 ส่วนใครที่มีสติเป็นกระจกเงาเตือนตนอยู่เป็นนิตย์ ชีวิตย่อมพัฒนาไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้...
_________________________
โดย จุฬาลักษณ์ ภู่เกิด
1 ขวบปีที่กำลังจะผ่านไป บางคนก็บอกว่าช่างรวดเร็ว แต่บางคนก็อาจอึดอัดด้วยรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า
ทั้งที่เวลา หรือ วัน เดือน ปี ที่ผ่านไปเป็นแค่สิ่งที่มนุษย์สมมุติขึ้น บนพื้นฐานของการแปรเปลี่ยนไม่หยุดยิ่งของสรรพสิ่ง อันเป็นสัจจะความจริงแท้ของโลก
โดยทั่วไปคนเราอยากได้อยากมี "เวลา" เป็นของตนเองมากๆ เพื่อใช้มันสู่การบรรลุประโยชน์สูงสุดตามเป้าหมายของแต่ละคนที่แตกต่างกันไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
น่าคิดว่าที่คนเราอยากมีชีวิตยืนยาวที่สุดเท่าที่จะยื้อไว้ได้และหวาดผวาต่อความตายอย่างยิ่งนั้น เพื่ออะไร
หรือตั้งแต่เกิดจนตาย มีใครเคยมานั่งคิดอย่างจริงๆ จังๆ บ้างว่า คนเรามาจากไหน มาอยู่บนโลกใบนี้ทำไม และสุดท้ายเราจะไปไหน
แม้ในทางพุทธศาสนาจะมีหลักคิดว่า เราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม แต่หากพิจารณาในมุมของการเกิดเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญาที่พัฒนามาสูงสุดกว่าสัตว์โลกทั้งหลาย การเกิดมาชีวิตหนึ่งก็น่าจะหมายถึงโอกาสที่จะได้ใช้สติปัญญานั้น "เรียนรู้" ทั้งเพื่อตอบคำถามเหล่านั้นให้ได้ในที่สุด
น่าคิดว่าการมีชีวิตอยู่ยืนยาวแม้เพียงเสี้ยววินาทีที่จะสามารถยื้อได้นั้น จะยังประโยชน์อันใด หากไม่ใช่เพื่อให้เราได้สรุปบทเรียนและเรียนรู้ที่จะพัฒนาจิตวิญญาณของเราเองให้สามารถรู้ที่มาที่ไปของตนเองให้ได้มากที่สุด
บางคนอาจจะแย้งว่าเป้าหมายของชีวิตคือความสุข ดั่งคำอวยพร "ขอให้มีความสุข" ที่มอบให้กันในช่วงผ่านของแต่ละปี ขณะที่ "ความสุข" ที่แท้จริงนั้น ก็ยังไม่มีใครตอบได้ว่าคืออะไร คือการได้กินอิ่มอร่อย มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย ไม่มีโรคมีภัย การได้รับการยอมรับนับถือ การมีหลักประกันที่มั่นคงในชีวิต ฯลฯ ?
