543 ออกมา ทำให้นักกฎหมายอย่างสภาทนายความ นักสิทธิมนุษยชน และหน่วยงานอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากมาย และมีการทำงานให้สังคมไทยได้เล็งเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านี้

หลังจากทำงานก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย เช่น มียุทธศาสตร์การทำงานแก้ไขเรื่องสถานะบุคคลและสัญชาติ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักกฎหมาย กรมการปกครอง สมาชิกวุฒิสภา องค์กรพัฒนาเอกชน จนกระทั่งมีมติ ครม. รองรับเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2548 และมีระเบียบการสำรวจบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนออกมา มติ ครม. วันที่ 5 มกราคม 2548 ยังรองรับเรื่องการศึกษา การจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียน สถานศึกษาที่มีเด็กไร้สัญชาติสังกัดอยู่ สามารถขออนุญาตออกนอกพื้นที่ตามหลักสูตร และผู้ที่เรียนจบระดับปริญญาตรีก็สามารถขอสัญชาติได้

อย่างไรก็ตาม มติ ครม.ยังได้ผ่อนผันให้ผู้ถือบัตรสีต่างๆ อยู่ในประเทศไทยได้จนกว่าจะพิสูจน์สถานะของตัวเองได้ ต่างกับเมื่อก่อนที่ขอได้ปีต่อปี

ถือเป็นโอกาสดีที่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเข้าใจปัญหาเรื่องคนไร้สัญชาติ และมอบสัญชาติให้กับประชาชนจำนวน 13,827 คน ทำให้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ได้ถือบัตรต่างด้าว แสดงถึงการมีสถานะบุคคล ทั้งที่คำร้องเรื่องนี้ถูกทิ้งมาตั้งแต่ปี 2544

เรื่องนี้เป็นแง่บวกต่อประเทศชาติมาก เพราะเมื่อประชาชนเป็นคนไทยเต็มร้อย เขาก็กลายเป็นผู้เฝ้าระวังปัญหาเหมือนกับคนไทยคนหนึ่ง กรณีดังกล่าวเป็นการนำร่องที่ทำให้คำร้องอีกนับแสนฉบับได้รับการอนุมัติในขั้นต่อไป

อย่างไรก็ดี สำหรับวันนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่สร้างปัญหาให้กับเด็กไร้สัญชาติ ในจำนวนนี้มีเด็กเพียง 3,428 คน ที่มีรายชื่อเสนอไปถึงคณะกรรมาธิการการศึกษา ยังไม่รวมเด็กเล็กๆ ที่กระจัดกระจายไปทั่วจังหวัด เรื่องต่อไปคือ บัตรประกันสุขภาพที่ต้องมีความครอบคลุม ไม่กีดกันสิทธิ์ เรื่องการเร่งสำรวจให้บุคคลมีสถานะทางทะเบียน เรื่องของการศึกษาที่ยังไม่ครอบคลุมไปถึงพัฒนาการ เช่นเรื่องกีฬา ที่ยังไม่เปิดอิสระแก่เด็กไร้สัญชาติ สุดท้ายคือเรื่องกฎหมายในระดับกระทรวง ทบวง กรม ที่ยังขัดแย้งกันอยู่

*นางสาวมึดา นาวานารถ* นามสกุล "นาวานารถ" ในวันนี้ยังไม่ได้รับการรับรองจากทางอำเภอ และถูกระบุในบัตรสีเขียวขอบแดงว่าเป็น "เผ่าพม่า" ตอนนี้เธออายุ 19 ปี ยื่นขอสัญชาติไทยพร้อมกับชาวบ้านท่าเรือคนอื่นๆ และปีหน้าเธอต้องรับบทบาทเป็นนักศึกษาใหม่ ภายใต้ความช่วยเหลือจากทางมหาวิทยาลัยพายัพ

"วันเด็กปีนี้อยากให้ผู้ใหญ่หันมาให้ความสำคัญกับปัญหาเด็กไร้สัญชาติ อยากให้รัฐบาลรับบทบาทเป็นผู้ค้ำประกันทุนการศึกษาให้กับเด็กทุกคน ให้เขาได้รับสิทธิการรักษาพยาบาล ขณะนี้พ่อของหนูกำลังป่วย ทำได้เพียงร้องขอใช้สิทธิของความเป็นมนุษย์ในการรักษาเท่านั้น อยากให้คนไร้สัญชาติได้รับสิทธิการรักษาเหมือนกับคนอื่นๆ อยากให้เร่งดำเนินการคุ้มครองผู้ที่ยังไร้สัญชาติ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ คิดว่าสัญชาติจะกำหนดสิทธิต่างๆ ให้กับทุกคนได้"

เสียงพูดสุดท้ายของมึดา "ถึงแม้ครั้งนี้จะมีชื่อของหนูอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่ขอยินดีและเป็นแรงใจให้คนไร้สัญชาติคนอื่นๆ ได้สู้ต่อไป ในนามเด็กไร้สัญชาติ ขอสัญญาว่า หนูจะทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินเกิดจนกว่าชีวิตจะหาไม่"

