 ผู้หญิงไม่ว่าเป็นเมียหรือไม่เป็นเมียใคร ถูกทำร้าย ใครเห็นก็ต้องเข้าไปช่วย ผู้ชายแบบไหนกันที่ทำร้ายผู้หญิงได้ลงคอ ยิ่งเป็นผัวที่ข่มเหงเมียหรือทำร้ายร่างกายเมีย ยิ่งต้องส่งโรงพยาบาลบำบัด
____________________
คอลัมน์ พูดจาประสาข่าว
โดย อารักษ์ คคะนาท
ดู "สรยุทธ สุทัศนะจินดา" คุยกับบรรดาคนทำมาหากินด้วยการขับรถแท็กซี่ พร้อมกับน้องสองคน "อารีรัตน์" และ "ธิดา" ที่รอดการข่มขืนมาจากการใช้รถรับจ้างอย่างเฉียดฉิว แล้วสะท้อนใจเรื่องหนึ่ง
คือเรื่องที่น้องคนหนึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า ขนาดหนีออกมาอยู่นอกรถได้ ทั้งๆ ที่มือถูกมัด และร้องขอให้คนช่วย แต่ก็หาใครเข้ามาช่วยเหลือไม่ได้ แม้จะมีคนอยู่รอบละแวกนั้น ถึงกับมีคนนั่งในรถสามล้อใกล้ๆ ก็ไม่มีใครขยับตัว
ดังนั้น ยิ่งมีเสียงคนขับรถแท็กซี่ที่กำลังก่ออาชญากรรม ตะโกนให้คนได้ยินว่า อย่ายุ่งเรื่องของผัวเมีย
ก็ยิ่งดูเหมือนกับว่า เป็นเหตุผลสนับสนุนให้ใครก็ตาม แม้อยากจะช่วย เข้าไปช่วยไม่ได้
ซึ่งฟังแล้วเป็นเหตุผล หรือเป็นข้อแม้ ที่ให้กับตัวเองแบบทุเรศทุรังเต็มที
พูดให้ตรงเข้าไปอีกก็คือ กลายเป็นเหตุผลที่คนประสบเหตุ ใช้บอกกับตัวเอง เพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเท่านั้นเอง
ไม่ว่าจะเป็นเพราะ ไม่อยากเข้าไปเสี่ยงเจ็บตัว หรืออาจจะถึงตาย ทำให้ความจริงที่ปรากฏก็คือ ทุกวันนี้ เราสามารถเห็นเหตุการณ์ร้ายๆ บนท้องถนน ที่ไม่ปกติธรรมดาได้ อย่างเมินเฉย ไม่เดือดร้อนใส่ใจ หรือปราศจากการยินดียินร้ายเอาเสียเลย
เราลืมนึกไป หรือเราไม่อยากนึกไปว่า ถ้าเพียงแต่เหตุการณ์แบบนี้เกิดกับเรา กับลูกเมีย ญาติพี่น้องของเรา ความคิดที่ว่านั้นคงแตกต่างออกไป อาจเป็นความคับแค้น ความรู้สึกดุเดือดฉุนเฉียว ว่าทำไมวะ โลกนี้ถึงแล้งน้ำใจไยดีกันขนาดนี้
เป็นเพราะเรื่องไม่ถูกเข้ากับตัวเรา หรือคนเกี่ยวข้องกับเรา จึงกลายเป็นไม่ใช่เรื่องของเรา ฟังแล้วน่าเศร้าสลดใจนัก
ความจริงเรื่องลักษณะนี้ ถ้ามิใช่สถานที่ก่อเหตุลับตาแล้ว หากเกิดในที่ชุมนุมชน ก็อาจมีทางช่วยเหลือได้มาก ถึงแม้ผู้ก่อเหตุจะมีอาวุธปืนให้เห็น ซึ่งที่จริงยิ่งเป็นที่สาธารณะ คนก่ออาชญากรรมยิ่งพยายามปกปิดการเป็นคนร้ายของตัว ด้วยการไม่แสดงอาวุธร้ายแรง เพราะอย่างน้อยที่สุด การถือปืนก็บ่งสถานะที่เป็นคนร้ายได้ แม้จะก่อเหตุกับเมียจริงๆ ของตัวอยู่ก็ตาม
