carefor_banner009.jpg
อัปเดทล่าสุด : เสาร์ 22 พฤศจิกายน 2551 : carefor.org อัปเดททุกวัน
หน้าแรก
หน้าแรก
ความรัก
กำลังใจ
ตั้งสติ
ปันน้ำใจ
ใส่ใจมาฝาก
เพลงโดนใจ
สื่อสารอย่างสันติ
สมุดภาพบ้านใส่ใจ
ถาม-ตอบปัญหาชีวิต
ถาม-ตอบปัญหากับลุงริศ
สมุดเยี่ยม
ส่งเมลถึงลุงริศ-พี่นริศ
English Stories
ชวนเพื่อนๆมาที่นี่นะครับ
Careforปี12ยินดีต้อนรับ
โดยเฉพาะท่านที่กำลังออนไลน์
ในขณะนี้ทั้ง 224 ท่าน

รับข่าวสารฟรีจากCarefor

โปรดใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน

ค้นหาง่าย-ใส่คำแล้วEnter
เพื่อนร่วมทาง

Hostที่Careforไว้วางใจ
สนับสนุน Bandwidth

เว็บที่ให้คำแนะนำดีๆกับ Carefor

บ้านนอก|เครือข่ายพุทธิกา
พุทธทาสศึกษา|แก้วไดอารี่
เสมสิกขาลัย|อุดมสาร
นพลักษณ์|มูลนิธิเพืึอผู้บริโภค
GreenPeace
บ้านหมูอบ|นักศึกษาคาทอลิก
ค่ายอาสาพัฒนา | ฅนอาสา ยุติธรรม&สันติ

ออมวันนี้ วันหน้าไม่มีอด พิมพ์เรื่องนี้ ส่งเมลเรื่องนี้ให้เพื่อน
Image
สังคมบริโภคนิยม ทำให้คนตกอยู่ในห้วงของ "ความอยาก" ต่างทะเยอทะยานหาเงินทองเพื่อมาจับจ่ายใช้สอยกับสิ่งของต่างๆ อย่างขาดสติ ขอแค่ความสุขชั่วขณะ จนลืมให้ความสำคัญต่อ "การออม"

_________________________

คอลัมน์ วัยทวีนส์

โดย เอกลักษณ์ ยิ้มวิไล

ความที่เป็นยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้สภาวะทางสังคมเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของชาวไทยต้องพลิกผันไปตามพลวัตของระบบเศรษฐกิจโลก ภายใต้ระบบทุนนิยมที่มีกลไกของลัทธิบริโภคนิยมเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนโลกให้หมุนตราบจนทุกวันนี้ เราจึงหลีกเลี่ยงผลกระทบของระบบกลไกและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเหล่านี้ไม่ได้

สังคมบริโภคนิยมที่มีระบบตลาดเป็นตัวจุดกระแสเทรนด์ใหม่ๆ ทำให้คนสังคมตกอยู่ในห้วงของ "ความอยาก" ทำให้เราต่างทะเยอทะยานหาเงินทองเพื่อมาจับจ่ายใช้สอยกับสิ่งของต่างๆ บางคราวเราอาจใช้จ่ายอย่างขาดสติโดยมิได้คำนึงถึงความมั่นคงในอนาคต ขอแค่ความสุขชั่วขณะ แต่แล้วกลับส่งผลกระทบต่อสภาวะทางสังคม และความมั่นคงของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

เหตุเพราะคนรุ่นใหม่ค่อนข้างลืมให้ความสำคัญต่อ "การออม" ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิต ดังนั้นสังคมไทยจึงมีความจำเป็นต้องปลุกกระแสความนิยมให้คนไทยรู้จักการออมอย่างถูกวิธีและมีวินัยนะครับ

เรามักจะรู้จักแต่ "การลงทุน" ซึ่งมีคนอีกจำนวนมากที่ยังคงสับสนความแตกต่างระหว่าง "การออม" และ "การลงทุน" ซึ่งความแตกต่างระหว่างสองความหมายนี้ สามารถอธิบายให้เข้าใจโดยสังเขปตามนี้ครับ 


*การออม* คือ การสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบของการฝากเงินกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุนโดยได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน จุดประสงค์หลักคือ เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ในเมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนดังคลื่นที่มีทั้งขึ้นทั้งลง ดังนั้นเงินออมสามารถเป็นที่พึ่งเมื่อเราตกอยู่ในสภาวะลำบากไงครับ