สีสันของงานวันเด็กไร้สัญชาติในปีนี้ มีการเปิดคลีนิคกฎหมาย เพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและติดตามสถานการณ์ปัญหาร่วมกัน โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่ม ตามสีของบัตรแสดงสถานะบุคคล ที่มีสีสันมากกว่านั้นคือ มีกลุ่มที่จูงมือกันมาปรึกษาเรื่องการจดทะเบียนสมรสเพื่อขอสัญชาติตามสามี สิ่งนี้จะทำให้มีทะเบียนสมรสชอบด้วยกฎหมาย และยังเป็นสิ่งที่ช่วยสกัดกั้นไม่ให้มีเด็กไร้สัญชาติได้อีกทางหนึ่ง

*ในอดีตเราคิดถึงความมั่นคงของชาติเป็นหลักใหญ่ แต่ในแง่สิทธิมนุษยชนระบุว่า ความมั่นคงของมนุษย์ต้องมาก่อน แล้วความมั่นคงของชาติจะตามมา*


ที่อยู่เด็กไร้สัญชาติ

1.บ้านท่าเรือ ชุมชนลุ่มน้ำยวม

แวดล้อมไปด้วยเหมืองแร่และบ้านกะเหรี่ยงอีก 3-4 หมู่บ้าน มีน้ำตกตามทาง ตั้งอยู่ที่หมู่ 8 ตำบลสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านสาขาของ "บ้านห้วยไชยยงค์"

บ้านท่าเรือตั้งมาได้ประมาณ 30 กว่าปีแล้ว นำโดยนายลายีน เป็นชุมชนเล็กๆ ตั้งอยู่ริมน้ำเงา ผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่เป็นคนที่อพยพมาจากประเทศพม่า มารับจ้างทำเหมืองแร่ เมื่อมีการปิดสัมปทานเหมืองแร่ ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้ดูแลเฝ้าเหมืองต่างๆ ต่อมาก็มีประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแล ทำให้เป็นหมู่บ้านตกสำรวจมาโดยตลอด จนกระทั่งประมาณปี 2542 ทางกรมการปกครองได้เข้าไปสำรวจภายใต้โครงการมิยาซาวา ชาวบ้านได้รับบัตรคืน เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ชาวบ้านถือ แต่ยังมีอีกหลายคนที่ยังตกสำรวจ เนื่องจากออกไปเรียน และออกไปทำงานนอกชุมชน

มีประชากรเด็กและผู้ปกครองประมาณ 96 คน จำนวน 21 หลังคาเรือน มีผู้ถือบัตรสีฟ้า 1 คน และบัตรสีเขียวขอบแดงที่อยู่ระหว่างยื่นขอสถานะ 54 คน


2.บ้านแม่ดึ๊ ชุมชนลุ่มน้ำสาละวิน

หมู่บ้านนี้ตั้งมาได้ประมาณ 20 กว่าปี ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่อพยพหนีภัยสงครามมาจากฝั่งพม่า ชุมชนลุ่มน้ำสาละวินแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ชื่อ "แม่ดึ๊" ตั้งตามลักษณะลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้านอย่างขุนข้น ชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธและคริสต์ มีประชากรเด็กและผู้ปกครอง จำนวน 87 คน จำนวน 19 หลังคาเรือน 26 ครอบครัว มีชาวบ้านเพียง 2 คน ที่ได้รับบัตรสีเขียวขอบแดง นอกนั้นยังไร้สัญชาติและรอการพิสูจน์สถานะจากหน่วยงานรัฐ

บ้านแม่ดึ๊เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อมีกลุ่มจิตอาสาเข้ามาสร้างโรงเรียนและสำรวจข้อมูลขั้นพื้นฐานเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2548 ที่ผ่านมา การไปเยือนแม่ดึ๊ เดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมง ไปต่อเรืออีก 2 ชั่วโมงครึ่ง ไปกลับประมาณ 5 ชั่วโมง


3.บ้านแม่เว่ยโพคี ดินแดนพระเจ้าตาก

เป็นชุมชนเล็กๆ และเป็นหย่อมบ้านของบ้านแม่อมกิ หมู่ 4 ตำบลแม่วะหลวง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ตั้งมาได้ประมาณ 20 กว่าปี

บ้านแม่เหว่ยโพคีไม่มีผู้นำที่เป็นทางการ ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแล ทั้งๆ ที่ตั้งหมู่บ้านติดกับเส้นทางหลวง เป็นหมู่บ้านที่ถูกลืม เด็กในชุมชนไม่ได้เรียนหนังสือ ชาวบ้านส่วนใหญ่พูดภาษาไทยไม่ได้ และส่วนหนึ่งยังไม่มีสัญชาติ ชาวบ้านมีอาชีพทำไร่หมุนเวียน นับถือศาสนาพุทธ ปัจจุบันมีนายดิ๊กัวะ เทียมพิมานคีรี เป็นผู้นำที่ชาวบ้านนับถือ และคอยดูแลชาวบ้านในชุมชน

บ้านแม่เหว่ยโพคี อยู่ห่างจากศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนที่สบเมย ประมาณ 51 กิโลเมตร ไปกลับประมาณ 2 ชั่วโมง มีประชากรเด็กและผู้ปกครองประมาณ 70 คน จำนวน 15 หลังคาเรือน ชาวบ้านอีก 25 คน ยังไม่มีสัญชาติ

__________________________
มติชน 13 มกราคม 2549

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License