 เมื่อคนไม่ต้องการก็ต้องสร้างความต้องการขึ้นมาให้ได้ แม้แต่สร้างในรายการสื่อนานาชนิดเพื่อที่จะสร้างความต้องการเทียมๆ ขึ้นมาทั้งนั้น จึงเกิดระบบเงินผ่อน ระบบบัตรเครดิตยังไงล่ะ
------------------------------------------------
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ชาวโลกเคารพบูชามากกว่าสองพันปีแล้วนั้นทรงค้นพบความจริงของโลก พระองค์มิได้สร้างความจริงของโลกขึ้นมา เพราะว่าความจริงที่พระองค์ค้นพบนั้นมีมานานนักหนาแล้วเปรียบเสมือนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ค้นพบทวีปอเมริกาซึ่งเป็นทวีปที่มีอยู่ในโลกแสนนานมาแล้วเช่นกัน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงค้นพบเศรษฐกิจพอเพียงก็เฉกเช่นเดียวกันกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เนื่องจากเศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีอยู่คู่กับโลกตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว มนุษย์เราเองก็ปฏิบัติตามหลักของเศรษฐกิจพอเพียงมาตลอด กล่าวคือ "บริโภคเท่าที่มีอยู่"
เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันจำนวนมากขึ้นจนกระทั่งมีภาษาเขียนเกิดขึ้น ลักษณะการก่อหนี้ก็มีขึ้นในสังคมมนุษย์
แม้ในสมัยพุทธกาลคือเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้วในชมพูทวีป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงสั่งสอนเรื่อง "ความสุขของคนธรรมดาคือคนที่ไม่ใช่นักบวช" (ไม่ใช่นักธุรกิจอุตสาหกรรมด้วย เพราะนักธุรกิจอุตสาหกรรมไม่ใช่คนธรรมดา จัดเป็นคนแปลกๆ อีกประเภทหนึ่ง ถ้าจะเอาง่ายๆ คนธรรมดาปัจจุบันนี้คือมนุษย์เงินเดือน และพวกคนที่เราเรียกว่าระดับรากหญ้านั่นแหละ) ไว้ดังนี้ว่าคนธรรมดาสามัญทั่วไปจะมีความสุขในโลกนี้ได้ก็ต้องประพฤติปฏิบัติดังนี้
1. สุขเกิดแต่ความมีทรัพย์ ความสุขนี้เกิดจากความรู้สึกมั่นคง หมดห่วงเพราะมีทรัพย์เป็นหลักประกัน แบบที่ฝรั่งว่า security need นั่นแหละ
2. สุขเกิดแต่การใช้จ่ายทรัพย์บริโภค มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีทรัพย์แต่ไม่ยอมใช้จ่ายเพื่อการกินการอยู่ของตนและครอบครัว เป็นแบบเบียดเบียนตัวเองและครอบครัว บำเพ็ญตนเป็นโสมเฝ้าทรัพย์ซึ่งนอกจากตัวเองจะไม่มีความสุขแล้วยังพาเอาครอบครัวไม่มีความสุขไปด้วย ดังนั้นเมื่อมีทรัพย์แล้ว ก็ควรต้องมีความสุขจากการจ่ายทรัพย์ในปัจจัยสี่ คือ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคให้พอเหมาะพอควรด้วย
3. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้ ข้อนี้เป็นคำสอนของพระพุทธองค์ที่พวกเราชาวพุทธมักจะลืมหรือแกล้งลืม แล้วชอบมาบ่นให้ฟังจนรำคาญว่าลำบากในการเป็นหนี้ ไม่มีเงินส่งงวดดอกเบี้ย ฯลฯ ใครไม่เคยมีความทุกข์ก็จงทดลองเป็นหนี้ดูเอาเถิด!
4. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ ข้อนี้สำคัญที่สุด โปรดสังเกตดูเถอะคำสอนของพระพุทธองค์นั้นข้อหลังๆ จะทวีความสำคัญขึ้นตามลำดับในทุกหมวด
ยกตัวอย่างศีลห้านั้น ข้อที่ห้าคือการห้ามเสพสุรายาเมา อันนี้สำคัญที่สุด หากลงดื่มเหล้าหรือเสพยาบ้าแล้ว ศีลอีกสี่ข้อตอนต้นนั้นละเมิดได้สบายมาก
แน่นอนทีเดียวที่คนธรรมดาสามัญทั้งหลายย่อมมีทุกข์เพราะมิได้ปฏิบัติตามหลัก 4 ประการที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ ยิ่งในสมัยปฏิวัติทางอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ที่ฝรั่งเริ่มต้นทางตะวันตกเมื่อร่วมสี่ร้อยปีมาแล้วได้ปฏิวัติการผลิตสินค้าด้วยการใช้เครื่องจักรผลิตสินค้าออกมาทีละมหาศาลอย่างที่เราเรียกกันว่า Mass Production
ดังนั้นจึงเกิดสถานการณ์ที่แปลกใหม่ขึ้นมาในโลกคือกำลังการผลิตนั้นสูงกว่าความต้องการในการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นเครื่องอุปโภคหรือบริโภคก็ตาม
ถ้าจะพูดตามภาษาของเศรษฐศาสตร์ก็คือ มีอุปทาน (Supply) มากกว่าอุปสงค์ (Demand) นั่นเอง จึงต้องมีการการตลาด (Marketing) เพื่อสร้างความต้องการขึ้น (Created Demand) ด้วยการโกหกหลอกลวงสารพัด
ใครเรียนการตลาดโดยไม่โกหกนั้นอยู่ไม่ได้หรอก เมื่อคนไม่ต้องการก็ต้องสร้างความต้องการขึ้นมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยเล่ห์ด้วยกลอะไรก็ต้องทำแม้แต่สร้างในรายการสื่อนานาชนิดเพื่อที่จะสร้างความต้องการเทียมๆ ขึ้นมาทั้งนั้น จึงเกิดระบบเงินผ่อน ระบบบัตรเครดิตยังไงล่ะ เพื่อที่ผู้ผลิตจะได้ระบายสินค้าที่ออกไปได้ไม่ยังงั้นก็ถูกสินค้าทับตัวเองตายไปเท่านั้นเอง
เอาอย่างในปัจจุบัน เช่น รถยนต์ หรือโทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ตลอดจนเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนทั้งหลายก็อยู่ในระบบเงินผ่อนทั้งสิ้น
นาฬิกาที่ใช้ไว้ดูเวลาก็ทำเป็นเครื่องประดับเสียด้วย ด้วยการติดเพชรเสียพราวจนเวลาดูเวลาจริงๆ ไม่เห็นเนื่องจากแสบตาจากแสงสะท้อนของเพชรก็มี แต่เพื่อความภาคภูมิใจลมๆ แล้งๆ แต่ถ้ามีเงินเหลือเฟือก็เอาเถอะ ก็เข้าข้อสองคือเป็นความสุขจากการใช้จ่ายทรัพย์บริโภค
แต่ถ้าต้องกู้หนี้ยืมสินเขามาซื้อมาผ่อน เพื่อเอามาใช้เอามาอวด ก็ผิดหลักข้อสามคือสุขเกิดจากการไม่ต้องเป็นหนี้ (หนักกว่าอีกเพราะข้อหลังๆ ต้องสำคัญกว่าข้อก่อนๆ)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวค้นพบเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นความจริงคู่กับโลกมานานแล้วใน
การที่พระองค์ทรงสอนคนไทยทั้งผองก็คือแก่นแท้ของเศรษฐกิจพอเพียงที่ให้ "บริโภคตามฐานะ" อย่าตกหลุมพรางของความต้องการที่ถูกสร้างโดยนักการตลาด (Created Demand)
อย่าเป็นหนี้ จงพัฒนาตนเองตามกระแสโลกาภิวัตน์ แต่อย่างมงาย
ก้าวตามโลกอย่างมั่นคง ไม่ใช่กระโดดเข้าใส่แบบไม่มีสติ (อย่าลืมว่าพระองค์ท่านโปรดปรานเทคโนโลยีเป็นที่สุด พระองค์ท่านไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยีสมัยใหม่เลย แต่พระองค์ท่านติดตามและศึกษาอย่างมีสติรู้เท่าทันเสมอมา)
เก็บธนบัตรใบละห้าร้อยบาท (สีม่วง) เอาไว้เป็นเงินก้นถุงคนละใบเถอะ (ถ้ามีความสามารถพอ) แล้วหยิบขึ้นมาอ่านเป็นครั้งคราวตรงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระมหาเจษฎาราชเจ้าที่สอนเจ้าหมื่นไวยวรนาถเกี่ยวกับเทคโนโลยีของทางตะวันตกที่ว่า
"การงานสิ่งใดของเขาที่ดี ควรเรียนร่ำเอาไว้ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว"
------------------------------------ มติชน 28 ธันวาคม 2548 |