 กลุ่มเด็กโตจัดวงดนตรีขึ้นมามีทั้งหมด 2 วงด้วยกัน วง "น้ำเค็ม" กับวง "เดอะ ลิตเติ้ล แฮนด์" เด็กโตจะไม่เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง แต่จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางเสียงดนตรีแทน เหมือนใช้ดนตรีเป็นวิธีบำบัดอย่างหนึ่ง
_________________________
ผ่านมา 1 ปีแล้วกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญของคนไทย "สึนามิ" ที่นับว่าเกิดการสูญเสียมากที่สุดทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ถึงแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์นี้ยังคงติดอยู่ในใจของคนไทยทั่วประเทศ
ถึงแม้คลื่นยักษ์ที่ถาโถมซัดบ้านเรือนและคนไปนับแสน ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนเจ็บปวดของคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะคนในภาคใต้ แต่ในทางกลับกันก็ได้เห็นคลื่นน้ำใจของคนไทยที่หลั่งไหลร่วมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกสารทิศอย่างล้นหลามเช่นกัน
แน่นอนหนึ่งในคนไทยที่มีน้ำใจเหลือล้น ผู้หญิงคนนี้อุทิศตนเกือบค่อนชีวิตเพื่อผู้อื่นอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเธอได้กลายเป็นเสาหลักของชุมชนบ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา และเป็นที่พึ่งของผู้ที่ผ่านการสูญเสียจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ โดยเฉพาะเด็กและแม่บ้าน
เธอคือ...
นางสาวชัชฎา เครือแก้ว หรือที่ใครหลายคนเรียกกันจนติดปากว่า "ครูต้อย" อาสาสมัครสอนศิลปะเด็กจากสลัมคลองเตยกับมูลนิธิดวงประทีป เมื่อเธอเห็นความเดือดร้อนของคนภาคใต้ครั้งนี้ เธอไม่รีรอที่จะลงไปช่วยเหลือโดยทันที แต่เธอไม่ได้ลงไปเก็บศพ หรือสร้างบ้าน แต่ไปช่วยเยียวยาจิตใจของชาวบ้าน และเด็กให้ดีขึ้นจากงานศิลปะ เพราะครูต้อยรักงานศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงใช้วิชาความรู้ที่ได้เรียน มาเป็นประโยชน์ช่วยเหลือในครั้งนี้
"ศิลปะเป็นสื่อที่ทำให้เด็กคลายเครียดและดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข เดือนแรกที่ลงไปเยียวยาเด็กโดยใช้ศิลปะ เด็กจะวาดแต่คลื่นยักษ์เท่านั้น วาดไปเล่าไปด้วยว่าเขาสูญเสียอะไรบ้าง ช่างเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก ผ่านไป 3 เดือนเด็กยังวาดรูปคลื่นยักษ์อยู่เสมอ เหมือนเหตุการณ์ครั้งนี้ติดอยู่ในใจเด็กตลอดเวลา จนต้องพาเด็กเปลี่ยนสถานที่วาดรูปบ้าง พาไปอยุธยาให้เขาวาดธรรมชาติอย่างอื่น ที่ไม่ใช่แค่คลื่นอย่างเดียว"
ครูต้อยเล่าอีกว่า ผ่านเหตุการณ์สึนามิได้ประมาณ 5-6 เดือนเด็กถึงวาดรูปธรรมชาติอย่างอื่น เช่นน้ำตก ทำให้มั่นใจว่าศิลปะเป็นสื่อที่ช่วยเยียวยาจิตใจเด็กได้จริงๆ นอกจากนี้ยังให้กลุ่มเด็กโตจัดวงดนตรีขึ้นมามีทั้งหมด 2 วงด้วยกัน วง "น้ำเค็ม" กับวง "เดอะ ลิตเติ้ล แฮนด์" เด็กโตจะไม่เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง แต่จะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านทางเสียงดนตรีแทน เหมือนใช้ดนตรีเป็นวิธีบำบัดอย่างหนึ่ง
นอกจากดูแลเด็กและวัยรุ่นแล้ว ครูต้อยยังช่วยสนับสนุนกลุ่มแม่บ้านให้ทำมาหาเลี้ยงชีพได้
"กลุ่มแม่บ้านจะนำผ้าดิบที่ได้รับการบริจาค เมื่อมีเหลือจึงนำผ้าดิบมาให้แม่บ้านตัดเย็บเป็นจำพวกกระเป๋าเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจ แต่รายได้ไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะขายได้แต่อาสาสมัครที่ลงมาช่วยภาคใต้เท่านั้น หรือคนที่อยู่ในพื้นที่เท่านั้น เพราะยังไม่มีใครกล้าลงมาเที่ยว ทำให้รายได้ไม่ดีนัก และไม่มีพื้นที่ลงขายด้วย นับว่าเป็นอุปสรรคอย่างมากในการหารายได้ให้กับแม่บ้าน ทั้งที่พวกเขามีฝีมือในการตัดเย็บมาก"
ถึงจะมีอุปสรรคในการทำงานแต่ครูต้อยไม่เคยท้อ หรือหยุดความพยายามในการช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านน้ำเค็มเลย แถมยังคิดจัดตั้งมูลนิธิศิลปะเด็ก (The little hands art foundation) เพื่อให้เด็กๆ ที่ผ่านฝันร้ายได้มีหนทางในการแสดงออกที่สร้างสรรค์ ลดความเครียดและความกลัวภายในจิตใจของเด็กๆ
นับว่าความพยายามของครูต้อย หญิงแกร่งหัวใจเหล็กคนนี้ใกล้จะสำเร็จขึ้นไปทุกที เพื่อชีวิตของชาวบ้านเค็มดีขึ้น
____________________________ มติชน 13 ธันวาคม 2548 |