 สังคมบริโภคนิยม ทำให้คนตกอยู่ในห้วงของ "ความอยาก" ต่างทะเยอทะยานหาเงินทองเพื่อมาจับจ่ายใช้สอยกับสิ่งของต่างๆ อย่างขาดสติ ขอแค่ความสุขชั่วขณะ จนลืมให้ความสำคัญต่อ "การออม"
_________________________
คอลัมน์ วัยทวีนส์
โดย เอกลักษณ์ ยิ้มวิไล
ความที่เป็นยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้สภาวะทางสังคมเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของชาวไทยต้องพลิกผันไปตามพลวัตของระบบเศรษฐกิจโลก ภายใต้ระบบทุนนิยมที่มีกลไกของลัทธิบริโภคนิยมเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนโลกให้หมุนตราบจนทุกวันนี้ เราจึงหลีกเลี่ยงผลกระทบของระบบกลไกและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเหล่านี้ไม่ได้
สังคมบริโภคนิยมที่มีระบบตลาดเป็นตัวจุดกระแสเทรนด์ใหม่ๆ ทำให้คนสังคมตกอยู่ในห้วงของ "ความอยาก" ทำให้เราต่างทะเยอทะยานหาเงินทองเพื่อมาจับจ่ายใช้สอยกับสิ่งของต่างๆ บางคราวเราอาจใช้จ่ายอย่างขาดสติโดยมิได้คำนึงถึงความมั่นคงในอนาคต ขอแค่ความสุขชั่วขณะ แต่แล้วกลับส่งผลกระทบต่อสภาวะทางสังคม และความมั่นคงของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
เหตุเพราะคนรุ่นใหม่ค่อนข้างลืมให้ความสำคัญต่อ "การออม" ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ดังนั้นสังคมไทยจึงมีความจำเป็นต้องปลุกกระแสความนิยมให้คนไทยรู้จักการออมอย่างถูกวิธีและมีวินัยนะครับ
เรามักจะรู้จักแต่ "การลงทุน" ซึ่งมีคนอีกจำนวนมากที่ยังคงสับสนความแตกต่างระหว่าง "การออม" และ "การลงทุน" ซึ่งความแตกต่างระหว่างสองความหมายนี้ สามารถอธิบายให้เข้าใจโดยสังเขปตามนี้ครับ
*การออม* คือ การสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบของการฝากเงินกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุนโดยได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน จุดประสงค์หลักคือ เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ในเมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนดังคลื่นที่มีทั้งขึ้นทั้งลง ดังนั้นเงินออมสามารถเป็นที่พึ่งเมื่อเราตกอยู่ในสภาวะลำบากไงครับ
ส่วน *การลงทุน* มีความหมายที่แตกต่างจากการออมดังนี้ คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไป *สร้างผลตอบแทน* ที่สูงกว่าการออม โดยการซื้อทอง ที่ดิน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เล่นหุ้น หรือลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยงสูง แต่การลงทุนอย่างชาญฉลาดก็สามารถทำให้เกิดความมั่งคั่งได้เช่นกัน
มีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษนาม John M.Keynes กล่าวไว้ว่า การออมเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะผู้คนมัวแต่กักเงินไว้ลูกเดียว จนไม่เกิดการลงทุน จะว่าไปแล้วถ้าจะให้อธิบายกันจริงๆ ก็คือ ถ้าคนรวยกักเงินกันไว้มากๆ เศรษฐกิจของประเทศจะไม่ดี แต่ถ้าคนจนออมเงินมากๆ เศรษฐกิจของประเทศจะดี
อย่างไรก็ตาม ผมว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมิใช่กำเนิดจากรากหญ้าหรอกครับ แต่เป็นเพราะคนรวย คนชั้นสูงที่คอยเล่นพลิกแพลงกับระบบเศรษฐกิจ และใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยซะมากกว่านะครับ โดยเฉพาะนักการเมืองบางกลุ่มที่ผมเคยแอบได้ยินเขาซุบซิบกันต่างนิยมเอาเงินออกนอกประเทศ เรียกว่าทำแบบกองโจร ปล้นประเทศชาติเลยก็ว่าได้
ดังนั้นการใช้เงินเกินตัวของคนรวย หรือการปล้นประเทศของคนบางกลุ่มนี่ละครับ ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสั่นคลอนอยู่เสมอ เรียกว่าพอเจอปัญหาเศรษฐกิจทีก็กระเพื่อมไปทั่วทุกรากหญ้าแล้วละครับ ดูแค่น้ำมันแพงซิครับ แค่นึกก็ปวดหัวเสียแล้ว
ผมว่าการออมเงินทั้งในระดับบุคคล และในระดับประเทศเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศชาติ เพราะในเวลานี้ก็มีหลายนโยบายคอยบอกให้พวกเรารู้จักการออม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและควรส่งเสริม แต่ผมล่ะเบื่อเหลือเกินกับคนบางกลุ่มที่บอกให้รู้จักการอดออม แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นสาวกของ "ลัทธิสิ้นเปลืองนิยม" (Wastefulism) ไปจนได้
โดยเฉพาะพวกที่ชื่นชอบอภิมหาโครงการนั่นแหละครับ แบบว่าเงินทองของพี่น้องชาวไทย ตาเฒ่ายายเฒ่าที่คอยเก็บเกี่ยวข้าวให้พวกเรากินต้องตกระกำลำบาก จะว่าไปแล้วคนจนจะออมยังไง แต่คนรวยกลับใช้เงินทองอย่างบ้าคลั่ง แล้วอย่างนี้ประเทศชาติจะเจริญหรือ ถ้าเจริญก็ได้แค่ "ภาพลักษณ์ภายนอก" แต่ข้างในกลับผุพัง กลวงเป็นรูโบ๋
เอาละครับไหนๆ วันที่ 31 ตุลาคม 2548 ก็ถือว่าเป็น "วันออมแห่งชาติ" ซึ่งทางธนาคารออมสินได้มอบแนวคิด "ออม 1 ใช้ 3 ส่วน" ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ดีและควรปฏิบัตินะครับ การออมถือเป็นการลงทุนกับความมั่นคงในอนาคต ถ้าจะลงทุนก็ลงทุนไปเถอะ แต่อย่างน้อยต้องรู้จักการอดออมด้วยนะครับ เพราะถ้าเราเริ่มตั้งแต่วันนี้ วันหน้าไม่มีวันอดแน่นอนครับ
__________________ มติชน 30 ตุลาคม 2548 |