 "จะบังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่จะก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิขึ้นมาอีกครั้งในซีกโลกด้านใต้ของเส้นศูนย์สูตรบริเวณนอกชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะสุมาตรา มันอาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรืออาจจะในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่ที่แน่ๆ ก็คือมันจะเกิดขึ้น และหากผู้คนตามตัวเมืองตามแนวชายฝั่งไม่เตรียมการให้พร้อม คนจำนวนมาก...มากมหาศาลจะล้มตายลงอีกครั้งหนึ่ง"
__________________________________
โดย แหล่งข้อมูล : เดอ สปีเกล/ไทม์ ภาพ : สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลไลบ์นิซ/เดอ สปีเกล
เคอร์รี่ เซียห์ นักธรณีวิทยาอเมริกันเป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ออกมาเตือนอย่างหนักแน่นว่า แผ่นดินไหวระลอกใหม่ที่มีความรุนแรงในระดับใกล้เคียงกับเมื่อ 26 ธันวาคม 2547 กำลังจะเกิดขึ้นอีกระลอก
ถ้า เคอร์รี่ เซียห์ เป็นนักธรณีวิทยาโนเนมทั่วไป คำเตือนที่ว่านี้คงไม่กระไรนัก
แต่ เคอร์รี่ เซียห์ ไม่เพียงเป็นนักธรณีวิทยาระดับหัวแถวของสหรัฐอเมริกาและของโลก เขายังศึกษาสภาพทางธรณีวิทยาของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณรอยแยกของเปลือกโลกใต้ทะเลสุมาตรามานานถึง 12 ปีเต็ม
ผลการศึกษาดังกล่าวทำให้เซียห์และเพื่อนนักธรณีวิทยาชาวอินโดนีเซียอีกบางคนออกมาเตือนถึงภัยแผ่นดินไหวและสึนามิในมหาสมุทรอินเดียที่จะเกิดจากรอยแยกของสุมาตราหลายต่อหลายครั้ง ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์จริงเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม แผ่นดินไหวขนาด 9.3 ริกเตอร์ ซึ่งก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ที่คร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 270,000 คน และส่งผลกระทบมหาศาลต่อหลายประเทศในย่านนี้
ยิ่งไปกว่านั้น เซียห์ยังเป็นนักธรณีวิทยาที่ออกมาเตือนให้ระวังการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ซ้ำอีกครั้งในพื้นที่ด้านตะวันตกของเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย คำเตือนของเขาผ่านไปอย่างไร้ความหมายเพียงแค่ 3 สัปดาห์เท่านั้น เพราะมันเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่รุนแรงถึง 8.7 ริกเตอร์ จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ใกล้กับเกาะนีอาส
แม้ "นีอาส เควก" จะไม่ก่อให้เกิดสึนามิ แต่มันทำให้ชาวอินโดนีเซียอีกอย่างน้อย 1,000 คน เสียชีวิตเมื่อ 28 มีนาคม 2548 ห่างจากมหันตภัยในวันบ็อกซิ่งเดย์ 3 เดือนกับ 2 วัน พอดิบพอดี!
ทั้งหมดนั่นทำให้คำเตือนครั้งใหม่ของ เคอร์รี่ เซียห์ ต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อหาทางป้องกัน เพื่อลดจำนวนการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินลงให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้
คำเตือนระลอกใหม่ของ เคอร์รี่ เซียห์ ยังคงเรียบง่ายไม่กำหนดวันเวลาแน่นอนเพราะไม่สามารถทำได้ แต่ยังแฝงความน่าสะพรึงกลัวไว้ในตัวเองอย่างเปี่ยมล้น
"ไม่มีวันที่การทำนายเชิงธรณีวิทยาครั้งไหนมีความแน่นอนมากกว่าครั้งนี้อีกแล้ว" เขาประกาศไว้อย่างนั้น "จะบังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่จะก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิขึ้นมาอีกครั้งในซีกโลกด้านใต้ของเส้นศูนย์สูตรบริเวณนอกชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะสุมาตรา มันอาจเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรืออาจจะในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่ที่แน่ๆ ก็คือมันจะเกิดขึ้น และหากผู้คนตามตัวเมืองตามแนวชายฝั่งไม่เตรียมการให้พร้อม คนจำนวนมาก...มากมหาศาลจะล้มตายลงอีกครั้งหนึ่ง"
อะไรทำให้เซียห์แน่ใจได้ถึงขนาดนั้น!
