carefor_banner009.jpg
อัปเดทล่าสุด : อังคาร 2 ธันวาคม 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 151 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

พลังแห่งทางสายกลางกำลังเติบโต ไฟใต้จะดับลง พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
การจะดับไฟใต้ได้ เราต้องกลับไปหาพื้นฐานทางสายกลาง โดยบ่มเพาะความเมตตากรุณาให้มาก บ่มเพาะความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ ขันติธรรม และใช้ศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องสร้างภูมิคุ้มกัน



โดย นายแพทย์ประเวศ วะสี

ในเมื่อมีคนบางกลุ่มเพิ่งออกมาเรียกร้องให้ยุบคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) ไฉนจึงกล่าวว่าพลังทางสายกลางกำลังเติบโตและไฟใต้จะดับลง

การสัมผัสอะไรถ้าสัมผัสเป็นส่วนๆ แบบตาบอดคลำช้างจะเข้าใจไปอย่างหนึ่ง

แต่ถ้าเห็นทั้งหมดหรือเห็นช้างทั้งตัวจะเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง และเห็นว่าช้างกำลังเดินไปทางไหน

จะชวนให้ท่านเห็นโดยรอบ ดังต่อไปนี้

ในสังคมประกอบด้วยขั้วบวกและขั้วลบเป็นธรรมดา

ในสังคมใดสังคมหนึ่งย่อมมีคนที่มีความเห็นสุดโต่ง(extreme) แบบบวกแบบลบหรือแบบดำแบบขาวเป็นธรรมดา มากบ้างน้อยบ้าง ความสุดโต่งเกิดจากความตายตัวและแยกส่วน ความสุดโต่งถ้ามีมากเกินจะนำไปสู่ความรุนแรงดังเช่นผู้ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ใช้การประหัตประหารชีวิตคนที่บริสุทธิ์ เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง นี้เป็นการสุดโต่งและเป็นโทษอย่างยิ่ง

เมื่อมีความสุดโต่งอย่างนี้ก็ย่อมก่อให้เกิดปฎิกิริยาจากส่วนสุดอีกข้างหนึ่งที่ต้องการใช้ความรุนแรงตอบโต้ เกิดเป็น 2 ขั้ว ที่อยากจะแล่นเข้าปะทะกัน

ในโลกเราได้เห็นการปะทะกันระหว่าง 2 ขั้วมามาก เช่น ระหว่างคริสต์กับอิสลามในสงครามครูเสด ระหว่างคาทอลิกกับโปรเตสแตนต์ในยุโรป ระหว่างฮินดูกับมุสลิมในอินเดีย ระหว่างผิวขาวกับผิวดำในแอฟริกาใต้ ระหว่างยิวกับอาหรับในตะวันออกกลาง ระหว่างสิงหลกับทมิฬในศรีลังกา การปะทะกันระหว่างขั้วนำไปสู่การสูญเสียชีวิตเหลือคณานับและทำลายโอกาสการพัฒนาเป็นเวลานาน

ในพระปฐมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียง 2-3 ประโยคแรกก็ตรัสว่า

"ส่วนสุดทั้งสอง ภิกษุไม่ควรเสพ"

(เทฺวเม ภิกขเว อันตา)

อันตา หรือ อันตะ แปลว่าส่วนสุด ดังที่อนันตะแปลว่าไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนสุดก็คือสุดโต่ง(extreme) และหลังจากนั้นตรัสเรื่องทางสายกลาง อันเป็นอริยมรรค

การสมานฉันท์คือการเพิ่มพลังส่วนกลาง

Image

เนื่องจากถ้าส่วนสุดทั้งสองเข้าปะทะกัน จะเกิดความรุนแรงบานปลายกลายเป็นอื่น หลักการคือต้องเพิ่มพลังของส่วนกลาง งานสมานฉันท์ในขั้นต้นคือสมานพลังส่วนกลางมาแก้ปัญหา (ตามรูป)

