 ประชาชนเป็นห่วงเรื่องภาวะเศรษฐกิจของประเทศน้อยลง แต่เป็นห่วงเรื่องของเศรษฐกิจส่วนตัวมากขึ้น จาก ผลการวิจัยที่เกี่ยวกับแนวโน้มการเก็บออมนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องการเก็บออมถึง 96%
___________________________
ดารณี เจริญรัชต์ภาคย์
หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา นางดารณี เจริญรัชต์ภาคย์ นายกสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย และกรรมการผู้จัดการ บริษัท มาร์เก็ตไว้ส์ จำกัด ได้แถลงผลการวิจัยเรื่อง "ThaiView 3" ที่จัดทำขึ้นโดยสมาคมวิจัยการตลาดแห่งประเทศไทย เพื่อศึกษาทัศนคติของประชาชนในประเด็นที่น่าสนใจต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยถือเป็นการวิจัยครั้งที่ 3 ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย
การวิจัยครั้งนี้ ได้ดำเนินการสัมภาษณ์ตั้งแต่วันที่ 9-11 ธันวาคม 2548 ด้วยจำนวนผู้สัมภาษณ์ทั้งหมด 507 คน จาก 18 เขตในกรุงเทพมหานคร แบ่งเป็นชาย 49% และหญิง 51% ระดับอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีรายได้ต่อครัวเรือนตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป
การศึกษาครั้งนี้ได้แบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก คือ
1.สภาพการณ์โดยรวมของประชาชนในประเทศไทย
2.แนวโน้มในการจัดสรรรายได้ และการบริโภคสินค้าในหมวดต่างๆ
และ 3.ความคาดหวังต่างๆ สำหรับปี 2549
มั่นใจ ศก.น้อย-อยากออมมาก
ทั้งนี้ พบว่าสภาพการณ์โดยรวมของประชาชนขณะนี้ ส่วนใหญ่เกิดความมั่นใจในเศรษฐกิจของตัวเองน้อยลง โดยส่วนใหญ่มีความเห็นว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องรอการซื้อของไปก่อน โดยความเห็นเพิ่มเป็น 57% เทียบจากการวิจัยครั้งที่ 2 (ThaiView 2) ที่อยู่ที่ 48% ขณะที่ความมั่นใจต่อสภาวะเศรษฐกิจของตัวเองในช่วงเวลา 12 เดือนจากนี้ ผู้ที่มั่นใจมากและค่อนข้างมั่นใจต่อสภาวะเศรษฐกิจของตัวเองในการศึกษาครั้งนี้มีเพียง 36% น้อยกว่าครั้งที่แล้วถึง 10%
ผลการวิจัยครั้งที่ 2 ความมั่นใจต่อเศรษฐกิจลดลงไปแล้วในระดับหนึ่ง และยังลดลงต่อเนื่องมาถึงผลการวิจัยครั้งนี้ที่ลดลงไปค่อนข้างมาก ขณะที่รัฐบาลออกมาประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้ที่ 5% แต่ประชาชนก็ยังไม่เกิดความมั่นใจ
จากสภาพการณ์ดังกล่าวยังเป็นผลให้ประชาชนเป็นห่วงเรื่องภาวะเศรษฐกิจของประเทศน้อยลง แต่เป็นห่วงเรื่องของเศรษฐกิจส่วนตัวมากขึ้น ที่เห็นชัดเจนคือ ผลการวิจัยที่เกี่ยวกับแนวโน้มการจัดสรรรายได้ หรือการเก็บออม หรือการลงทุนนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญเรื่องการเก็บออมถึง 96% โดยมีเพียง 4% เท่านั้นที่ไม่เก็บออม แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงกังวลด้านเศรษฐกิจจึงหันมารัดเข็มขัดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมดังกล่าวเริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมาแล้ว
สำหรับรูปแบบการเก็บออมนั้น ผลวิจัยพบว่า 26% ของกลุ่มตัวอย่าง มีความตั้งใจจะเก็บออม 21-30% ของรายได้รวม ซึ่งกลุ่มนี้พบว่า 34% มีอายุ 18-24 ปี และ 29% มีรายได้ต่อครัวเรือน 40,000 บาทขึ้นไป รวมถึงเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นต้นไป ประกอบอาชีพทั้งภาคเอกชน หน่วยงานราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่เก็บออมในสัดส่วน 41-50% ของรายได้รวม พบว่าส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 25-39 ปี โดยที่ 38% เป็นผู้ที่มีรายได้ 10,000-19,999 บาท 36% มีรายได้ที่ 20,000-39,999 บาท และ 26% เป็นผู้ที่มีรายได้ 40,000 บาทขึ้นไป
ทั้งนี้ จะเห็นว่ากลุ่มที่มีรายได้น้อย จะเริ่มมีความตั้งใจเก็บออมมากขึ้น
โดยการออกมารณรงค์เรื่องการเก็บออมของหน่วยงานภาครัฐ อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้นให้ประชาชนหันมาให้ความสนใจ และเปลี่ยนจากเรื่องของส่วนตัวมาเป็นกระแสสังคม
สุขน้อยลง-กังวลยาเสพติด
