 "เครื่องจักรเหล่านี้จะถูกสอดใส่เข้ามาในตัวเราโดยอาศัยนาโนเทคโนโลยี พวกมันจะเข้าไปอยู่ในสมองของเราผ่านทางเส้นเลือดฝอย เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ขยายขีดความสามารถของสมองของคนเรา"
____________________________
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
นักวิชาการกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตัวเองว่านักอนาคตศาสตร์(Futurologist-ฟิวเจอโรโลจิสต์) ทำหน้าที่คล้ายๆ กับโหรที่ใช้วิชาการทางด้านโหราศาสตร์ทำนายทายทักถึงเหตุการณ์ในอนาคต ต่างกันตรงที่แทนที่จะเป็นการคำนวณและตีความตำแหน่ง ทิศ และการทำมุมของดวงดาวเป็นหลักในการทำนาย นักวิชาการเหล่านี้ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ มาเป็นพื้นฐานในการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ผมเลือกหยิบเอาคำทำนายทายทักถึงอนาคตในระยะ 30-50 ปีข้างหน้าของหนึ่งในนักอนาคตศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับกันไม่น้อยในวงการมาเล่าสู่กันฟังในวาระส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ไม่ใช่เพียงเพราะคำทำนายเรื่องมนุษย์ในอนาคตของเขาน่าสนใจอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังเป็นเพราะรากฐานอันเป็นที่มาของการคาดการณ์ถึงอนาคตดังกล่าวเป็นวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกด้วย
นักอนาคตศาสตร์รายที่ว่านี้ชื่อ เรย์ เคิร์ซวีล เจ้าของหนังสือ "ดิ เอจ ออฟ อินเทลลิเจนต์ แมชีน" (ยุคแห่งจักรกลอัจฉริยะ) ซึ่งเขียนไว้เมื่อทศวรรษ 1980 คาดหมายถึงโลกในปัจจุบันนี้ไว้ใกล้เคียงอย่างมากทีเดียว
สิ่งที่เขาคาดหมายไว้นับร้อยๆ เรื่องในหนังสือเล่มที่ว่านี้ หลายเรื่องปรากฏให้เห็นเป็นจริงเป็นจังแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับ เรย์ เคิร์ซวีล ก็คือ เขาไม่ได้เป็นนักทฤษฎีอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ ยังเป็นนักปฏิบัติตัวยงอีกด้วย ตอนยังเป็นนักเรียนวัยรุ่น เรย์ เป็นคนสร้างคอมพิวเตอร์ที่สามารถเขียนเพลงออกมาได้ในสไตล์ใกล้เคียงกับคีตกวีในยุคคลาสสิค พอเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เขาก็กลายเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องสแกนเนอร์ชนิด แฟลต-เบด คือสแกนเนอร์หน้าเรียบอย่างที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้แหละออกมาเป็นเครื่องแรกของโลก แถมยังคิดค้นอุปกรณ์การแปลงตัวอักษรที่เป็นข้อความในคอมพิวเตอร์มาเป็นคำพูดสำหรับช่วยให้คนตาบอด "อ่าน" ได้ กับอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง
ยกเรื่องความเป็นนักประดิษฐ์ของเรย์เอาไว้ก่อน มาพูดถึงสิ่งที่เขาทำนายอนาคตเอาไว้กันดีกว่า เรย์เพิ่งเขียนหนังสือเกี่ยวกับโลกและมนุษย์ในอนาคตออกมาอีกเล่ม โฟกัสแนวความคิดของตัวเองไปที่ "ซิงกูลาริตี้-ความเป็นหนึ่งเดียว" ซึ่งเป็นความคิดที่นักคอมพิวเตอร์ศาสตร์และนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อ เวอร์เนอร์ วินจ์ เป็นผู้นำเสนอเอาไว้
ซิงกูลาริตี้ ที่วินจ์เสนอเอาไว้นั้น เป็นการหลอมรวมกันเป็นเอกะระหว่างคนกับคอมพิวเตอร์ เรย์หยิบเอาแนวความคิดดังกล่าวมาอธิบายเพิ่มเติมเป็นรูปธรรมชัดเจนและให้เหตุผลในเชิงวิทยาศาสตร์ไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว
เขาบอกเอาไว้ว่า ในอนาคตอันใกล้ คนกับคอมพิวเตอร์จะรวมกันเข้าเป็นสิ่งมีชีวิตลูกผสมครึ่งชีวะครึ่งจักรกล หรือที่ เรย์ เรียกว่า "ไบโอ-เมคานิคอล ไลฟ์"
ชีวิต "ชีวะกล" ที่ว่านี้จะขยายขอบเขตของขีดความสามารถแห่งมนุษย์ออกไปอย่างไม่อาจจินตนาการถึงได้
"เมื่อถึงปี 2020 คอมพิวเตอร์ราคา 1,000 ดอลลาร์(ราว 40,000 บาท) จะมีพลังในการประมวลผลเทียบเท่ากับขีดความสามารถของสมองของมนุษย์" เรย์บอกไว้อย่างนั้น "พอถึงปลายปีเดียวกันนั้น เราจะสามารถจำลองแบบสมองมนุษย์ออกมาในเชิงวิศวกรรมได้"
เขาทำนายต่อไว้ว่า พอถึงปี 2030 มนุษย์จะประสบความสำเร็จในการสร้างเครื่องจักรซึ่งมีความชาญฉลาดเกินหน้าความชาญฉลาดของคนเราได้ แต่ เรย์ เชื่อว่ามนุษย์จะผสมผสานตัวเองเข้ากับเครื่องจักรอัจฉริยะดังกล่าวแทนที่จะแข่งขันแก่งแย่งกัน
"เครื่องจักรเหล่านี้จะถูกสอดใส่เข้ามาในตัวเราโดยอาศัยนาโนเทคโนโลยี พวกมันจะเข้าไปอยู่ในสมองของเราผ่านทางเส้นเลือดฝอย เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ขยายขีดความสามารถของสมองของคนเรา"
เรย์บอกต่อว่า พอถึงราวกลางศตวรรษที่ 21 นี้ มนุษย์กับเครื่องจักรจะเป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นทำให้เกิดคำถามติดตามมา แล้วรูปแบบของมันเล่า? เป็น "ซุปเปอร์มนุษย์" ที่โคลนออกมาเป็นโหลๆ หรือ แค่การเปลี่ยนแปลงอวัยวะเทียมบางส่วนที่ต้องการ? คำตอบของเรย์ก็คือ เขาเชื่อว่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่าจะเป็นอย่างแรก แต่อวัยวะเทียมดังกล่าวไม่ได้ใส่เข้าไปเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคนเรา ตรงกันข้ามมันถูกเปลี่ยนไปเพื่อให้ขยายขีดความสามารถของเราออกไปชนิดไม่สิ้นสุด...
