|
ลุงริศ...ไปปัตตานี! |
|
|

"พี่...พี่... พี่ไปปัตตานี แล้วพี่ไม่กลัวเหรอ?" "พี่...จะไปจริงๆเหรอ?" น้องนักศึกษาหลายๆคนพูดกับผมด้วยความเป็นห่วง เมื่อทราบว่าผมจะไปปัตตานี หนึ่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีข่าวความรุนแรงแบบรายวัน...
"ก็กลัวอยู่เหมือนกัน ถ้ามีการก่อการร้ายในงานมหกรรมสันติวิธี คงเป็นข่าวใหญ่ทีเดียว... แต่พี่ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง... อีกอย่างหนึ่งคนที่โน้นเขาอยู่ในอันตรายมากกว่าเรา เขาลำบากกว่าเรา..." ความเห็นใจของผมที่มีต่อชาวบ้านที่นั่นเกิดขึ้นล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ผมเผชิญหน้ากับ 3 วัยรุ่นนักวิ่งราว คงเป็นเพราะความเห็นใจที่เกิดขึ้นจากการเทียบเคียงประสบการณ์นี้กระมัง ทำให้ผมรับงานนี้ด้วยความเต็มใจ
ครับ ผมไปปัตตานีคราวนี้เพราะทางมูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม ขอความช่วยเหลือให้ผมทำฝึกภาคปฏิบัติเรื่อง "การสื่อสารด้วยรักและสันติ" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงานมหกรรมสันติวิธี ให้กับกลุ่มคุณครูมุสลิมที่เป็นผู้ดูแลเด็กเล็กตามโรงเรียนต่างๆ ร่วมกับองค์กรต่างๆอีกราว 52 องค์กรครับ
สำหรับผม ผมถือเป็นโอกาสดีที่ผมจะได้พบพ่อแม่พี่น้องชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ที่ยังมีปัญหาความรุนแรงอยู่ ทั้งในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา และที่สำคัญคือ มีโอกาสฟังพ่อแม่พี่น้องชาวบ้านว่า พวกเขารู้สึกนึกคิดอย่างไร และอะไรที่ผมพอจะสนับสนุนได้บ้าง เพราะตั้งแต่เกิดปัญหาความรุนแรงในช่วง 2 ปีมานี้ ผมไม่มีช่องทางที่จะมีส่วนร่วมรับรู้ความทุกข์ยากของชาวบ้าน นอกจากทางสื่อต่างๆ...
กลุ่มคุณครูผู้ดูแลเด็กเล็กสะท้อนความรู้สึกออกมาว่า รู้สึกกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย ส่วนใหญ่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "อยากให้สันติสุขกลับคืนมาเหมือนเมื่อก่อน" รวมทั้งฝากบอกถึงพ่อแม่พี่น้องในจังหวัดอื่นด้วยว่า ผู้ที่รักสันติยังมีอีกมากมายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอความเห็นใจ ขอความเข้าใจด้วย
ขอโปรดอย่าเข้าใจผิดว่า ชาวบ้านเป็นแนวร่วมกับการก่อการร้ายเลย... ชาวบ้านรู้สึกเสียใจมากที่ผู้คนในอีก 70 กว่าจังหวัดเข้าใจชาวบ้านผิดไป... โดยสังเกตจากข้อความที่ส่งเข้าไปในรายการโทรทัศน์ต่างๆ เป็นไปในทำนองตำหนิหรือกล่าวโทษชาวบ้านใน 3 จังหวัดว่า เป็นแนวร่วมกับฝ่ายก่อการร้าย และไม่แจ้งเบาะแสให้กับฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
ชาวบ้านอยู่ในภาวะที่เรียกว่า โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง... เช่น ถ้าสมมุติว่าชาวบ้านเกิดรู้เบาะแส และแจ้งกับเจ้าหน้าที่ ชาวบ้านก็กลัวว่าจะถูกทำร้ายจากฝ่ายก่อการร้าย แม้ว่าทางการจะให้ความคุ้มครองก็ตาม เพราะในสภาพความเป็นจริงแล้ว การคุ้มครองนั้นไม่สามารถทำได้ตลอดเวลาและกับทุกคนที่อยู่ในครอบครัว อย่างคนหนึ่งออกไปทำงาน ลูกๆออกไปเรียน ปู่ ย่า ตา ยายอยู่บ้าน...