มีผู้เรียกร้องให้ กอส.ไปทำให้ผู้ก่อการร้ายมาสมานฉันท์ ในขั้นต้นยังทำไม่ได้ ทั้งสองขั้วจะไม่ชอบผู้ที่พยายามสมานฉันท์ เพราะเขาต้องการปะทะกัน ดังที่ มหาตมะคานธี ผู้พยายามสมานฮินดูกับมุสลิม ถูกคนฮินดูฆ่าตาย ยิตซัก ราบิน นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ผู้ต้องการเจรจาสันติภาพก็ถูกสังหารไปครบ 10 ปี เมื่อสองวันนี้เอง เป็นต้น

ในขั้นต้นจึงต้องสร้างความสมานฉันท์ในหมู่คนกลางๆ ให้สามัคคีกัน มีสติ เข้าใจปัญหา และช่วยกันแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง


พื้นฐานแห่งทางสายกลางของตนไทย

ในข้อข้างล่างจะกล่าวถึงการเติบโตของพลังที่เป็นกลางและพลังแห่งชาติ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดว่า เป็นการกล่าวตู่ว่าเป็นผลงานของ กอส. ขอกล่าวว่าคนไทยมีพื้นฐานแห่งทางสายกลางอยู่แล้ว คือประกอบด้วยความเมตตากรุณา และไม่เข้าไปสู่ความสุดโต่งตายตัว

ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้เขียนเป็นเด็กอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ญี่ปุ่นจับฝรั่งมาเป็นเชลยสร้างทางรถไฟ ชาวบ้าน(ที่ไม่มีการศึกษา!) มีความสงสารเชลยมาก คอยให้น้ำให้กล้วยให้อ้อย

ครั้นตอนสงครามจบ ญี่ปุ่นตกเป็นเชลยของฝรั่ง ชาวบ้านก็สงสารญี่ปุ่นที่ตกเป็นเชลย

คือเขาไม่มีอุดมการณ์แยกขั้วแยกข้าง มีแต่ความเมตตากรุณาลูกเดียว นี่แหละคนไทย เพราะพื้นฐานทางสายกลางของคนไทย ทำให้เราทำอะไรดีๆ และเอาตัวรอดจากวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้

เมื่อศาสนาต่างๆ เข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทย พระมหากษัตริย์ไทยก็ทรงอนุญาต และเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภก ทำให้ศาสนิกของศาสนาต่างๆ อยู่ร่วมกันอย่างสันติบนดินแดนแห่งนี้

เมื่อมหาอำนาจตะวันตกเข้ามารุกรานอย่างรุนแรง ประเทศต่างๆ รอบๆ ประเทศไทยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งหมด ประเทศไทยเอาตัวรอดมาได้ จริงอยู่อาจเป็นเพราะปัจจัยอื่นๆ ด้วย แต่ความเข้าใจรู้เท่าทัน ความยืดหยุ่นประนีประนอม ก็มีส่วนสำคัญด้วย ในความขัดแย้งเรื่องคอมมิวนิสต์ เมื่อเริ่มต้นรัฐใช้การปราบปรามด้วยความรุนแรงก็ไม่ได้ผล ต่อมาปรับตัวใช้ยุทธศาสตร์สมานฉันท์ก็ยุติความรุนแรงลงได้ ผู้ที่เคยเข้าป่าจับอาวุธเดี๋ยวนี้ก็มาเป็น "ผู้ร่วมพัฒนา" โดยเป็นอาจารย์บ้าง เป็นนักธุรกิจบ้าง เป็นนักการเมืองบ้าง

เพราะพื้นฐานแห่งทางสายกลางของคนไทยอย่างนี้ เราจึงเห็นการเติบโตของพลังของทางสายกลาง และนำมาสู่ความเชื่อว่าเราจะดับไฟใต้ได้


การเติบโตของพลังแห่งทางสายกลาง

การคลี่คลายปัญหาอยู่ที่พลังของส่วนกลาง ไม่ได้อยู่ที่ส่วนปลายสุดทั้งสอง ฉะนั้นอย่าไปมองเฉพาะส่วนสุดทั้งสอง ซึ่งอาจจะดูก้าวร้าวมากขึ้นหรืออะไรก็ตามที แต่ถ้าพลังส่วนกลางเติบโตขึ้น ก็เป็นบุพพนิมิตว่า ความรุนแรงจะยุติลง

