 ถ้าชาติหมายถึงประชาชน สถิติก็สามารถชี้ให้เห็นว่า ชาติได้อะไรจากการที่คนไทยบางคนรวยขึ้น นโยบายที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนไปสังเวยธุรกิจของคนส่วนน้อย ย่อมไม่สามารถดำรงอยู่ได้
_________________________
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
รู้กันมานานแล้วนะครับว่า โลกาภิวัตน์ในระดับที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ทำให้ชาติไร้ความหมายในทางปฏิบัติไปในหลายมิติ โดยเฉพาะชาติที่ถูกนิยามโดยไม่ให้ความสำคัญแก่ประชาชนของชาติ
แม้กระนั้นผมก็ยังอดสับสนไม่ได้เมื่อได้ข่าวว่า เจ้าของบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของไทยเทขายหุ้นให้แก่ฝรั่งนอร์เวย์ไปหมด จนกระทั่งบริษัทนั้นกลายเป็นบริษัทฝรั่งเต็มตัวเลย
ผมซื้อบริการของบริษัทนี้แหละครับ เพราะไม่ชอบเจ้าของบริษัทคู่แข่ง แต่คราวนี้ผมต้องเลือกระหว่างจะให้เงินของผมแก่ฝรั่งดี หรือแก่คนที่ผมไม่ชอบซึ่งเป็นคนไทยดี
สำนึกชาตินิยมแบบที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กบอกว่า ต้องเลือกคนไทยไว้ก่อน อย่างน้อยก็เป็น "พวก" เดียวกัน
แต่ประสบการณ์จริงในชีวิตทำให้อดถามตัวเองไม่ได้ว่า "มึงเป็นพวกเดียวกับเขาจริงหรือวะ" จึงชักจะไม่แน่ใจเหมือนกัน แม้จะแน่ใจว่าไม่อาจนับตัวเองเป็น "พวก" เดียวกับนายทุนนอร์เวย์ได้ก็ตาม
สิ่งเดียวที่ผมมีเหมือนกับนายทุนไทยคืออะไรที่จับต้องไม่ได้และนิยามไม่ได้ นั่นคือ "ความเป็นไทย" นอกจากนั้นแล้วไม่มีอะไรที่เหมือนกันสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต, การมองโลก, ระบบคุณค่า, ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-การเมือง-อุดมการณ์, แม้ว่าพูดภาษาไทยเหมือนกัน แต่ก็ "พูดกันคนละภาษา"
ตรงกันข้ามเสียอีก ผมออกจะเชื่อว่า นับนายทุนไทยกับนายทุนฝรั่งเป็น "พวก" เดียวกัน ยังง่ายเสียกว่า เพราะเขามีอะไรต่อมิอะไรเหมือนกันมากมาย แม้ไม่ได้ร่วม "ความเป็นไทย" กันก็ตาม
อย่างน้อยตอนที่นายทุนเทหุ้นขายกันไปขายกันมานั้น ไม่มีใครเขาถามหา "ความเป็นไทย" กันหรอก เขาถามว่า "ให้ราคาเท่าไร" ต่างหาก และนี่เป็นบรรทัดฐานแรกที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจซื้อขาย
ทั้งนี้เพราะทุนโลกาภิวัตน์ย่อมไม่มีชาติ
ถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ ในช่วงหนึ่งของพัฒนาการทุนนิยม ชาติยังเป็นประโยชน์ในการปกป้องคุ้มครองทุน ตอนนั้นทุนจึงมีชาติ แต่เมื่อได้สร้างกลไกระหว่างประเทศ (ทั้งระดับเทคโนโลยีไปจนถึงระดับองค์กรและวัฒนธรรม) ที่ให้ความปกป้องคุ้มครองทุนได้แล้ว ชาติก็เป็นเพียงเครื่องมือที่หมดความจำเป็นไปแล้วสำหรับทุน
ทุนจึงไม่จำเป็นต้องมีชาติ ทุนมีแต่ "ฐาน" การลงทุน นายทุนไทยที่ใหญ่ๆ ล้วนเคยโอนทุนไปลงในประเทศอื่นเพื่อหา "ฐาน" การลงทุนที่ให้กำไรได้มากทั้งนั้น เขาบอกแก่ประชาชนซึ่งยังอยากมีชาติไว้ปกป้องตนเองว่า การลงทุนต่างประเทศให้ผลดีแก่ชาติ เขาบอกหนักแน่นเสียจนเราไม่เคยถามว่า "ยังไง"
แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดว่า "ฐาน" การลงทุนที่ดีในทรรศนะของทุนคืออะไร ก็จะเห็นได้ว่าไม่เกี่ยวอะไรกับชาติแต่อย่างใด