ผลการวิจัยยังพบด้วยว่าสภาพการณ์โดยรวมของประชาชน ด้านความสุขกับคุณภาพชีวิตปัจจุบันนั้น กลุ่มตัวอย่างมีความสุขมากลดลงจาก 11% เหลือ 8% และต้องการสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ได้แก่ การมีสุขภาพแข็งแรง ความมั่นคงทางการเงิน การมีชีวิตที่สงบเรียบง่าย การมีเวลาอยู่กับครอบครัว การได้ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นต้น
ขณะที่สิ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับกลุ่มตัวอย่างเวลานี้ คือ ปัญหายาเสพติด เมื่อเทียบกับผลการวิจัยครั้งที่ผ่านมาสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างกังวลใจมากสุด คือ ภาวะเงินเฟ้อและข้าวของราคาแพง รวมถึงปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ อาจเป็นไปได้ว่า ประชาชนจะเริ่มหันมาให้ความสนใจกับปัญหาใกล้ตัวมากกว่า นึกถึงตัวเองเป็นอันดับแรกมากกว่าการสนใจภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่ากลุ่มตัวอย่างยังคงกังวลเรื่องของการมีเงินเพียงพอที่จะเลี้ยงชีพและใช้จ่ายในด้านต่างๆ และคุณภาพการศึกษา เป็นต้น
ฮิตใช้แก๊สโซฮอล์
สำหรับผลการวิจัยด้านพฤติกรรมการบริโภคนั้น ผลการวิจัยพบว่าสินค้าที่มีแนวโน้มการบริโภคมากขึ้นอยู่ในหมวด ประหยัดพลังงาน เทคโนโลยี และการดูแลสุขภาพ
โดยแบ่งแยกรายละเอียดได้ดังนี้
การบริโภคหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกที่จะบริโภคอาหารที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ อาหารเสริมหรือวิตามิน และเลือกที่จะบริโภคสิ่งเหล่านี้ลดลง เช่น ซื้อยาทานเอง การแฟพร้อมดื่ม อาหารและผลไม้กระป๋อง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมากฝรั่ง และบุหรี่
การบริโภคหมวดพลังงาน, คมนาคม และทรัพยากร เช่น การบริการขนส่งมวลชนสาธารณะ จากปัจจุบันที่ใช้ 71% มีแนวโน้มว่าในปีนี้จะเพิ่มอีก 28% หรือการติดต่อสื่อสารด้วยวิธีการอื่นๆ เพื่อลดการเดินทาง จากที่ใช้ปัจจุบัน 62% เพิ่มขึ้น 55% รวมถึงการใช้พลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์ ที่ปัจจุบันใช้ช 16% มีแนวโน้มที่จะเพิ่มอีก 59% เป็นต้น
สำหรับด้านเทคโนโลยี แนวโน้มในปีนี้พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนจะเข้าสู่ระบบการเปลี่ยนแปลงจากยุคอนาล็อกมาเป็นยุคดิจิตอลมากขึ้น ซึ่งการวิจัยพบว่า การใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค ที่ปัจจุบันใช้ 45% มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 57% การใช้เอสเอ็มเอสทางโทรศัพท์มือถือจากปัจจุบัน 32% จะเพิ่มขึ้น 29% ไฮสปีด อินเตอร์เน็ต จากปัจจุบัน 21% เพิ่มอีก 56% เป็นต้น
ขณะที่พฤติกรรมด้านการเงิน บัญชีฝากประเภทต่างๆ กลุ่มตัวอย่างที่เคยฝากบัญชีเงินฝากประจำที่ 15% มีแผนว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้าว่าจะเพิ่มเป็น 18% หรือการลงทุนและการออมประเภทต่างๆ เช่น ประกันชีวิต และสุขภาพ ที่กลุ่มตัวอย่างยังคงต้องการใช้อยู่ รวมถึงการลงทุนรูปแบบอื่นๆ ตั้งแต่ การเล่นแชร์ เพชร ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล บ้านและที่ดิน กองทุนรวม และหลักทรัพย์ เป็นต้น
อยากอยู่กับครอบครัวมากขึ้น
การวิจัยครั้งที่ 3 นี้ทางทีมงานผู้วิจัยยังเพิ่มหัวข้อเพิ่มเติมจากครั้งที่ผ่านมา ในเรื่องของความคาดหวังต่างๆ ในปี 2549 นี้
โดยพบว่าความต้องการในปีนี้ ที่เป็นความปรารถนาพิเศษสำหรับตัวเอง ส่วนใหญ่ต้องการมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ขณะที่ความต้องการรองลงมาคือ ซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย การได้ท่องเที่ยวในประเทศ มีเงินเดือนหรือโบนัสมากๆ การซื้อรถ การมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น เป็นต้น
แต่สำหรับความปรารถนากับกรุงเทพฯนั้น กลุ่มตัวอย่างต้องการอากาศที่บริสุทธิ์ปราศจากมลพิษ การจราจรไม่ติดขัด ความปลอดภัยในการดำรงชีวิต ระบบขนส่งมวลชนมีมาตรฐาน และมีการควบคุมคุณภาพ บ้านเมืองสะอาดเรียบร้อย ผู้คนมีน้ำใจในการขับขี่พาหนะ เป็นต้น
ทั้งนี้ โดยรวมถึงสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างต้องการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในชีวิต คือ การเอาใจใส่ดูแลครอบครัวมากขึ้น ความรับผิดชอบกับงานที่ตนเองทำมากขึ้น การเลิกเหล้า บุหรี่ และอบายมุข
__________________________ มติชน 13 มกราคม 2549 |