ยิ่งถ้ามีคนแวดล้อมดูอยู่มาก แค่มีใครสักคนเริ่มเข้าไปช่วยเหลือ ด้วยการส่งเสียงชักชวนคนอื่นๆ ให้รุมล้อมเข้าไป ซึ่งขนาดนั้นแล้วก็ไม่น่ามีใครใจไม้ไส้ระกำ ที่เห็นผู้หญิงถูกกระทำอยู่ตำตา อีกอย่าง ปริมาณของคนร่วมเอาด้วย ถ้าฝ่ายคนร้ายมีแค่คนเดียว ฝ่ายพยายามช่วยเหลือมีสักสองสามคน อย่าว่าแต่จะกลายเป็นสี่ห้าคน ฝ่ายนั้นก็ต้องถอยไปแน่ๆ อยู่แล้ว
อยากมากก็ฝากคำอาฆาตไว้สักสองสามคำก่อนถอย แค่พอให้เข้าท่าในสายตาและความคิดของตัวเท่านั้นเอง
คนไทยเราจริงๆ แล้ว ถ้ามีใครเริ่มขึ้นสักคน คนที่อยากช่วยแต่ยังลังเล พอเห็นมีพวกก็อาจตามเข้ามาเอาด้วยอีกมาก
หรือพยายามเข้าไปช่วยพูดคนเดียว ถ่วงเวลา แต่ตะโกนให้คนอื่นๆ ใครก็ได้ โทร.เรียกตำรวจ 191 หน่อย ก็ยังพอช่วยได้
เพราะฉะนั้น ต่อแต่นี้ไป ช่วยเข้าไปยุ่งหน่อยเถอะ อย่าให้สังคมที่แล้งไปแล้วแทบจะทุกเรื่อง ดูทมิฬหินชาติยิ่งไปกว่านี้ ขนาดผู้หญิงถูกมัดมืออยู่แท้ๆ ยังดูดาย ต่อให้เป็นผัวเมียกันจริงๆ ถ้าลงมัดมือเมียอย่างนั้นได้ ก็คบเป็นผู้เป็นคนไม่ได้แล้ว
ผู้หญิงไม่ว่าเป็นเมียหรือไม่เป็นเมียใคร ถูกทำร้าย ใครเห็นก็ต้องเข้าไปช่วย
นึกถึงแม่ นึกถึงพี่สาวน้องสาว หรือเมียของเราเองไว้ ผู้ชายแบบไหนกันที่ทำร้ายผู้หญิงได้ลงคอ ยิ่งเป็นผัวที่ข่มเหงเมียหรือทำร้ายร่างกายเมีย ยิ่งต้องส่งโรงพยาบาลบำบัด เพราะถือว่าเป็นคนปกติสามัญไม่ได้
ต้องถือว่าเป็นคนป่วยหรือจิตทราม
ผู้หญิงที่ใช้แท็กซี่ระยะนี้ หากไม่แน่ใจ ก็ทำอย่างที่ตำรวจแนะนำได้ คือขึ้นรถแล้วโทร.ดังๆ ให้คนขับได้ยิน หาใครที่ปลายทาง หรือใครก็ได้ให้รับรู้ว่า ขึ้นรถสีอะไร ทะเบียนอะไร คนขับชื่ออะไร ไปไหน อีกประมาณกี่นาทีก็จะถึงแล้ว แบบนี้
บอกกับคนขับก็ได้ว่าเดี๋ยวนี้ต้องทำแบบนี้ เพราะต้องปกป้องตัวเอง คนขับทุกวันนี้ก็ต้องเข้าใจว่าคนร้ายทำให้คนดีๆ พลอยทำมาหากินลำบากไปด้วย ก็ต้องช่วยกันหาวิธีชำระแวดวงทำมาหากินของตัวกันอีกทาง
อย่าให้ผู้หญิงของเราที่เกิดมาก็ทุกข์สารพัดอยู่แล้ว ต้องตกนรกทั้งๆ ที่เห็นๆ กันอยู่ต่อหน้า โดยไม่คิดช่วยอะไรอย่างนี้เลย
--------------------------------- มติชน 5 พฤศจิกายน 2548 |