ผลข้างเคียงในด้านดีประการสำคัญประการหนึ่งของเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิก็คือ มันสร้างความตื่นตัวในหมู่นักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในด้านธรณีวิทยาทั่วโลกขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมาย พร้อมๆ กับการตื่นตัวดังกล่าว ความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันก็เกิดขึ้นในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอีกด้วย
ทั้งๆ ที่ได้รับแจ้งล่วงหน้าเพียงไม่กี่นาที เรือเพื่อการวิจัยสัญชาติเยอรมันชื่อ "ซอนเน่" กับเรือลักษณะเดียวกันชื่อ "เพอร์ฟอร์เมอร์" ของสหรัฐอเมริกา ยกเลิกภารกิจที่ทำอยู่ทั้งหมดของตัวเองทันที เพื่อมุ่งหน้าลงมายังพื้นที่เป้าหมายในมหาสมุทรอินเดีย
เรือทั้งสองลำเต็มไปด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการสำรวจทางธรณีวิทยาและสมุทรศาสตร์ ปกติแล้วการตอบรับภารกิจใดๆ จะต้องผ่านการ "จองล่วงหน้า" นานเป็นปีๆ แต่ความน่าสะพรึงกลัวของสึนามิในวันบ็อกซิ่ง เดย์ ทำให้ธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวหมดความสำคัญลงไปทันที
นานหลายเดือนที่เรือทั้งสองลำพร้อมนักวิจัยอีกเป็นจำนวนมากตระเวนซิกแซ็กข้ามไปมาจนครอบคลุมทั่วพื้นที่บริเวณท้องทะเลนอกชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะสุมาตรา ตรวจสอบพื้นผิวใต้ทะเลลึก มองหารายละเอียดทุกอย่างที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้
ภายใต้ความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด บรรดานักวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยาและนักวิจัยได้รายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพื้นใต้ทะเล เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ถี่ยิบแบบนาทีต่อนาที
พวกเขาพบว่าตลอดคืนคริสต์มาสของปี 2547 แรงดันมหาศาลผลักให้แผ่นเปลือกโลกที่เป็นหินหนาหลายสิบกิโลเมตรที่เรียกว่า "อินโด-ออสเตรเลียน เพลต" เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตกอย่างบ้าคลั่ง มันไปปะทะกับแผ่นเปลือกโลกหนาหนักอีกแผ่นที่เรียกว่า "ซุนดา เพลต" ซึ่งด้านบนของมันคือสุมาตราและภาคพื้นทวีปเอเชียก่อให้เกิดการเบียดอัดเสียดสี กระแทกกระทั้นกันขึ้นตลอดเวลา
01.58 น. ตามเวลายุโรปกลาง(08.58 น.ตามเวลาไทย) ของวันที่ 26 ธันวาคม 2547 แผ่นเปลือกโลกเก่า "ซุนดา เพลต" บางส่วนไม่อาจทานแรงเสียดทานได้อีกต่อไป ริมขอบด้านหนึ่งแตกหักออก ส่วนที่เหลือถูกแรงดันของ "อินโด-ออสเตรเลียน เพลต" ดันกระแทกในลักษณะมุดลงจนโยนตัวขึ้นเบื้องสูง
นั่นเป็นที่มาของแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 9.3 ริกเตอร์ ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี และรุนแรงเป็นอันดับ 3 เท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เป็นต้นมา
แนวตะเข็บของผิวพื้นใต้ทะเลนอกชายฝั่งสุมาตราที่เรียกว่า "ซุนดา เทรนช์"ปริแยกออกจากกันเริ่มตั้งแต่บริเวณที่ตรงกับจุดเหนือสุดของเกาะสุมาตรา รอยแตกดังกล่าวลึกถึง 160 กิโลเมตร มันปริแยกออกจากกันไล่ขึ้นไปทางเหนือด้วยระดับความเร็วสูงถึง 2.5 กิโลเมตรต่อวินาที เมื่อตอนที่มันหยุดการปริออกจากกันนั้นกินระยะทางทั้งหมด 1,300 กิโลเมตรพอดี พื้นมหาสมุทรด้านตะวันออกของแนวดังกล่าวถูกผลักพรวดสูงขึ้นถึง 15 เมตร โดยฉบับพลัน เป็นที่มาของการเคลื่อนไหวอย่างเฉียบพลันและรุนแรงของมวลน้ำทะเลมหาศาลที่กลายเป็นสึนามิมหาภัยในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
แผ่นดินไหวครั้งนี้เขย่าโลกทั้งโลก เหมือนกับเราสะบัดผ้าขี้ริ้วพลิ้วเป็นระลอก ด้านหนึ่งไปจรดปลายอีกด้านหนึ่ง ศรีลังกาทั้งเกาะขยับพรวดสูงขึ้นหลังจากนั้นก็ตกฮวบลงต่ำกว่าระดับเดิม 9 เซนติเมตร เกาะจำนวนหนึ่งเคลื่อนที่ไปจากจุดเดิมหลายสิบเซนติเมตร อนุทวีปอินเดียทั้งหมดเคลื่อนไปทางตะวันออกเป็นระยะทาง 2 เซนติเมตรเต็มๆ
หลายสัปดาห์หลังเหตุการณ์ดังกล่าว เปลือกโลกทั้งโลกยังสั่นไหว...