1 ขวบปีที่ผ่านไปสุขทุกข์ที่เกิดจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเราได้เรียนรู้และเก็บรับบทเรียนจากมัน
สำหรับสังคมไทยในช่วงปีที่ผ่านมา เชื่อว่าเหตุการณ์ต่อเนื่องจากพิบัติภัยคลื่นยักษ์ถล่มเมื่อ 26 ธันวาคม 2547 ได้ทำให้คนจำนวนไม่น้อยตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และพยายามตั้งอยู่บนความไม่ประมาท หันกลับมาดำเนินชีวิตที่ตั้งอยู่บนความพอเพียงและมีสติมากขึ้นชีวิตที่เหลืออยู่
หันมาดูภาพรวมของรัฐบาลในฐานะผู้นำพาทิศทางของประเทศ แม้จะถูกกระแสต่อต้านถล่มหนักหน่วงเช่นกัน หากแต่ไม่ถึงกับซวดเซ ตรงข้ามยังคงมีพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่นโยบายหลายเรื่องที่ได้ประกาศไว้ ทั้งยังสามารถเรียนรู้ที่จะสรุปบทเรียนและปรับตัวไปอีกขั้น ในท่ามกลางสถานการณ์ที่ถูกประเมินว่ากำลังเป็นช่วง "ขาลง"
เห็นได้จากยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ใหม่ที่ "เปิดทางถอย" หลังจากหลายฝ่ายยอมรับว่าเดินมาถูกทิศ และเป็นเอกภาพมากขึ้น, การประกาศลุยแก้ปัญหาคอร์รั่ปชั่นที่นับว่าเป็นจุดอ่อนที่สุด โดยเริ่มมีมาตรการรูปธรรมในการอุดรูรั่วเดิมและชะลอโครงการยักษ์ต่างๆ ด้วยเหตุผล "เพื่อความรอบคอบ" แม้จะถูกเย้ยหยันว่ายังคงเป็นการสร้างภาพแก้เกี้ยวเช่นเคย แต่ลงมือทำก็ยังดีกว่าไม่ทำหรือเอาแต่แก้ตัว, การประกาศเดินหน้าแก้ปัญหาความยากจนโดยยึดตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่ถึงขั้นลงกิน-นอนในพื้นที่ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเรียนรู้การจัดการแก้ปัญหาท่ามกลางการปฏิบัติจริงร่วมกับคนในพื้นที่ ซึ่งเช่นกัน แม้จะถูกมองว่าเป็นแค่กลยุทธ์ในการหาเสียงกับคนจน แต่ก็เชื่อว่าจะเก็บรับบทเรียนติดไม้ติดมือมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง
ปีหน้ารัฐบาลก็ยังวางเป้าที่จะเดินหน้าต่อในหลายเรื่อง จึงต้องยอมรับว่าพยายามใช้เวลาเรียนรู้เพื่อทำบทบาทหน้าที่ของตนเองให้เต็มที่ได้ระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายจะสะดุดขาตัวเองเป็น "ขาลง" แบบหัวทิ่มเช่นที่บางฝ่ายทำนายหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของเวลาที่จะพิสูจน์
อย่างไรก็ตาม ในรอบปีที่ผ่านมา บทบาทของฝ่ายตรวจสอบและถ่วงดุลยังไม่พัฒนาไปถึงไหน ออกจะค่อนข้างน่าผิดหวัง แม้พยายามจะยกเครื่องเอาเนื้อไม่เอาน้ำอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดก็ขาดพลังภายในมากพอที่จะผลักดันไปสู่การเปลี่ยนแปลง ระยะหลังจึงวกกลับสู่การตรวจสอบด้วยวาทะคารมเป็นหลัก ซึ่งก็ยังดีกว่าบางฝ่ายที่ไม่ได้มุ่งแค่ตรวจสอบ หากประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าจะล้มล้างกันเลยทีเดียว โดยดูเหมือนไม่ยอมสรุปบทเรียนจากที่ผ่านมาๆ และไม่พยายามเข้าใจปัจจัยแวดล้อมว่าเอื้ออำนวยให้เพียงใด จึงเสมือนกำลังเดินถอยหลัง อย่างน้อยก็เมื่อเทียบกับคู่ต่อสู้ในสายตาชาวบ้าน
ยามที่แต่ละคน แต่ละฝ่ายโลดแล่นไปตามบทบาท ต่างก็ "อิน" กับสิ่งที่กระทำ แต่จะเล่นตามได้เหมาะสมแค่ไหน ก็แล้วแต่ว่าจะมีสติมากำกับได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่บทบาทนั้นจะถูกประเมินอยู่ตลอดเวลาจากสังคม ใครไม่เคยสรุปบทเรียนหรือเรียนรู้อะไรเลยในชีวิต ก็มักกัดกร่อนตัวเองไปในท่ามกลางกาลเวลา ส่วนใครที่มีสติเป็นกระจกเงาเตือนตนอยู่เป็นนิตย์ ชีวิตย่อมพัฒนาไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้
ขวบปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ ตอบตัวเองได้บ้างหรือยังว่า ในฐานะผู้อาศัยคนหนึ่งของโลกใบนี้ เราได้เรียนรู้อะไรที่นำไปสู่ความสุขที่แท้
_____________________________ มติชน 31 ธันวาคม 2548 |