ส่วน *การลงทุน* มีความหมายที่แตกต่างจากการออมดังนี้ คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไป *สร้างผลตอบแทน* ที่สูงกว่าการออม โดยการซื้อทอง ที่ดิน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เล่นหุ้น หรือลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยงสูง แต่การลงทุนอย่างชาญฉลาดก็สามารถทำให้เกิดความมั่งคั่งได้เช่นกัน

มีนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษนาม John M.Keynes กล่าวไว้ว่า การออมเป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ เพราะผู้คนมัวแต่กักเงินไว้ลูกเดียว จนไม่เกิดการลงทุน จะว่าไปแล้วถ้าจะให้อธิบายกันจริงๆ ก็คือ ถ้าคนรวยกักเงินกันไว้มากๆ เศรษฐกิจของประเทศจะไม่ดี แต่ถ้าคนจนออมเงินมากๆ เศรษฐกิจของประเทศจะดี

อย่างไรก็ตาม ผมว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมิใช่กำเนิดจากรากหญ้าหรอกครับ แต่เป็นเพราะคนรวย คนชั้นสูงที่คอยเล่นพลิกแพลงกับระบบเศรษฐกิจ และใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยซะมากกว่านะครับ โดยเฉพาะนักการเมืองบางกลุ่มที่ผมเคยแอบได้ยินเขาซุบซิบกันต่างนิยมเอาเงินออกนอกประเทศ เรียกว่าทำแบบกองโจร ปล้นประเทศชาติเลยก็ว่าได้

ดังนั้นการใช้เงินเกินตัวของคนรวย หรือการปล้นประเทศของคนบางกลุ่มนี่ละครับ ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสั่นคลอนอยู่เสมอ เรียกว่าพอเจอปัญหาเศรษฐกิจทีก็กระเพื่อมไปทั่วทุกรากหญ้าแล้วละครับ ดูแค่น้ำมันแพงซิครับ แค่นึกก็ปวดหัวเสียแล้ว

ผมว่าการออมเงินทั้งในระดับบุคคล และในระดับประเทศเป็นหลักประกันความมั่นคงของประเทศชาติ เพราะในเวลานี้ก็มีหลายนโยบายคอยบอกให้พวกเรารู้จักการออม ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและควรส่งเสริม แต่ผมล่ะเบื่อเหลือเกินกับคนบางกลุ่มที่บอกให้รู้จักการอดออม แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นสาวกของ "ลัทธิสิ้นเปลืองนิยม" (Wastefulism) ไปจนได้

โดยเฉพาะพวกที่ชื่นชอบอภิมหาโครงการนั่นแหละครับ แบบว่าเงินทองของพี่น้องชาวไทย ตาเฒ่ายายเฒ่าที่คอยเก็บเกี่ยวข้าวให้พวกเรากินต้องตกระกำลำบาก จะว่าไปแล้วคนจนจะออมยังไง แต่คนรวยกลับใช้เงินทองอย่างบ้าคลั่ง แล้วอย่างนี้ประเทศชาติจะเจริญหรือ ถ้าเจริญก็ได้แค่ "ภาพลักษณ์ภายนอก" แต่ข้างในกลับผุพัง กลวงเป็นรูโบ๋

เอาละครับไหนๆ วันที่ 31 ตุลาคม 2548 ก็ถือว่าเป็น "วันออมแห่งชาติ" ซึ่งทางธนาคารออมสินได้มอบแนวคิด "ออม 1 ใช้ 3 ส่วน" ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ดีและควรปฏิบัตินะครับ การออมถือเป็นการลงทุนกับความมั่นคงในอนาคต ถ้าจะลงทุนก็ลงทุนไปเถอะ แต่อย่างน้อยต้องรู้จักการอดออมด้วยนะครับ เพราะถ้าเราเริ่มตั้งแต่วันนี้ วันหน้าไม่มีวันอดแน่นอนครับ

__________________
มติชน 30 ตุลาคม 2548

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

"บ้านใส่ใจ" สนับสนุนผู้คนให้ค้นพบ&แบ่งปันสิ่งดีที่มีอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน
Carefor.org ©1997 ออกแบบ, ขับเคลื่อนด้วย "แมมโบ้ลายไทย" GNU/GPL License