เมื่อถูกถามว่า อะไรทำให้เขาแน่ใจถึงกับประกาศว่าจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่มหึมาและคลื่นมหาวินาศขึ้นอีกครั้งในบริเวณนี้ เคอร์รี่ เซียห์ ใช้การค้นคว้าวิจัยและการสำรวจนานกว่าทศวรรษของเขาในพื้นที่ละแวกนี้เป็นคำตอบ
เซียห์บอกว่า เขากับทีมงานสำรวจพื้นที่นอกชายฝั่งสุมาตรามานานกว่า 12 ปีแล้ว ข้อมูลที่ได้มานั้นทำให้สามารถเรียนรู้ถึงความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาของพื้นที่แถบนี้ได้ย้อนหลังกลับไปถึง 1,000 ปี คิดเป็นวัฏจักรของการเกิดแผ่นดินไหวและภาวะสงบ เพื่อสะสมพลังได้ 3 รอบพอดี
นั่นถือเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดเท่าที่เคยมีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกทุกแนวเท่าที่เคยมีมาทั้งหมด
เซียห์กับทีมงานใช้ข้อมูลจากการสำรวจ 3 อย่างประกอบกันเข้าเป็นองค์ความรู้ดังกล่าว
ประการแรก เขาศึกษาข้อมูลและหลักฐานในเชิงประวัติศาสตร์ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เกี่ยวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในย่านนี้
ประการถัดมาเขาติดตั้งอุปกรณ์กำหนดตำแหน่งผ่านดาวเทียม(จีพีเอส) บนเกาะใหญ่น้อยต่างๆ ตามแนวปะทะของแผ่นเปลือกโลกใต้สมุทร จีพีเอสบนเกาะเหล่านี้สามารถวัดการเคลื่อนของเกาะเหล่านั้นได้ละเอียดยิบขนาดเป็นมิลลิเมตร บ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวและทิศทางของแผ่นเปลือกโลกที่อยู่ใต้มันได้เป็นอย่างดี
ประการที่ 3 ที่ถือเป็นประการสำคัญที่สุด พวกเขาใช้วิธีอ่านเหตุการณ์ในอดีตผ่านการตัดขวางแนวปะการังนอกชายฝั่งของเกาะต่างๆ ที่อยู่ตามแนวปะทะ หรือแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลกบริเวณนี้ เพราะมันเป็นที่เก็บหลักฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไว้เหมือนกับ "วงปี" ของต้นไม้ใหญ่
แนวปะการังของเกาะต่างๆ ดังกล่าวนั้นจะถูกแรงผลักที่เคลื่อนไปในทางตะวันออกของแผ่นเปลือกโลกอินโด-ออสเตรเลียน เพลต ทำให้มันมุดต่ำลงราว 5 เซนติเมตรต่อปีทุกๆปี จะมีก็แต่ในปีที่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเท่านั้นที่แผ่นเปลือกโลกจะถูกดันให้สูงขึ้นระหว่าง 5-10 เมตร ผลักแนวปะการังให้พ้นน้ำทะเลและแห้งตาย ก่อนที่จะถูกดึงให้ค่อยๆ ลดต่ำลงสู่ใต้น้ำอีกครั้ง ร่องรอยการตายของปะการังในเหตุการณ์ดังกล่าวคือ หลักฐานสำคัญที่เซียห์และทีมงานค้นพบ
เคอร์รี่ เซียห์ ระบุว่า รอยแยกของเปลือกโลกที่เกิดจากแผ่นดินไหว เมื่อ 26 ธันวาคม 2547 และ 28 มีนาคม 2548 นั้นฉีกแผ่นเปลือกโลกออกจากกันเหมือนเราฉีกไม้ไผ่ออกจากกันเป็น 2 ซีก หรือเหมือนกับการรูดซิปให้แยกออกจากกัน ปัญหาก็คือ แรงที่ทำให้เกิดรอยแยกดังกล่าวนั้นยังไม่ได้หมดไป และรอยแยกที่เกิดขึ้นเป็นระยะทาง 1,300 กิโลเมตร นั้นเป็นเพียงแค่ 1 ใน 4 ของแนวปะทะระหว่างแผ่นเปลือกโลกทั้ง 2 แผ่นเท่านั้น
สิ่งที่เซียห์พยายามจะบอกก็คือ แนวปะทะของเปลือกโลก 2 แผ่นที่ว่านั้นกำลังเสียดสีกันและสั่งสมพลังใกล้จะถึงจุดแตกหักแล้ว ในขณะเดียวกัน แรงผลักที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้ง ดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงดันให้กับแผ่นเปลือกโลกให้มากยิ่งขึ้นไปอีก
เขาเปรียบเทียบให้เห็นรูปธรรมไว้ชัดเจนอย่างยิ่งว่า แผ่นดินไหวใหญ่ เมื่อ 26 ธันวาคม และ 28 มีนาคม นั้นผลักให้ "อินโด-ออสเตรเลียน เพลต" เคลื่อนเข้าหา "ซุนดา เพลต" ด้วยระยะทางเทียบเท่ากับการเคลื่อนที่เป็นเวลา 50 ปี
หรือพูดง่ายๆ อีกอย่างว่า ระยะเวลาที่สมควรเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งถูกผลักให้เกิดเร็วขึ้นอีก 50 ปี เพราะการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก 2 ครั้ง ดังกล่าวนั้น!
