 พอคล้อยหลังไปได้สักเพียงหนึ่งหรือสองก้าวเท่านั้น ชายหนุ่มหันหลังกลับมาแล้วคว้าถุงถือพลาสติคสีดำลักษณะคล้ายกับถุงถือจ่ายตลาดจากมือของผมแล้วดึงสุดแรง...
ผมลงจากรถไฟฟ้าสถานีสุรศักดิ์ราวสองทุ่ม เดินบนทางเท้าเลียบถนนสาทรเพื่อกลับบ้าน พอผ่านป้ายรถเมล์ก่อนถึงทางเลี้ยวใกล้ๆกับสถานทูตพม่า
ผมเดินสวนกับชายหนุ่มวัยรุ่น 3 คน อายุราว 16-17 ปีซึ่งเดินเรียงแถวตอนมาด้วยกันบนทางเท้าด้านขวามือของผม ชายหนุ่มคนแรกถามผมว่า "พี่ๆกี่โมงแล้ว" ผมไม่ได้ตอบอะไร เพราะผมไม่ใส่นาฬิกา คนที่สองก็ถามผมอีกว่า "พี่ๆกี่โมงแล้ว" ผมก็ยกแขนซ้ายให้ดู "ไม่ทราบครับ ผมไม่มีนาฬิกา"
ผมยังเดินต่อไปพร้อมกับมองชายหนุ่มคนที่สามเพราะรู้สึกสังหรณ์ใจอะไรบางอย่าง... พอคล้อยหลังไปได้สักเพียงหนึ่งหรือสองก้าว เท่านั้น หนุ่มคนที่สามหันหลังกลับมาแล้วคว้าถุงถือพลาสติคสีดำลักษณะคล้ายกับถุงถือจ่ายตลาดจากมือของผมแล้วดึงสุดแรง...
ผมหันกลับมาดึงถุงถือของผมทันทีเช่นกัน ต่างคนต่างดึงชักคะเย่อกันเต็มแรงอยู่ครู่หนึ่ง จนผมเริ่มรู้สึกว่าเส้นด้ายที่เย็บหูถือด้านหนึ่งเริ่มปริใกล้จะขาดแล้ว...
อยู่ดีๆผมรู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างที่ช่วงท้อง... พลังนี้ผลักดันให้ผมตะโกนออกไป "อ๊าาาาาาาาาาาา" ตอนนั้นผมก็นึกขำๆอยู่ในใจเหมือนกันว่า ตัวเองทำไปได้อย่างไร... สงสัยจะสู้ไม่ได้ ก็เลยเอาเสียงเข้าข่ม!!!
สักพักหนึ่ง หนุ่มคนที่สามก็ปล่อยมือจากถุงถือของผม... ผมขยับตัวเอาถุงถือสะพายไว้ที่ไหล่ซ้าย พลางมองไปด้านหลัง เห็นเสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง แล้วหันกลับมายืนตั้งหลักเท้าขวาอยู่ด้านหน้า เท้าซ้ายอยู่ด้านหลังอย่างมั่นคง... หันหน้าจ้องตรงไปที่หนุ่มคนที่สามพร้อมกับยกมือขวาขึ้นเหนือศีรษะเล็กน้อยแล้วแบบมือออกไปทางชายหนุ่มคนนั้นโดยอัตโนมัติ...
เขามองผมพร้อมกับชี้หน้าพูดอะไรบางอย่างกับผม ผมได้ยินชัดเจนเป็นบางคำว่า "...เล่นของเหรอ เล่นของเหรอ..." เขาคงคิดว่าผมเล่นของ เล่นไสยศาสตร์ใส่เขาเข้าให้แล้ว... พอเขาชี้หน้าพูดกับผมสักพักหนึ่ง แล้วเขาก็หันหลังกลับเดินไปพร้อมเพื่อนอีกสองคนที่มาด้วยกัน... ผมก็รีบเดินตรงไปตามทางกลับบ้านของผมเช่นกัน...
ระหว่างทางกลับบ้านผมคิดในใจว่า จะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะถ้ามีคนอื่นที่เดินเส้นทางนี้ คงต้องโดนเหมือนอย่างผม... พอผมกลับบ้านแล้วโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ 191 ซึ่งบอกว่าจะส่งสายตรวจมาตระเวนในที่เกิดเหตุ ผมโทรไปที่สถานีรถไฟฟ้า เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นและขอให้เขาประกาศเพื่อให้ผู้โดยสารทราบ จะได้ใช้เส้นทางอื่นที่ปลอดภัยกว่า แล้วผมก็ติดต่อไปที่สายด่วน 24 ชั่วโมงกรุงเทพมหานคร 1555 ถามว่าจะทำอะไรได้บ้าง... ซึ่งต่อมาทางกรุงเทพมหานครแจ้งให้ทราบว่าจะติดตั้งไฟฟ้าในบริเวณนั้นให้สว่างขึ้นภายใน 30 วัน...
วันรุ่งขึ้นผมไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน... ซึ่งทำให้ผมได้ทราบว่า เคยมีเด็กนักเรียนมาแจ้งความว่าถูกวิ่งราวโทรศัพท์มือถือ... เพื่อนบ้านท่านหนึ่งยังบอกเพิ่มเติมว่า มีนักเรียนมัธยมศึกษาโรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งถูกลวนลามระหว่างไปโรงเรียนตอนเช้าโดยคนร้ายที่ใช้รถมอเตอร์ไซด์ผ่านมาจับหน้าอกแล้วขับรถหนีไปอีกด้วย
ผมรู้สึกขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมนับถือ ที่ช่วยให้ผมเผชิญหน้าและผ่านเหตุการณ์นี้ได้อย่างมีมีสติ... และดูเป็นเรื่องที่ออกจะขำๆเวลาเล่าให้คนอื่นฟังโดยผมไม่สูญเสียอะไรไปเลย... ในถุงถือของผมเวลานั้นมีเพียงอาหาร 2-3 ถุง ร่ม 1 คัน ปากกา และบันทึกงานเขียนที่ผมเขียนไว้ราว 30 หน้า (ที่สำคัญคงเป็นบันทึกนี่แหละครับ)...