บัดนี้เราเห็นพลังส่วนกลางเติบโตขึ้นมาก เห็นได้จาก

(1) สถาบันนำสูงสุดของสังคม (สถาบันพระมหากษัตริย์)

(2) กองทัพ

(3) สื่อมวลชน

(4) ประชาคมวิชาการ

สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันนำสูงสุดของสังคม พระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณมาทรงเป็นผู้นำในการสมานคนในชาติ ในเรื่องความรุนแรงในภาคใต้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวทางที่ทุกฝ่ายนำไปเป็นธงอย่างกว้างขวาง คือ "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" ไม่มีเลยที่จะทรงส่งสัญญาณความรุนแรง

เมื่อวันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม 2548 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีกระแสพระราชดำรัสแก่ประชาคมอิสลามที่เข้าเฝ้าฯ ณ ศาลาบุหลัน ทักษิณราชนิเวศน์ อันเป็นกระแสพระราชดำรัสที่งดงาม อ่อนโยน แต่ทรงพลังในการประสานเป็นอย่างยิ่ง ความตอนหนึ่งว่า

"…ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ได้รับการยกย่องว่า มีหลักธรรมคำสอนอันสมบูรณ์ครบถ้วน...หลักธรรมคำสอนอันประเสริฐนี้ ผู้นำในระดับต่างๆ ของศาสนาอิสลามอย่างเช่นท่านทั้งหลายนี้ เป็นผู้ศึกษาจนเข้าใจถ่องแท้ และนำมาแนะนำสั่งสอนผู้ศรัทธานับถือ ให้ได้เรียนรู้ถึงแนวทางปฏิบัติ ที่จะทำให้แต่ละคนบรรลุถึงความสุขความเจริญในชีวิตและอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความผาสุกเป็นระเบียบ..." ในพระราชดำรัสองค์นี้ยังมีข้อความดีๆ อีกมาก ที่ผมอยากให้คนไทยได้อ่านกันอย่างทั่วถึง

องคมนตรีบางท่านก็กำลังลงไปทำงานมวลชนอยู่อย่างเข้มข้น เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีการนำเอาผลอินทผาลัมพระราชทานไปมอบให้ชาวมุสลิมในรอมฎอนกาลสมัย เป็นต้น ในเมื่อสถาบันนำสูงสุดในสังคมใช้ทางสายกลาง ย่อมเป็นปัจจัยให้พลังแห่งทางสายกลางเติบโตขึ้นเป็นกระแสหลัก

กองทัพ ชำนาญทางยุทธศาสตร์มากที่สุด แม้มีหน้าที่ปราบปราม แต่ก็รู้ว่าสงครามกองโจรเอาชนะกันที่มวลชน กองทัพจึงระมัดระวังไม่ตกหลุมพรางของผู้ก่อการร้าย และกำลังทำงานมวลชนอย่างมากที่สาธารณะอาจไม่รับรู้ นอกจากส่งเสริมบทบาทของผู้นำชุมชนและผู้นำทางศาสนาแล้ว ท่านเชื่อไหมว่าก่อนที่จะส่งทหารบางหน่วยลงไปทำงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กองทัพได้ขอให้ผู้นำมุสลิมอบรมทหารที่มัสยิดใกล้ๆ กรุงเทพฯ ให้ทหารเข้าใจวัฒนธรรมมุสลิม จะได้สามารถทำงานเชิงวัฒนธรรมได้ดังนี้ เป็นต้น

สื่อมวลชน นอกจากบางรายการที่เป็นส่วนสุด สื่อมวลชนโดยทั่วๆ ไปเข้าใจสถานการณ์ดี และทำหน้าที่เตือนสติทุกฝ่ายไม่ให้ตกไปสู่กับดักของผู้ก่อการร้าย