ในทางกลับกัน ครอบครัวของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้เรี่องรู้ราวมากมายหลายคน ถูกตรวจค้นบ้าน และถูกนำตัวไปสอบสวน ขังคุกหลายวัน ถูกตั้งสงสัยว่าเป็นแนวร่วมกับฝ่ายก่อการร้าย เพราะไม่ยอมแจ้งเบาะแส ทั้งที่พวกเขาไม่รู้เรื่องจริงๆ... ชาวบ้านตั้งคำถามง่ายๆว่า "ถ้ามีคนร้ายในครอบครัวเขาจริง พวกเขาจะอยู่บ้าน นั่งรอให้เจ้าหน้าที่มาจับหรือ?" และสิ่งที่พวกเขากลัวและกังวลมากก็คือ การกลายเป็นแพะรับบาป โดยไม่สามารถร้องขอความเป็นธรรมได้
แน่นอน ชาวบ้านก็เข้าใจทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ว่า ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ เจ้าหน้าที่เองก็กลัวว่าจะถูกลอบทำร้ายเช่นกัน... แต่ถ้าชาวบ้านได้รับความมั่นใจว่า เขาจะได้รับการคุ้มครองและได้รับความเป็นธรรมแล้ว ความกลัว ความกังวลนี้ก็คงจะลดน้อยลงไป
พูดถึงตรงนี้ มีเรื่องจริงที่ผมขอถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านอยู่เรื่องหนึ่ง คือมีหญิงชาวบ้านคนหนึ่ง เธอขับรถมอเตอร์ไซด์กลับบ้านช่วงเย็นหลังเลิกงานด้วยความเร็วสูง เพราะความกลัวว่า จะมีผู้ก่อการร้ายมาทำร้ายเธอ... ทันใดนั้นตำรวจแต่งชุดดำก็ออกมากลางถนน เธอเบรคกระทันหัน รถเกือบจะชนตำรวจ แต่ก็หยุดทัน...
ตำรวจตะโกนใส่เธอด้วยความตกใจว่า "...จะฆ่ากันเหรอ.." เธอเองก็ตกใจพอๆกัน เลยบอกตำรวจไปว่า "...ขับรถเร็ว เพราะกลัวจะถูกทำร้าย... ไม่คิดจะชนตำรวจหรอก" ตำรวจก็เลยตอบว่า "ไม่เป็นไร ไปเถอะๆ..." คือ เมื่อทั้งสองฝ่ายฟังความรู้สึกของกันและกันแล้ว ต่างก็รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกกลัวเหมือนๆกัน ก็เกิดความเห็นใจ และเข้าใจกันได้โดยง่าย โดยไม่ถือโทษโกรธกันในที่สุด
การที่คนเราได้รับรู้ความรู้สึกและความต้องการในส่วนลึกของอีกฝ่ายหนึ่ง ได้รับรู้ความกลัว ความกังวล ความทุกข์ใจ... ได้รับรู้ความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องการความเข้าใจ ต้องการความเห็นใจ ต้องการความสงบสันติ ต้องการความปลอดภัย... เราจะรับรู้ได้ว่า เขาเป็นคนๆหนึ่งที่มีเลือดเนื้อ มีหัวใจเหมือนกับเรา มีความกลัว มีความทุกข์เหมือนกับเรา... มีความต้องการในส่วนลึกเหมือนกันเรา... และจุดนั้นเอง ความงดงามก็เกิดขึ้น ความเข้าใจกันก็เกิดขึ้น ความพยายามจะหันหน้าเข้าหากันก็เกิดขึ้น...
เมื่อใดที่เราไม่รับรู้ความรู้สึกของกันและกัน ความกลัว ความโกรธ ความเกลียดชังกันนั้นอาจนำไปสู่การตอบโต้กันด้วยความรุนแรง อย่างที่พระไพศาล วิสาโล ซึ่งผมนับถือมาก ท่านได้กล่าวไว้ในงานมหกรรมสันติวิธีว่า
"อย่าใช้ความโกรธตอบโต้ความรุนแรง เราต้องเอาชนะความ โกรธ เกลียด กลัวให้ได้โดยเริ่มจากการเอาชนะความโกรธ เกลียด กลัว ในใจของเราให้ได้ ไม่มีวิธีใดที่จะกำจัดศัตรูได้ดีที่สุดเท่ากับการเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร"
ขออวยพรทุกท่านรวมทั้งผู้คนรอบข้างท่านเป็นพิเศษ ขอให้ทุกท่านมีความสุข มีกำลังใจ และมีสันติในทุกย่างก้าวของชีวิตนะครับ
ลุงริศ ณ บ้านใส่ใจ
______________________________ ภาพแรก ชื่อผลงาน ครัวมุสลิม เทคนิค สีฝุ่น โดยเจ๊ะอับดุลเล เจ๊ะสอเหาะ ภาพที่สอง ชื่อผลงาน พ่อค้าใบจาก เทคนิค สื่อผสม โดยสิริชัย พุ่มมาก
|