 แม้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤต แต่การที่ผู้ประสบภัยได้มาทำงานร่วมกัน ทำให้คลายภาวะเศร้าโศกลงได้ สามารถจัดระบบการทำงานร่วมกัน จนกลายเป็นองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งในระยะต่อมา
_________________________
จากสถานการณ์ปัญหาวิกฤตที่ชุมชนได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ ซึ่งมีหลายด้าน และกระทบต่อผู้คนเป็นจำนวนมาก
แต่ในที่ส่วนที่เข้าร่วมกระบวนการฟื้นฟูชุมชนผู้ประสบภัยที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และชุมชนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ดินเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้ว่าท่ามกลางวิกฤตและมีความเหลื่อมล้ำในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหา
แต่ชุมชนผู้ประสบภัยและหน่วยงานสนับสนุนสามารถใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความสมานฉันท์ในการแก้ไขปัญหาได้ในหลายเรื่อง พบว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดการแก้ปัญหาในแนวทางสมานฉันท์ คือ
1.การเปิดพื้นที่ให้ผู้ประสบภัยได้ลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาของตนเอง เป็นแกนกลางในการแก้ปัญหา
แม้ว่าอยู่ในภาวะวิกฤต แต่การที่ผู้ประสบภัยได้มาทำงานร่วมกัน ทำให้คลายภาวะเศร้าโศกลงได้ สามารถจัดระบบการทำงานร่วมกัน จนกลายเป็นองค์กรชุมชนที่เข้มแข็งในระยะต่อมา และมีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายผู้ประสบภัยที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หนุนช่วยซึ่งกันและกัน โดยหน่วยงานภายนอกเป็นเพียงผู้สนับสนุน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินซึ่งบางพื้นที่ต้องใช้ระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน การที่ผู้ประสบภัยเป็นผู้ร่วมกันจัดทำข้อมูล ร่วมกันวางผังชุมชนทั้งผังเดิม/ผังใหม่ เสนอทางเลือกในการแก้ปัญหา จะทำให้ทุกคนในชุมชนเห็นภาพรวมและเป้าหมายการแก้ปัญหาร่วมกัน มีข้อมูลแม่นยำในการนำเสนอ/เจรจาต่อรองกับหน่วยงานภายนอก ส่วนในการสร้างบ้านและชุมชนที่ถาวรก็เช่นเดียวกัน การที่ชุมชนมาร่วมกันก่อสร้างเอง ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ ปฏิบัติตามกติกาข้อตกลงที่วางร่วมกัน
2.การจัดทำข้อมูลให้ชัดเจนและใช้ข้อมูลในการแก้ปัญหา
ในช่วงต้นที่ศูนย์พักชั่วคราว ได้มีกลุ่มชาวบ้านมาร่วมกันสำรวจข้อมูลผู้อยู่อาศัย ทำให้ทราบว่าผู้ประสบภัยจำนวนมากไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินที่อยู่อาศัย บางส่วนอาศัยอยู่บ้านเช่า
การมีข้อมูลส่วนนี้ทำให้เกิดการรวมกลุ่มผู้อาศัยอยู่บ้านเช่า และผู้ที่มีปัญหาเรื่องที่ดินขึ้นมา ในกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินการจัดทำข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญมาก การที่ชุมชนได้ร่วมกันทำข้อมูลประวัติการอยู่อาศัยของชุมชน หาหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าอยู่อาศัยมายาวนาน เช่น
สุสานฝังศพ ฯลฯ รายละเอียดครัวเรือน ระยะเวลาอยู่อาศัย วิถีชีวิตการทำมาหากิน ผังชุมชนเดิมก่อนเกิดคลื่น การร่วมกันวางผังใหม่ ที่จะเสนอใช้ที่ดินโดยมีสถาปนิกมาช่วยทำให้เกิดการแปลสิ่งที่ชุมชนร่วมกันคิดออกมาเป็นรูปธรรมของผังชุมชน ทำให้การเสนอข้อมูลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจนว่าเป็นชุมชนที่อาศัยมายาวนาน วิถีชีวิตเกี่ยวพันกับทะเล และผังชุมชนใหม่ก็แสดงให้เห็นว่าชุมชนใช้พื้นที่บางส่วน
ส่วนหนึ่งก็คืนให้หน่วยงานรัฐหรือใช้เป็นประโยชน์สาธารณะหรือเป็นการรังวัดขอบเขตที่บริเวณชุมชนอยู่อาศัย พื้นที่ส่วนกลาง พื้นที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ป่าชายเลนให้ชัดเจนป้องกันภัยการขยายพื้นที่เพิ่ม
