carefor_banner034.jpg
อัปเดทล่าสุด : อังคาร 2 ธันวาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 247 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

สิ่งเสพติดชื่อ"ประชานิยม" "เลิกไม่ได้"ทั้งผู้ให้-ผู้รับ พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
ข้อมูลล่าสุดสภาพัฒน์ฯ พบว่าแม้จะมีสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนจะดีขึ้น แต่กลับมีความสุขในชีวิตน้อยลง ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนลดลง ห่างเหินศาสนา ที่สำคัญพบว่าประชาชนในชนบทมีพฤติกรรมบริโภคนิยม คือเกิดค่านิยมฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย การออมน้อย หนี้สินเพิ่มขึ้น ติดโทรศัพท์มือถืองอมแงม

______________________

คอลัมน์ เดินหน้าชน

โดย นงนุช สิงหเดชะ

ในขณะนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า โครงการ "ประชานิยม" ของรัฐบาลกำลังจะกลายเป็นเรื่องที่ทั้งรัฐบาลและประชาชนผู้ใช้บริการต่าง "ติดกับดัก" ซึ่งกันและกัน กลายเป็นสิ่ง "เสพติด" บางอย่างซึ่งเลิกไม่ได้

ข้างฝ่ายรัฐบาลก็หยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุดก็จะเสียคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ข้างฝ่ายประชาชนผู้รับบริการก็ไม่ยอมให้เลิก เมื่อไหร่ที่เลิกพวกเขาก็จะเรียกร้องเอาอีก-เอาอีก วนเป็นเขาวงกตอยู่เช่นนี้ หาทางออกไม่เจอ

รัฐบาลยังใจไม่แข็งพอที่จะ "หักดิบ" ในการเลิกสิ่งที่คล้าย "สิ่งเสพติด" นี้ เห็นได้จากหลายโครงการที่เปิดตัวออกมาใหม่ในปีนี้ เช่น การปัญหาแก้หนี้ส่วนบุคคลซึ่งเป็นหนี้ในระบบ ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้จัดการ โดยตัดเงินต้นให้ 50% ตามด้วยการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้กับบุคคลทั่วไป

รัฐบาล "ประชานิยม" ในโลกนี้ไม่เคยประสบความสำเร็จในการสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืนในระยะยาว ไม่เคยประสบความสำเร็จในการทำให้ประชาชนเข้มแข็ง มีความขยันหมั่นเพียร มีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิต

รัฐบาลประชานิยมส่วนใหญ่ มักมีวัตถุประสงค์ "ซ่อนเร้น" ที่จะทำให้ประชาชนต้อง "พึ่งพา" รัฐบาลตลอดไป หรือให้ "เสพติด" บางอย่างจากรัฐบาลตลอดไป เพื่อรัฐบาลจะได้นำมาเป็น "บุญคุณ" หรือข้อต่อรองในการขอคะแนนเสียงจากประชาชน

รัฐบาลประชานิยมจึงไม่อยากจะสร้างให้สังคมหรือประชาชนเป็น "ไม้ยืนต้น" ที่มี "รากแก้ว" หยั่งลึกแข็งแรงพึ่งพาตัวเองได้ แต่หากต้องการให้เป็น "ไม้เลื้อย" ซึ่งต้องอาศัยร้านหรือกิ่งของต้นไม้อื่นในการเติบโต อีกทั้งยังมีวงจรอายุสั้น

ประชานิยมล็อตแรก เช่นกองทุนหมู่บ้าน ผลปรากฏออกมาชัดแล้วว่า จำนวนไม่น้อยกู้เพื่อไปซื้อสิ่งฟุ่มเฟือย เช่นโทรศัพท์มือถือ หรือสิ่งอุปโภคบริโภคภายในบ้าน เช่นทีวี ตู้เย็น ซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น เพราะสินทรัพย์เหล่านี้จะลดค่าลงในอนาคตเมื่อขายออกไป

ที่ร้ายไปกว่านั้นคือซ้ำเติมให้ประชาชนไปกู้ยืมเงินนอกระบบดอกเบี้ยสูงมาชำระคืนเงินกองทุนหมู่บ้าน โดยมีนายทุนเงินกู้หัวใสได้ประโยชน์จากการปล่อยกู้ ทำให้ท้ายสุดประชาชนตกอยู่ในวังวนหนี้

โครงการประชานิยมล็อตแรกของรัฐบาลทักษิณ 1 พิสูจน์อย่างชัดเจนว่า เงินไม่ได้ถูกนำไปเพื่อการลงทุนอาชีพเป็นหลัก เพราะปริมาณหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแซงหน้ารายได้ อาทิ ปี 2547 หนี้ต่อครัวเรือนพุ่งเป็น 1.1 แสนบาท จากปี 2545 ซึ่งอยู่ที่ 8.4 หมื่นบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้เพื่อการบริโภคสูงกว่าหนี้เพื่อการลงทุนในสัดส่วน 65% และ 35% ตามลำดับ