คอมพิวเตอร์ขนาดนาโนในร่างกายไม่เพียงทำให้มนุษย์ชาญฉลาดขึ้นมหาศาลเท่านั้น เรย์ยังเชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะสามารถทำให้มนุษย์เป็นอมตะได้ แต่ถึงแม้จะไม่สามารถหลีกพ้นความตาย เรย์ก็ยังเชื่อว่า เทคโนโลยีในอนาคตจะทำให้ทุกอย่างที่อยู่ในสมองของคนเราสามารถ "ดาวน์โหลด" ออกมาเก็บไว้ได้ก่อนเสียชีวิต
สิ่งที่เรย์ เคิร์ซวีล กำลังบอกก็คือ การจำลองแบบทางชีวะของมนุษย์เราเล็กย่อยลงไปถึงในระดับเซลล์ เซลล์จำลองที่เป็นเครื่องจักรกลไม่เพียงแข็งแรงทนทานแต่ยังมีขีดความสามารถในการทำหน้าที่ของมันดีกว่า หรืออย่างน้อยก็เทียบเท่าการทำหน้าที่ที่ดีที่สุดของเซลล์ของมนุษย์ในช่วงเจริญวัยเต็มที่
จะมีปัญหาในเชิงจริยธรรมที่กลายเป็นเรื่องการเมืองในทำนองเดียวกับ "สเต็ม เซลล์-เซลล์ต้นกำเนิด" อย่างในขณะนี้หรือไม่? คำตอบของเรย์คือ ไม่! เพราะการจำลองแบบที่ว่าไม่ได้ทำจากสเต็มเซลล์ของตัวอ่อน(เอ็มบริโอนิค สเต็มเซลล์) แต่จะทำการจำลองจาก ดีเอ็นเอ ของตัวบุคคลคนนั้นโดยตรง
สิ่งที่ทำให้เรย์กังวลมากกว่าก็คือ ความวิตกว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะตกอยู่ในมือของ "คนร้าย" แต่เขาก็ยังยืนยันว่านี่ไม่ใช่เป็นข้อวิตกที่จะเป็นเหตุผลให้มีการออกกฎหมาย "ห้าม" ดำเนินการทำนองนี้ ทางที่ถูกก็คือการคิดค้นเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันควบคู่กันไปด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้ความวิตกที่ว่าเกิดขึ้นจริงๆ ได้
เรย์เชื่อว่าการ "ห้าม" มีแต่จะก่อให้เกิดผลเสีย เพราะจะผลักให้การค้นคว้าวิจัยในเรื่องเหล่านี้ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ทำกันใต้ดิน เพิ่มโอกาสในการตกอยู่ในมือของผู้ไม่ประสงค์ดีมากขึ้นไปอีก
รากฐานความคิดของ เรย์ เคิร์ซวีล มาจากแนวความคิดของ กอร์ดอน มัวร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง "อินเทล" ซึ่งตั้งข้อสังเกตเอาไว้เมื่อปี 1965 ว่า จำนวนของทรานซิสเตอร์ต่อตารางนิ้วบนแผงวงจรรวม(อินติเกรตเตด เซอร์กิต) จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ ปีนับตั้งแต่มีการประดิษฐ์แผงวงจรรวมขึ้นมา และจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อเนื่องต่อไปในอนาคต
ทั้งหมดนั่นในขณะนี้รู้จักกันทั่วไปในวงการคอมพิวเตอร์ในชื่อ "มัวร์ส ลอว์-กฎของมัวร์" และถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการคำนวณหาอนาคตของ เรย์
เมื่อผสมผสานกับการติดตามองค์ประกอบอีกหลายๆ อย่างทางด้านไอทีอย่างใกล้ชิด รูปธรรมในอนาคตของมนุษย์และโลกก็ชัดเจนในความคิดของ เรย์ เคิร์ซวีล
_____________________________ มติชน 31 ธันวาคม 2548 |