ประชาคมวิชาการ ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดสนับสนุนทางสายกลาง และก็นักวิชาการนั่นเองที่ไปเสนอแนะนายกรัฐมนตรีให้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติขึ้น

เหล่านี้เป็นพลังส่วนกลางที่เติบโตขึ้น และจะเป็นพลังที่ยุติความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ลง ฉะนั้น อย่าไปมองและตกอกตกใจเฉพาะความรุนแรงของขั้วทั้งสอง เพราะอะไรที่เป็นขั้วก็มักจะรุนแรงเสมอ แต่พลังที่เป็นกลางนั้นต่างหากที่เป็นพลังที่สมานสังคมไว้ และเป็นพลังที่จะยุติความรุนแรงในที่สุด



สมานฉันท์ไม่ได้แปลว่าไปจับผู้ร้าย
มีความเข้าใจผิดว่าสมานฉันท์คือ การยอมให้ผู้ก่อการร้ายทำข้างเดียว

กอส. เร่งรัดรัฐบาลเสมอให้จับผู้ก่อการร้ายให้ได้ เพราะถ้าจับไม่ได้
แล้วโดนปล่อยข่าวว่ารัฐเป็นผู้ทำ ทำให้ประชาชนไม่ไว้วางใจรัฐมากขึ้น

สงครามกองโจรไม่เหมือนสงครามเต็มรูปแบบที่เอาชนะกันด้วยพลังอาวุธและการสู้รบ แต่สงครามกองโจรเอาชนะกันที่มวลชน ที่ผ่านมารัฐตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบที่ผู้ก่อการร้ายมีอิสรเสรีในการเคลื่อนไหวอยู่ในมวลชน และเป็นผู้กระทำโดยรัฐไม่สามารถป้องกันและจับกุมได้ งานมวลชนจึงมีความสำคัญยิ่ง การทำงานมวลชนไม่ได้แปลว่า เอาใจแต่มุสลิมโดยไม่รักไทยพุทธ แต่เป็นการทำงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยุติความรุนแรง การทำงานมวลชนจะจำกัดพื้นที่การเคลื่อนไหวของผู้ก่อความไม่สงบ และทำให้จับตัวผู้ก่อความไม่สงบได้ง่ายขึ้น

ใน "สามเหลี่ยมดับไฟใต้" ที่ตีพิมพ์ในมติชนรายวันฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2548 ผู้เขียนจึงเสนอว่าการที่จะดับไฟใต้ได้ต้องทำ 3 เรื่องบรรจบกัน คือ

(1) จับผู้ก่อความไม่สงบให้ได้

(2) รักษามวลชน

(3) สร้างเงื่อนไขการวางอาวุธ

ทั้ง 3 เรื่องต้องทำพร้อมๆ กันและบรรจบกัน




สร้างเงื่อนไขการวางอาวุธ

บัดนี้ควรทำเรื่องการสร้างเงื่อนไขการวางอาวุธแล้ว การสร้างเงื่อนไขวางอาวุธจะทำให้การก่อความรุนแรงลดลงและยุติไปในที่สุด ในการยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธกับคอมมิวนิสต์นั้น

รัฐบาลได้เสนอแนวทาง "ร่วมพัฒนา"

คือจะนิรโทษกรรมทุกคนที่เคยจับ-อาวุธ ขอให้กลับเข้าบ้านเข้าเมืองมาร่วมกันพัฒนา ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มากลายเป็นนักวิชาการบ้าง นักธุรกิจบ้าง หรือนักการเมืองบ้าง ดังกล่าวแล้ว

เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลอาจเชิญชวนให้วางอาวุธแล้วเข้ามาร่วมกันคิดร่วมกันพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นดินแดนที่ร่มเย็นเป็นสุข