การใช้ข้อมูลในการแก้ปัญหาทำให้ลดปัญหา เรื่องทัศนคติ การคิดแบบเหมารวมระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งเดิมอาจมีทัศนคติในด้านลบต่อกัน เช่น หน่วยงานมองว่าชุมชนเป็นผู้บุกรุกที่ดินรัฐ ทำให้ป่าชายเลนหมดไป ในขณะที่ชุมชนบางส่วนมองว่าชุมชนอยู่อาศัยมาก่อน หน่วยงานมีกฎหมายมาประกาศภายหลัง
แต่การที่ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปดูข้อมูลที่พื้นที่ด้วยกัน ว่าจะจัดให้ชุมชนสามารถอยู่อาศัยในที่เดิม โดยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม จะมีจัดแบ่งพื้นที่ หรือจัดผังทั้งบริเวณอย่างไร พูดคุยโดยใช้ข้อมูล/ข้อเท็จจริง แทนความรู้สึก หรือทัศนคติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ข้อมูลที่เป็นหลักฐานชัดเจน เช่น ภาพถ่ายทางอากาศย้อนหลังที่แสดงให้เห็นสภาพการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน ก็จะเป็นหลักฐานที่สำคัญ
3.การจัดกระบวนการวางผังชุมชน/วางแผนการพัฒนาพื้นที่ทั้งบริเวณ การจัดกระบวนการวางผังชุมชนโดยมีสถาปนิกเข้ามาช่วย
นอกจากจะทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนในการเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา และชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการทำข้อมูลแล้วได้ทำให้ชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ว่าจะมีการจัดระบบการอยู่อาศัยของชุมชนอย่างไร โดยการปรับผังให้เหมาะสม มีภูมิทัศน์ที่ดีขึ้น ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม
มีพื้นที่ส่วนกลางที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน มีการวางกติกา การใช้พื้นที่ร่วมกัน แม้ว่าจะมีบางรายต้องสูญเสียที่ดินไปบางส่วนหรือต้องปรับบ้านใหม่ แต่ถ้าหากเป็นกระบวนการวางผังแบบมีส่วนร่วมก็สามารถช่วยทำให้ไม่เกิดความขัดแย้ง รวมทั้งเป็นการป้องกันปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในช่วงต่อไป
4.การจัดตั้งคณะอนุกรรมการร่วม ทั้งในระดับส่วนกลาง และท้องถิ่น
การที่ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ โดยนโยบายส่วนกลาง ซึ่งมีองค์ประกอบจากหน่วยงานต่างๆ ทำให้พื้นที่ประสบภัยที่มีปัญหาที่ดิน สามารถเสนอข้อมูล/แนวทางการแก้ปัญหาแต่ละพื้นที่ ต่อคณะอนุกรรมการ รวมทั้งการที่ระดับจังหวัด
เช่น จ.ตรัง ได้มีการตั้งคณะทำงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแกนนำชุมชนในพื้นที่แล้วไปดูข้อมูลพื้นที่ด้วยกัน ทำให้รับรู้ข้อมูลชุดเดียวกัน ในการนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาต่อคณะอนุกรรมการฯ ส่วนกลาง ก็จะเป็นแนวทางเชิงสมานฉันท์ในการแก้ปัญหามากขึ้น
นอกจากนี้การที่คณะอนุกรรมการฯจากส่วนกลางได้ไปเยี่ยมพื้นที่โดยมีทั้งชุมชนและหน่วยงานไปร่วม ก็ทำให้เห็นข้อเท็จจริงตรงกัน ช่วยกันคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหา โดยไม่ใช่เริ่มจากกฎหมายของหน่วยงานเป็นตัวตั้งก่อน
5.การสื่อสารเรื่องราวของผู้ประสบภัยสู่สาธารณะ
ทำให้สาธารณะได้รับรู้สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หรือรูปธรรมการแก้ไขปัญหาโดยชุมชน สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง หันมาหาแนวทางการแก้ปัญหาก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาขัดแย้งมากขึ้น หรือการเสนอข่าวคราวที่เป็นสถานการณ์ความขัดแย้ง เพื่อให้สาธารณะได้รับรู้ก็เป็นการเปิดพื้นที่ปัญหาของชุมชนสู่สาธารณะ แล้วนำไปสู่การแก้ไขโดยไม่สามารถละเลยได้
นอกจากการสื่อผ่านสื่อมวลสู่สาธารณะแล้ว ชาวบ้านหลายชุมชนได้ใช้วิธีการเสนอเรื่องร้องเรียนไปที่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดให้เกิดการคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหา โดยไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง
________________________ มติชน 25 ธันวาคม 2548 |