ขณะที่ประชานิยมล็อตล่าสุดในรัฐบาลทักษิณ 2 ถึงขั้นที่รัฐบาลล้วงลึกเข้าไปใน "อณูชีวิต" ของประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งคนในเมืองและชนบท ด้วยการเข้าไปแก้ไขหนี้ส่วนบุคคลให้ประชาชน ถือเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรมต่อคนไทยผู้เสียภาษีอย่างยิ่ง และยิ่งไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่เป็นลูกหนี้ที่ดี ซึ่งมีความรับผิดชอบ กัดฟันใช้หนี้แม้ตนเองจะยากลำบาก

รัฐบาลได้คัดกรองแค่ไหนว่าคนเป็นหนี้ที่รัฐบาลเข้าไปช่วยอุ้มนั้น เป็นพวกที่มีความจำเป็นจริงๆ เป็นพวกที่ได้ใช้ความพยายามและอุตสาหะและความซื่อสัตย์ที่จะใช้หนี้ ไม่ใช่ตั้งใจชักดาบตั้งแต่แรก และรัฐบาลได้ดูหรือไม่ว่าหนี้ที่เกิดขึ้นนั้นพวกเขากู้ไปทำอะไร จึงควรค่าที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือ

อย่ามาบอกว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้ภาษีหรืองบประมาณแม้แต่น้อยในการแก้ปัญหา เพราะนั่นเป็นการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะในกรณีนี้รัฐบาลให้ธนาคารออมสินเป็นผู้ปล่อยกู้ให้บุคคลเหล่านี้เอาเงินไปใช้หนี้เจ้าหนี้อีกที ถ้าหากธนาคารออมสินถูกชักดาบ เกิดหนี้เสีย ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องเอาภาษีประชาชนไปอุดอยู่ดี

วัฏจักรของ "ประชานิยม" ก็คือว่า เมื่อประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลเอาเงินไปแจกมากขึ้นจะในรูปของอะไรก็แล้วแต่ เมื่อรัฐบาลไม่มีเงินหรือที่เรียกว่าปิดงบประมาณไม่ลง ก็จะเริ่มนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศออกมาใช้

เมื่อทุนสำรองหมดขั้นต่อไปก็กู้ยืมนอกประเทศ ขั้นหนักสุดก็คือพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้เอง อันจะทำให้ประเทศเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงมาก ซึ่งนำไปสู่ความล่มสลายของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับที่ประเทศแถบละตินอเมริกาประสบมาแล้ว

รัฐบาลอาจจะบอกว่า ไม่มีทางที่รัฐบาลจะเดินทางไปสู่ขั้นนั้น เพราะมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังจัดงบประมาณแบบสมดุล

แต่ต้องถามว่าเป็นงบประมาณแบบสมดุลจริงหรือเปล่า หรือเป็นงบประมาณสมดุล "เทียม" ด้วยการเล่นกลทางตัวเลข เพราะยังมีเงิน "นอกงบประมาณ" อีกจำนวนหลายแสนล้านบาท ที่ใช้ไปในโครงการประชานิยมโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งเงินเหล่านี้ไม่ถูกรวมไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี

นอกจากนี้ภาวะเหลื่อมล้ำอย่างมากด้านรายได้ของชาวไทย ก็มีภาวะใกล้เคียงกับประเทศประชานิยมละตินอเมริกา คือจำนวนคนรวยมีอยู่หยิบมือ และเป็นกลุ่มเดิมและรวยยิ่งขึ้นๆ ส่วนจำนวนคนจนยิ่งมากขึ้นและจนลงเรื่อยๆ

ข้อมูลล่าสุดสภาพัฒน์ ซึ่งเปิดเผยเมื่อ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บอกว่าจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลจากชาวบ้าน กว่า 2 พันราย ใน 108 หมู่บ้านทั่วประเทศ พบว่าส่วนใหญ่แม้จะมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่กลับพบว่ามีความสุขในชีวิตน้อยลง ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชนลดลง ห่างเหินศาสนา

ที่สำคัญพบว่าประชาชนในชนบทมีพฤติกรรมบริโภคนิยม คือเกิดค่านิยมฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย การออมน้อย หนี้สินเพิ่มขึ้น ติดโทรศัพท์มือถืองอมแงม

ด้วยลักษณะเช่นนี้ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ จึงบอกว่าจะเร่งปรับแนวคิด และวิถีชาวบ้าน ให้หันมายึดหลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หันมาใช้เศรษฐกิจพอเพียง และยึดหลักคำสอนศาสนามากขึ้น

แต่ไม่รู้ว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเห็นด้วยกับแนวคิดของเลขาธิการสภาพัฒน์หรือไม่!!

----------------------------------
มติชน 16 พฤศจิกายน 2548

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License