จากการตรวจสอบ "วงปี" ของปะการังในแถบด้านใต้ของ "นีอาส เควก" ลงมา เซียห์พบว่า บริเวณนั้นไม่เคยเกิดแผ่นไหวใหญ่ๆ อีกเลยนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1833 เป็นต้นมา เขายังพบด้วยว่าค่าเฉลี่ยของการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าวตกประมาณ 220 ปีต่อครั้ง
นั่นหมายความว่า ครั้งต่อไปจะเกิดใกล้เคียงกับปี 2053 หรือปี พ.ศ. 2596 แต่ถ้าหากนำเอาแรงผลักจากเหตุแผ่นดินไหว 2 ครั้งมาคำนวณร่วมด้วย แผ่นดินไหวใหญ่ครั้งใหม่น่าจะเกิดขึ้นใกล้เคียงกับปี 2003 หรือปี 2546 ที่ผ่านมา
นั่นทำให้ เคอร์รี่ เซียห์ สรุปใจความของผลการสำรวจของเขาไว้ว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในบริเวณด้านใต้ของเกาะนีอาสน่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้มากกว่าในอีกหลายสิบปีข้างหน้า!
จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวหนใหม่นี้ จะอยู่ค่อนไปทางตอนกลางของเกาะสุมาตรา บริเวณตรงกับเมืองปาดัง เมืองใหญ่ที่สุดของเกาะแห่งนี้ ระดับความรุนแรงของมันจะใกล้เคียงหรือมากกว่าระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว เมื่อ 26 ธันวาคม 2547...
และจะก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ขึ้นอย่างแน่นอน
ข้อมูลของ เคอร์รี่ เซียห์ สอดคล้องกับผลการตรวจสอบพื้นที่เดียวกันของทีมนักวิทยาศาสตร์อีกหลายทีม อย่างน้อยที่สุด นักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษและทีมสำรวจจากเยอรมนีก็พบข้อเท็จจริงในทำนองเดียวกัน
ทีมสำรวจวิจัยของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลไลบ์นิซ แห่งมหาวิทยาลัย คีล ของเยอรมนีใช้เครื่องโซนาร์กวาดไปทั่วพื้นที่บริเวณดังกล่าวใต้ท้องทะเลลึกกว่า 5,000 เมตร แล้วนำข้อมูลที่ได้มาจำลองเป็นภาพขึ้น
ภาพที่ได้บ่งบอกอย่างเดียวกัน แผ่นอินโด-ออสเตรเลียน เพลต ชนแล้วมุดลงไปใต้แผ่นซุนดา เพลต สั่งสมพลังจากการผลักและดันไว้มหาศาล
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคีลตรวจสอบร่องรอยทั้งหมด และบอกไว้เมื่อเร็วๆ นี้เช่นกันว่า ไม่มีร่องรอยการเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ๆ ใดๆ เลยทางรอยเลื่อนของเปลือกโลกด้านใต้ของเกาะนีอาส มันหมายความได้อีกอย่างว่า...
มหาภัยจากใต้มหาสมุทรระลอกใหม่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ และมากกว่าครั้งก่อนอีก !
เราเตรียมพร้อมเผชิญกับการอาละวาดของธรรมชาติระลอกใหม่แล้วหรือยัง!?!
_______________________ มติชน 01 มกราคม 2549 |