 นอกเหนือจากคลื่นระบบโทรศัพท์มือถือที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง ส่งผลเปลี่ยนแปลงต่อเซลล์มนุษย์ ที่พูดถึงกันมากว่าอาจก่อให้เกิดเนื้องอกไปสู่การเป็นมะเร็ง...
_________________________
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทำการวิจัยภาพรวมสุขภาพของคนไทยในช่วงปี 2547 สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ที่รวมเอาตัวชี้วัด 10 สถานการณ์มีผลต่อสุขภาพ ซึ่งบอกถึงพิษภัยที่คุกคามคนไทย
งานชิ้นนี้รวมประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่การประมวลสถานการณ์เด่นปี 2547 ซึ่งลำดับที่ 1 คือ ความสูญเสียที่เกิดจากคลื่นสึนามิใน 6 จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน ลำดับที่ 2 สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลำดับที่ 3 เป็นสถานการณ์ไข้หวัดนกที่ทำให้สัตว์ปีกตายไปหลายล้านตัว และมีผู้เสียชีวิต
รองลงมาเป็นเรื่องเกิดกับผู้หญิง ลำดับที่ 4 คือ ภัยจากการถูกข่มขืน ซึ่งมีเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนๆ เทียบในรอบ 8 ปีที่ผ่านมามีอัตราคดีข่มขืนถึงร้อยละ 35 ในจำนวนนี้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อจึงเป็นเด็กและเยาวชน ถัดมาเป็นเรื่องของการบริโภคน้ำตาลในนมและขนมเด็ก, ต่างชาติขโมยจดสิทธิบัตรสมุนไพร, สื่อลามกคุกคามเยาวชนไทย, ความรุนแรงในวัยรุ่น
แต่เรื่องหลักที่หยิบยกมาบอกครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ผู้วิจัยเห็นถึงพิษภัยจากขยะอันตรายอันได้แก่ แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 9 โดยมีข้อมูลล่าสุดมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทุกเครือข่ายกว่า 27.2 ล้านคน คาดการณ์หมดปี 2548 จะมีผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็น 30.5-31 ล้านคน มีเพียงร้อยละ 11.1 เท่านั้นที่ผู้ใช้โทรศัพท์ส่งแบตเตอรี่คืนให้บริษัทนำไปกำจัด
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าปี 2546 มีเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วประเทศ 1,531,000 เครื่อง เพิ่มขึ้น 1,948,600 เครื่อง ช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2547
ทั้งนี้ มีการศึกษาวิจัยของคณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่สรุปไว้ว่า แบตเตอรี่มีสารพิษในการทำขึ้นมา หากใช้แล้วไม่ดูแล เก็บรักษา เพื่อนำไปกำจัดให้ถูก สารพิษจากสารเคมีทั้งหลายจะส่งผลอันตรายกับสุขภาพ ซึ่งบริษัทมือถือเป็นผู้ให้ทุนศึกษาผลดังกล่าวเอง
นอกเหนือจากคลื่นระบบโทรศัพท์มือถือที่มีฤทธิ์ก่อมะเร็ง ส่งผลเปลี่ยนแปลงต่อเซลล์มนุษย์ ที่พูดถึงกันมากว่าอาจก่อให้เกิดเนื้องอกไปสู่การเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว
และยิ่งกว่านั้น วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปีไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะเชื่อว่าช่วงอายุดังกล่าวสมองของวัยรุ่นยังเติบโตพัฒนาไม่เต็มที่ กะโหลกศีรษะไม่หนาพอที่จะรับผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กหรือรังสีจากโทรศัพท์มือถือได้เต็มอัตรา ทางออกที่ดีหากต้องใช้มือถือก็ควรใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีช่วยบรรเทา และใช้ให้น้อยที่สุดเมื่อจำเป็น
ขณะที่คอมพิวเตอร์ใช้มากๆ สิ่งที่เห็นชัดคือ ประสิทธิภาพการทำงานของนัยน์ตา ที่พร่าเลือน จนมีอาการปวดตา ปวดศีรษะ ยังไม่นับถึงอาการปวดหลัง ปวดคอ ปวดเอว ข้อมือต่างๆ เพราะการต้องฝืนนั่งทำงานนานๆ
คอมพิวเตอร์นั้นก็มีรังสีและความร้อน ไม่นับรวมฝุ่นที่เข้าไปเกาะตัวตามอุปกรณ์ มีผลต่อการเกิดอาการภูมิแพ้อีกด้วย
เฉพาะอุปกรณ์เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กับโทรศัพท์มือถือก็ส่งผลอย่างยิ่งกับมนุษย์อย่างเรา
และก็ไม่แน่ว่า เมื่อศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพในโครงการต่อเนื่องระยะยาวต่อไป เราคงต้องได้พบว่า มันมีผลอะไรที่คาดไม่ถึง ให้ใจหายใจคว่ำกันอีกแน่ๆ ...!!
__________________ มติชน 3 พฤศจิกายน 2548 |