ในอีกแง่หนึ่ง... ผมต้องยอมรับว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในละแวกใกล้บ้านของผมเอง ทั้งๆที่ผมอยู่แถวนี้มาตั้งแต่เด็ก... ผมตระหนักว่า ถึงเวลาที่เกิดเรื่องฉกชิงวิ่งราวกันขึ้นมา ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครช่วยเราได้เลย เราต้องดูแลตัวเอง... จะหวังพึ่งใครไม่ได้เสียแล้ว...
ผมคิดไปว่า ถ้าวันนั้น มีเด็ก หรือผู้หญิงคนหนึ่งพบเหตุการณ์เดียวกันกับผม จะเกิดอะไรขึ้น?... คงต้องเสียทรัพย์สินให้กับวัยรุ่นทั้งสามอย่างแน่นอน นี่ยังดีว่าทั้งสามคนนี้ต้องการทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว ไม่ได้คิดจะทำร้ายเรา พวกเขาไม่ได้เอามีดหรือปืนมาจี้เรา...
จนทุกวันนี้ ผมยังคิดอยู่เสมอว่า ผมจะทำอะไรมากกว่านี้ได้บ้าง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในเขตบ้านและเขตชุมชนที่ผมอยู่... อย่างมากก็เตือนคนรู้จัก เขียนจดหมายบอกตามโรงเรียนที่อยู่ในละแวกนี้ และเขียนบอกท่านผู้อ่านอย่างที่ผมเขียนอยู่นี้ครับ...
เมื่อผมย้อนมองไปยังพ่อแม่พี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมอดคิดไม่ได้ว่าพ่อแม่พี่น้องที่นั่นจะยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากกว่านี้อีกหลายเท่าหรือครับ?... ต้องดูแลชีวิตของตนเองและคนที่เขารักจากฝ่ายก่อการร้าย... ซึ่งเราทราบกันว่ามีทั้งผู้บริสุทธิ์ที่ถูกทำร้าย มีทั้งเจ้าหน้าที่ที่ต้องเสียชีวิต น่าเห็นใจทุกๆคน ทุกๆฝ่ายที่ต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รักให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...
ผมตั้งคำถามในใจของตัวเองว่า ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความไม่ไว้วางใจนี้... ถ้าสมมุติว่าใครสักคนหนึ่งรู้เบาะแสเกี่ยวกับฝ่ายก่อการร้ายแล้วไปแจ้งเจ้าหน้าที่... เกิดวันดีคืนดี ฝ่ายก่อการร้ายเข้ามาทำร้ายพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตอนที่เราไม่อยู่... เราจะทำอย่างไร? หรือถ้าไม่บอก ไม่พูดอะไร... ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็จะเข้าใจผิดได้ว่า เราให้ความร่วมมือกับฝ่ายก่อการร้าย อาจโดนนำตัวไปสอบสวนอีก... เรียกว่าต้องโดนทั้งขึ้นทั้งล่องอย่างนั้นเลยหรือครับ?
สำหรับผม...การเผชิญหน้ากับนักวิ่งราวทั้ง 3 คนนี้ ทำให้ผมเกิดความเข้าใจ เกิดความเห็นใจผู้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผม รวมไปถึงพ่อแม่พี่น้องใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มากยิ่งขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ...
แม้ว่าขณะนี้ผมยังไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป นอกจากติดตาม เขียนบทความและหาข่าวลงในเว็บไซท์ เพื่อช่วยให้ผู้คนเกิดความเข้าใจกันในหลายๆแง่มุม ทั้งฝ่ายชาวบ้าน และฝ่ายเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดบรรยากาศแห่งสันติ... การแสดงความคิดเห็นที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ก่อการร้าย เพื่อนำสันติให้กลับคืนมาในที่สุด...
ผมขอจบด้วยการเชิญชวนทุกท่าน ร่วมจิตร่วมใจกันขยายพื้นที่แห่งความเข้าใจ มีความเห็นใจกัน ให้เกิดสันติในทุกหนแห่งที่เราอยู่... ในบ้าน ในที่ทำงาน ในชุมชม เปลี่ยนความรุนแรงและความเกลียดชังมาเป็นสันติสุขและความรัก อยู่ร่วมกันด้วยความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในที่สุด…
........................................................................
- ที่ใดมีความเกลียดชัง ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความรัก - ที่ใดมีความเจ็บแค้น ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำการอภัย - ที่ใดมีความแตกแยก ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความเป็นหนึ่งเดียวกัน - ที่ใดมีความเท็จ ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความจริง - ที่ใดมีความสงสัย ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความเชื่อ - ที่ใดมีความท้อแท้สิ้นหวัง ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความหวัง - ที่ใดมีความมืด ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำความสว่าง - ที่ใดมีความเศร้าโศก ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำชื่นชมยินดี
โปรดให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ให้บรรเทาใจมากกว่าที่จะรับความบรรเทาใจ ให้ข้าพเจ้าเห็นใจผู้อื่นมากกว่าจะรับความเห็นใจ ให้ข้าพเจ้ารักผู้อื่นก่อนที่จะให้คนอื่นรักข้าพเจ้า
(บทภาวนาของนักบุญฟรังซิส แห่งอัสซีซี ซึ่งเป็นที่ยอมรับในหมู่ศาสนิกจากศาสนาต่างๆ ที่ทำงานเพื่อสันติภาพ...)
|