ไม่มีประเด็นเรื่องแบ่งแยกดินแดน

เพราะเรื่องแบ่งแยกดินแดนไปตั้งประเทศใหม่ ไม่ทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข แต่จะตรงข้าม คือเกิดเป็นแดนนรกขึ้นเหมือนการตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นในปาเลสไตน์ คนยิวอาจจะอ้างว่าเมื่อหลายพันปีก่อนตนเคยมีประเทศอยู่ตรงนั้น แต่การกลับไปไกลเกินในประวัติศาสตร์สร้างความขัดแย้งรุนแรงเรื้อรังอย่างที่เห็น ในทำนองเดียวกัน แม้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เคยเป็นรัฐปัตตานี เราไม่อาจกลับไปไกลเกินในประวัติศาสตร์ โดยไม่บอบช้ำจนเป็นมิคสัญญีเยี่ยงในตะวันออกกลาง

แต่มีทางเป็นไปได้โดยสันติวิธีภายในราชอาณาจักรเดียวกัน

ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการร่วมพัฒนาระบบการอยู่ร่วมกันที่มีความเป็นธรรม อันสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของแต่ละท้องถิ่นที่แตกต่างหลากหลาย

ศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียง จะเป็นแนวทางสำคัญสำหรับสร้างระบบการอยู่ร่วมกันที่มีความเป็นธรรม ศาสนธรรมของทุกศาสนาจะสอดคล้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะทั้งศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียงพยายามตอบโจทย์เดียวกันที่ว่า "ความดีคืออะไร" ไม่ใช่โจทย์ของการพัฒนาแบบวัตถุนิยม - บริโภคนิยม - เงินนิยม ที่ถามว่า "ทำอย่างไรจะรวย" อันก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมอยู่ทั่วไป

ความพยายามที่จะสร้างระบบการอยู่ร่วมกันที่มีความเป็นธรรม ควรเป็นระเบียบวาระใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศ



ใช้วิกฤตไฟใต้สร้างสมรรถนะของไทยในการเผชิญวิกฤตใหญ่ร่วมกันในอนาคต

เรากำลังเผชิญวิกฤตที่ใหญ่กว่าวิกฤตไฟใต้มากนัก นั่นคือวิกฤตการณ์แห่งอารยธรรมวัตถุนิยม - บริโภคนิยม - เงินนิยม อารยธรรมปัจจุบันกำลังนำมนุษยชาติทั้งหมดเข้าไปสู่วิกฤตการณ์ใหญ่อย่างหนีไม่พ้น เข้าทำนองไม่ทำตามกระแสก็ไม่ได้ทำตาม ก็หนีวิกฤตการณ์ไม่พ้น

การจะดับไฟใต้ได้ เราต้องกลับไปหาพื้นฐานทางสายกลางของคนชาติไทยดังกล่าวข้างต้น โดยบ่มเพาะความเมตตากรุณาให้มาก บ่มเพาะความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจและขันติธรรม ทำนุบำรุงทางสายกลางให้แข็งแรง และใช้ศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครื่องสร้างภูมิคุ้มกันคือ

ถ้าเราขาดระบบการอยู่ร่วมกันที่มีความเป็นธรรม สังคมจะไม่มีภูมิคุ้มกัน และเราจะไม่รอดจากการถูกทำลายอย่างรุนแรง โดยอารยธรรมวัตถุนิยม - บริโภคนิยม - เงินนิยม อันขับเคลื่อนโดยโลภจริต

วิกฤตการณ์อารยธรรมปัจจุบันจะกระทบทุกประเทศในโลก ไม่ว่ารวยหรือจน คนไทยควรจะเห็นคุณค่าในจุดแข็งของตัว คือความเมตตากรุณาและทางสายกลาง บ่มเพาะความดีนี้ให้เติบโตขึ้น เพื่อเผชิญและเอาชนะหายนภัยอันใหญ่หลวงที่มากับอารยธรรมปัจจุบัน ใช้ศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียงเป็นมงคลชีวิตและเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนา สร้างระบบการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ไฟใต้และไฟอื่นๆ จะดับลง

ขอให้คนไทยมีความสุขสวัสดี

_________________
มติชน 8 พฤศจิกายน 2548
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License