"ฐาน" การลงทุนที่ดี หมายถึงมีความมั่นคงทางการเมือง แต่ความมั่นคงทางการเมืองไม่ได้หมายความว่าไม่เปลี่ยนรัฐบาลบ่อยๆ แต่หมายความว่านโยบายหลักจะต้องไม่เปลี่ยน รวมทั้งการต่อสู้ทางการเมืองต้องไม่ขยายไปสู่ท้องถนน หรือการปฏิวัติทางชนชั้น อย่างไรก็ตาม การเมืองที่เป็นระเบียบถึงขนาดนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ฉะนั้นจึงสะดวกกว่าหากจะมีรัฐบาลที่อยู่ไปได้นานๆ เพราะเส้นสายที่ลงทุนซื้อเอาไว้ก็จะยังคงอยู่ตลอดไป เหตุดังนั้นทุนจึงไม่รังเกียจรัฐบาลเผด็จการที่มีความสามารถครองอำนาจไปได้นานๆ แม้ว่าความสามารถนั้นจะหมายถึงการเข่นฆ่าประชาชนของตนเองอย่างไร ก็ไม่เป็นที่รังเกียจของทุน ขอแต่อย่าให้ถูกนานาชาติแซงก์ชั่นเท่านั้น (เช่นอย่าฆ่าคนกลางถนน แต่ช่วยอุ้มไปก่อนแล้วค่อยฆ่า เป็นต้น)
ทุนชอบ "ฐาน" ที่เน้นนโยบายพัฒนา เพราะนโยบายพัฒนาคือการเปิดเสรีในหลายๆ ด้าน และคือการให้อภิสิทธิ์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุน ไม่ใช้มาตรการอะไรเพื่อปกป้องสาธารณประโยชน์ภายใน ลืมคำนี้ไปเลยยิ่งดี เพราะทำให้เกิดการแข่งขันที่ "เป็นธรรม" แก่ทุกฝ่าย
"ฐาน" ที่ดียังหมายถึงสังคมที่มีปัจจัยเกื้อหนุนการทำกำไรจากทุนที่ดีด้วย เช่นหากลงทุนในอุตสาหกรรมชั้นต่ำ ก็ต้องการแรงงานราคาถูก หากลงทุนในอุตสาหกรรมชั้นสูงก็ต้องการแรงงานฝีมือที่มีการศึกษาดี เป็นสังคมที่มีความสงบเรียบร้อยพอที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเฝ้าระวังทุนของตนเกินไป หากไม่อย่างนั้นก็ต้องมีตำรวจไว้ขาย คือสามารถซื้อบริการของตำรวจเป็นพิเศษได้
"ฐาน" การลงทุนดังที่กล่าวนี้ ดีแก่ทุนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทุนจากต่างประเทศหรือภายในประเทศ หากไม่จำเป็นว่าจะต้องดีแก่ชาติไปด้วย ในหลายกรณีอาจมีผลร้ายต่อชาติอย่างมหันต์ก็ได้ ดังร้านขายของชำซึ่งเลี้ยงประชาชนของชาติเป็นหลายล้าน ต้องพังพินาศเพื่อทำให้ประเทศเป็น "ฐาน" ที่ดีของทุน เป็นต้น
ชาติของทุนจึงเหลือแต่ธงชาติ หรือมิฉะนั้นก็ขวานโบราณซึ่งด้ามผุ
แต่ชาติที่แท้จริงซึ่งจะมีความหมายแม้ในท่ามกลางโลกาภิวัตน์ของปัจจุบันได้ ต้องหมายถึงประชาชน ธงชาติก็ตาม ขอบเขตของประเทศก็ตาม เพลงชาติก็ตาม ไม่ใช่ตัวชาติที่แท้จริง อย่างมากก็เป็นเพียงสัญลักษณ์ของประชาชนเท่านั้น
ในประเทศไทย เราไม่ได้ให้ความหมายของชาติอย่างชัดเจนว่าหมายถึงประชาชน จึงยิ่งเปิดโอกาสให้ทุนซึ่งไม่ได้ถือประโยชน์ของชาติเป็นใหญ่ สามารถเอารัดเอาเปรียบประชาชนได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น จนแทบจะสรุปกันดื้อๆ เลยว่า หากคนไทยบางคนรวยขึ้น ชาติไทยก็รวยขึ้น
ถ้าชาติหมายถึงประชาชน สถิติก็สามารถชี้ให้เห็นว่าชาติได้อะไรจากการที่คนไทยบางคนรวยขึ้น นโยบายที่เอาผลประโยชน์ของประชาชนไปสังเวยธุรกิจของคนส่วนน้อย ย่อมไม่สามารถดำรงอยู่ได้
ยิ่งกว่านี้ ชาติที่หมายถึงประชาชนยังมีพลังทางศีลธรรม ที่จะต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบทั้งของทุนภายในและทุนต่างชาติด้วย เพราะผลประโยชน์ของชาติต้องหมายถึงผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ของชาติลอยๆ ที่จับต้องไม่ได้
ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่ระหว่างนายทุนฝรั่งหรือนายทุนไทย แต่ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ระหว่างนายทุนกับประชาชนต่างหาก ทำอย่างไรประชาชนจึงจะไม่ถูกนายทุนซึ่งไม่มีชาติเอารัดเอาเปรียบ
ฉะนั้น ผมจึงยังคงใช้บริการโทรศัพท์ของบริษัทเดิม ซึ่งกลายเป็นของฝรั่งไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้บริการของบริษัทไทยหรือฝรั่ง ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง คือใช้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ
หมดธุระก็วางหูทันที __________________ มติชน 31 ตุลาคม 2548 |